รถถังพิฆาต เอ็ม10

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
3-inch Gun Motor Carriage M10
Aberdean proving grounds 036.JPG
ชนิด รถถังพิฆาต
สัญชาติ สหรัฐอเมริกา
บทบาท
สงคราม สงครามโลกครั้งที่สอง
สงครามอาหรับ–อิสราเอล ค.ศ. 1948
ประวัติการผลิต
ผู้ออกแบบ U.S. Army Ordnance Department
ช่วงการออกแบบ 1942
บริษัทผู้ผลิต Fisher Body division of General Motors
Ford Motor Company
มูลค่า $47,900[1]
ช่วงการผลิต September 1942 – December 1943
จำนวนที่ผลิต 6,406
แบบอื่น see Variants
ข้อมูลจำเพาะ (3-inch Gun Motor Carriage M10/M10A1[2])
น้ำหนัก M10: 65,200 lb (29.57 metric tons)
M10A1: 64,000 lb (29.03 metric tons)
ความยาว 19 ft 7 in (5.97 m) hull
22 ft 5 in (6.83 m) including gun
ความกว้าง 10 ft 0 in (3.05 m)
ความสูง 9 ft 6 in (2.89 m) over antiaircraft machine gun
ลูกเรือ 5 นาย(ผู้บัญชาการ, พลยิง, พลบรรจุกระสุน, พลขับ และพลขับผู้ช่วย)

เกราะ 0.375 to 2.25 in (9.5 to 57.2 mm)
อาวุธหลัก 3-inch Gun M7 in Mount M5
54 rounds
อาวุธรอง .50 caliber (12.7 mm) Browning M2HB machine gun
300 rounds
เครื่องยนต์ M10: General Motors 6046 twin diesel
375 hp (280 kW) at 2,100 rpm
M10A1: Ford GAA V8
450 hp (336 kW) at 2,600 rpm
กำลัง/น้ำหนัก M10: 12.68 hp/metric ton
M10A1: 15.50 hp/metric ton
เครื่องถ่ายกำลัง Synchromesh
5 speeds forward, 1 reverse
กันสะเทือน Vertical volute spring suspension (VVSS)
ความจุเชื้อเพลิง M10: 165 US gallons (625 litres)
M10A1: 192 US gallons (727 litres)
พิสัยปฏิบัติการ M10: 200 mi (300 km)
M10A1: 160 mi (260 km)
ความเร็ว M10: 25 – 30 mph (40 – 51 km/h) on road
M10A1: 30 mph (51 km/h) on road

รถถังพิฆาต เอ็ม10 เป็นรถถังพิฆาตสัญชาติอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่สอง ภายหลังจากสหรัฐได้เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองและก่อตั้งกองกำลังรถถังพิฆาต ยานพาหนะที่เหมาะสมนั้นจำเป็นในการติดตั้งให้กับกองพันใหม่ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1941 กองทัพได้เรียกร้อนยานพาหนะที่ติดตั้งด้วยปืนในป้อมปืนที่สามารถหมุนได้อย่างเต็มที่ ภายหลังจากรุ่นอื่นๆได้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นเพราะการออกแบบที่แย่เกินไป รุ่นต้นแบบของเอ็ม10 ได้คิดค้นในปี ค.ศ. 1942 ได้ถูกส่งมอบในเดือนเมษายนของปีนั้น ภายหลังจากได้ทำการเปลี่ยนแปลงลำตัวและป้อมปืนได้อย่างเหมาะสม รุ่นที่ได้รับการดัดแปลงได้ถูกคัดเลือกสำหรับการผลิตในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1942 คือ 3-inch Gun Motor Carriage M10 ได้ถูกติดตั้งด้วยปืนเอ็ม7 ขนาด 3 นิ้ว(76.2 มม)ในป้อมปืนที่สามารถหมุนได้บนฐานรถถังของรถถังเอ็ม4เอ2 เชอร์แมนที่ถูกดัดแปลง ในรูปแบบที่สลับเปลี่ยนกัน, รุ่น M10เอ1 ซึ่งได้ใช้ฐานรถถังของรถถังเอ็ม4เอ3 เชอร์แมนก็ถูกผลิตขึ้น การผลิตทั้งสองรุ่นได้ดำเนินการในเดือนกันยายน ค.ศ. 1942 ถึงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1943 และเดือนตุลาคม ค.ศ. 1942 ถึงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1943 ตามลำดับ

เอ็ม10 เป็นรถถังพิฆาตสัญชาติอเมริกันที่มีจำนวนมากที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง มันผสมผสานกับแผ่นเกราะที่บางแต่ลาดเอียงกับกับระบบขับเคลื่อนของเอ็ม4 เชอร์แมนที่มีความน่าเชื่อถือได้และอาวุธต่อต้านรถถังที่มีประสิทธิภาพมากพอสมควรที่ถูกติดตั้งในป้อมปืนแบบเปิดด้านบน แม้ว่ามันจะล้าสมัยในการเผชิญหน้ากับรถถังเยอรมันที่ทรงพลังกว่าอย่างรถถังพันเทอร์ และได้รับการแนะนำประเภทรถถังที่ทรงพลัังกว่าและมีการออกแบบที่ดีกว่ามาทดแทน เอ็ม10 ยังคงประจำการอยู่จนกระทั่งสงครามสิ้นสุดลง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การใช้งานเป็นหลักของรถถังพิฆาต เอ็ม10 โดยสหรัฐอเมริกา แต่มีจำนวนมากที่มาจากโครงการให้ยืม-เช่าที่ถูกส่งไปยังสหราชอาณาจักรและกองทัพฝรั่งเศสเสรี อีกหลายสิบคันก็ยังถูกส่งไปยังสหภาพโซเวียต หลังสงคราม รถถังเอ็ม10 ได้ถูกส่งมอบที่เป็นส่วนที่เกินของกองทัพ(military surplus)แก่หลายประเทศ เช่น เบลเยียม เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ ผ่านทางกฏหมายให้ความช่วยเหลือการป้องกันร่วมกัน(Mutual Defense Assistance Act) หรือได้มาโดยวิธีอื่นๆโดยประเทศ เช่น อิสราเอลและสาธารณรัฐจีน

รถถังเอ็ม10 มักจะถูกเรียกเป็นชื่อเล่นว่า"วูล์ฟเวอรีน" แต่ไม่ทราบที่มาของชื่อเล่นนี้ มันอาจจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ในช่วงหลังสงคราม แตกต่างจากยานพาหนะอื่นๆ เช่น เอ็ม4 เชอร์แมน เอ็ม5 สจวต หรือเอ็ม7 พรีสท รถถังเอ็ม 10 ไม่เคยได้รับการตั้งชื่อหรือกล่าวถึงเมื่อถูกใช้งานโดยทหารอเมริกัน[3][4] พวกเขาเรียกมันเป็นย่อคำว่า "ทีดี" (ชื่อเล่นสำหรับรถถังพิฆาตโดยทั่วไป) เกินกว่าจะมีชื่ออย่างเป็นทางการ


อ้างอิง[แก้]

  1. Zaloga (2002) p8
  2. http://afvdb.50megs.com/usa/3ingmcm10.html
  3. Bryan Perrett (2003), Impossible Victories, p 98, Barnes & Noble, ISBN 978-0-7607-3533-6
  4. Chris Henry & Brian Delf (2004), British Anti-tank Artillery 1939–45], p 23, Osprey, ISBN 978-1-84176-638-6.