รอเบิร์ต ฟรอสต์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
รอเบิร์ต ฟรอสต์
รอเบิร์ต ฟรอสต์ในปี ค.ศ. 1941
รอเบิร์ต ฟรอสต์ในปี ค.ศ. 1941
เกิดรอเบิร์ต ลี ฟรอสต์
26 มีนาคม ค.ศ. 1874(1874-03-26)
ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ
เสียชีวิต29 มกราคม ค.ศ. 1963 (88 ปี)
บอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐ
อาชีพกวี, นักเขียนบทละคร
จบจาก
ผลงานที่สำคัญA Boy's Will, North of Boston[1]
คู่สมรสเอลิเนอร์ มีเรียม ไวต์ (แต่งปี 1895; ตายปี 1938)
บุตร6

ลายมือชื่อ

รอเบิร์ต ลี ฟรอสต์ (อังกฤษ: Robert Lee Frost, 26 มีนาคม ค.ศ. 1874 – 29 มกราคม ค.ศ. 1963) เป็นกวีชาวอเมริกัน บทกวีของเขามักพรรณนาถึงชีวิตชนบทในนิวอิงแลนด์ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ด้วยสำนวนภาษาปากแบบอเมริกัน[2] ฟรอสต์เป็นกวีคนเดียวที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ 4 ครั้ง ในปี ค.ศ. 1960 เขาได้รับเหรียญทองรัฐสภาสหรัฐจากผลงานด้านกวีนิพนธ์

รอเบิร์ต ฟรอสต์เกิดในปี ค.ศ. 1874 ที่เมืองซานฟรานซิสโก เป็นบุตรของวิลเลียม เพรสคอต ฟรอสต์ จูเนียร์กับอิซาเบลล์ มูดี[2] หลังบิดาของฟรอสต์เสียชีวิต ครอบครัวย้ายไปอยู่ที่เมืองลอว์เรนซ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ฟรอสต์เรียนที่โรงเรียนมัธยมลอว์เรนซ์ก่อนจะเรียนต่อที่วิทยาลัยดาร์ตมัธในเมืองฮันโนเวอร์ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ แต่ภายหลังเขากลับมาทำงานที่บ้าน ระหว่าง ค.ศ. 1897–1899 ฟรอสต์เรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแต่ไม่สำเร็จการศึกษาเนื่องจากเจ็บป่วย[3] หลังจากนั้นฟรอสต์ทำงานที่ฟาร์มและเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่วิทยาลัยพิงเกอร์ตันในเมืองเดอร์รี รัฐนิวแฮมป์เชียร์[4]

ในปี ค.ศ. 1912 ฟรอสต์และครอบครัวย้ายไปตั้งรกรากที่เมืองเบกคอนส์ฟิลด์ ประเทศอังกฤษ และตีพิมพ์กวีนิพนธ์ A Boy's Will และ North of Boston ซึ่งส่งผลให้ฟรอสต์มีชื่อเสียง ได้รับคำชื่นชมจากกวี เอซรา เพาด์ วิลเลียม บัตเลอร์ เยตส์ และริชาร์ด อัลดิงตัน[5][6] ระหว่าง ค.ศ. 1911–1914 ฟรอสต์เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มกวีดีมอก (Dymock poets) ซึ่งเป็นกลุ่มของกวี 6 คนที่อาศัยอยู่ใกล้หรือเคยมาเยี่ยมเยือนหมู่บ้านดีมอกในมณฑลกลอสเตอร์เชอร์ สมาชิกคนอื่นนอกเหนือจากฟรอสต์ ได้แก่ รูเพิร์ต บรูก เอ็ดเวิร์ด ทอมัส ลาสเซลส์ อะเบอร์ครอมบี วิลฟริด วิลสัน กิบสัน และจอห์น ดริงวอเตอร์[7] ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอุบัติ ฟรอสต์กลับไปสหรัฐและทำงานด้านการสอนและบรรยายในหลายสถาบัน เช่น วิทยาลัยแอเมิร์สในรัฐแมสซาชูเซตส์ วิทยาลัยภาษาอังกฤษเบรดโลฟในรัฐเวอร์มอนต์ และมหาวิทยาลัยมิชิแกน ปี ค.ศ. 1924 ฟรอสต์ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์สาขากวีนิพนธ์ครั้งแรก ก่อนจะได้รับรางวัลอีกสามครั้งในปี ค.ศ. 1931 1937 และ 1943 ในปี ค.ศ. 1961 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกวีแห่งรัฐเวอร์มอนต์คนแรก[8]

ด้านชีวิตส่วนตัว ฟรอสต์แต่งงานกับเอลิเนอร์ มีเรียม ไวต์ในปี ค.ศ. 1895 ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 6 คน[9] ฟรอสต์เสียชีวิตที่โรงพยาบาลปีเตอร์ เบนต์ บริกแฮมที่เมืองบอสตันในปี ค.ศ. 1963[10]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Robert Frost". The Poetry Foundation. สืบค้นเมื่อ 18 February 2015.
  2. 2.0 2.1 "Robert Frost". Encyclopædia Britannica (Online ed.). 2008. สืบค้นเมื่อ 2008-12-21.
  3. Nancy Lewis Tuten; John Zubizarreta (2001). The Robert Frost encyclopedia. Greenwood Publishing Group. p. 145. ISBN 978-0-313-29464-8. Halfway through the spring semester of his second year, Dean Briggs released him from Harvard without prejudice, lamenting the loss of so good a student.
  4. Crifasi, Robert. "Chronology of Robert Frost". Millikin University. Millikin University. Archived from the original on September 8, 2006. สืบค้นเมื่อ January 6, 2007.
  5. Shuman, R. Baird Great American Writers: Twentieth Century. Marshall Cavendish, ISBN 9780761472407
  6. Hoffman, Tyler. Robert Frost and the Politics of Poetry. Hanover, NH: Middlebury College Press, 2001: 53. ISBN 1-58465-150-4
  7. "The Dymock Poets - Centre for Literature and Archives". College of Humanities - University of Exeter. สืบค้นเมื่อ April 7, 2020.
  8. Bates, Devin (October 29, 2019). "Vermont has a new Poet Laureate". MyChamplainValley.com. สืบค้นเมื่อ April 7, 2020.
  9. Frost, Robert (1995). Poirier, Richard; Richardson, Mark (eds.). Collected Poems, Prose, & Plays. The Library of America. 81. New York: Library of America. ISBN 1-883011-06-X.
  10. "Robert Frost Dies at 88; Kennedy Leads in Tribute - Movies". The New York Times. January 30, 1963. สืบค้นเมื่อ April 7, 2020.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]