มูลนิธินวราชดำริอนุรักษ์ฝ่ายเหนือ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯ ให้ทายาทเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้ายและเจ้านายฝ่ายเหนือเข้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ คุ้มวงษ์ตะวัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2501

มูลนิธินวราชดำริอนุรักษ์ฝ่ายเหนือ [1] เป็นมูลนิธิในประเทศไทย ที่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิ ลำดับที่ ชม 4 ก่อตั้งขึ้นวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2535 เกิดจากพระราชดำรัสใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทาน พลตรี เจ้าราชบุตร (วงศ์ตวัน ณ เชียงใหม่) กลุ่มเจ้านายฝ่ายเหนือ และทายาท ให้รวมกลุ่มกันรักษาความดีไว้ในฐานะทายาทผู้ครองนคร โดยมีพระราชดำริให้มีการอนุรักษ์ฟื้นฟูและเผยแพร่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมโบราณของฝ่ายเหนือ

ประวัติ[แก้]

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยือนเชียงใหม่เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2501 ทรงเล็งเห็นประวัติศาสตร์ที่ร้อยเรียงความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับล้านนา จึงได้มีพระราชกระแสรับสั่ง ให้ พลตรี เจ้าราชบุตร (วงศ์ตวัน ณ เชียงใหม่) รวมกลุ่มเจ้านายฝ่ายเหนือและทายาททั้งหมดเข้าเฝ้าในเวลาพระกระยาหารกลางวัน ณ คุ้มวงศ์ตะวัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และทรงรับสั่งว่า

ถึงแม้บ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรให้สามัคคีกัน ให้รวมกลุ่มกันรักษาความดีไว้ ในฐานะทายาทผู้ครองนคร

— พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ คุ้มวงษ์ตะวัน พ.ศ. 2501

ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระราชดำริให้มีการอนุรักษ์ฟื้นฟูและเผยแพร่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมโบราณของฝ่ายเหนือ และเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง "มูลนิธินวราชดำริอนุรักษ์ฝ่ายเหนือ" ในเวลาต่อมา โดยได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2535 มีทุนเริ่มแรกเป็นเงินสด จำนวน 900,000 บาท และมีสำนักงานตั้งอยู่ที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ชั้น 4 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ดังนี้

  • เพื่อส่งเสริมอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณีพื้นเมืองโบราณของฝ่ายเหนือ
  • เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการบูรณะซ่อมแซมโบราณสถาน และโบราณวัตถุของฝ่ายเหนือ
  • เพื่อส่งเสริมการศึกษา วิจัย และเผยแพร่ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมพื้นเมืองโบราณของฝ่ายเหนือ

คณะกรรมการมูลนิธิ[แก้]

ในตอนแรกนั้นทางมูลนิธิจะให้เจ้านายฝ่ายเหนือชั้นผู้ใหญ่ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ แต่ทางเจ้านายฝ่ายเหนือต้องการให้มูลนิธิอยู่ในความดูแลของข้าราชการ จึงได้ให้นายชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในสมัยนั้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการดำเนินงาน และหลังจากนั้นมูลนิธิฯ ก็มีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในแต่ละสมัยดำรงตำแหน่งประธานสืบต่อกันมา

ชุดแรก[แก้]

คณะกรรมการมูลนิธิฯ ชุดแรก [2][3] ประกอบด้วย

กิจกรรมของมูลนิธิ[แก้]

ดำเนินงานอนุรักษ์ฟื้นฟู ส่งเสริมการศึกษา วิจัย และเผยแพร่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมโบราณของฝ่ายเหนือ รวมทั้ง สนับสนุนการซ่อมแซมโบราณสถานและโบราณวัตถุ อาทิเช่น

  • จัดพิธีบายศรีทูลพระขวัญ ทูลเกล้าถวายการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนพระราชอาคันตุกะ ซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2501 จนถึงปี พ.ศ. 2547 [4]
  • จัดพิธีสักการะกู่เจ้าหลวงเชียงใหม่ ณ วัดสวนดอก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นประจำทุกปี [5]
  • จัดทำเอกสารเผยแพร่พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายเหนือ เช่น หนังสือ “เจ้าพ่อหลวง” ซึ่งรวบรวมภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่เสด็จเยือนนครเชียงใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 - 2544
  • จัดทำโครงการป้ายโบราณสถานและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในนครเชียงใหม่ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมเป็นพระราชกุศล รวมถึงเพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในนครเชียงใหม่ให้แก่ประชาชนและเยาวชน โดยได้สร้างป้ายโบราณสถานจำนวน 72 แห่ง ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา ในปี พ.ศ. 2542
  • จัดทำหนังสือ “ขัตติยานีศรีล้านนา” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสที่ทรงมีพระชนมพรรษา ครบ 6 รอบ 72 พรรษา ในปี พ.ศ. 2547
  • จัดนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชประวัติและการเสด็จเยือนเชียงใหม่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในโอกาสที่ครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในปี พ.ศ. 2549 ณ หอศิลปวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่
  • จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติเรื่องบายศรีทูลพระขวัญ และจัดทำหนังสือ “บายศรีทูลพระขวัญ” ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ในปี พ.ศ. 2550 ณ หอศิลปวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ โดยเป็นนิทรรศการที่จัดแสดงถาวร

อ้างอิง[แก้]