ผู้ใช้:Poonpun2016/ทดลองเขียน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

Club career[แก้]

Danubio[แก้]

Born in Tala, Canelones, Stuani started his professional career with Danubio. In 2005, he went on loan to Bella Vista in the Uruguayan Segunda División, performing well enough to be recalled.

Reggina[แก้]

ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2008 หลังจากเอสตัวนิทำ 19 ประตูให้กับ Danubio ในช่วงครึ่งฤดูกาล 2007-08, เอสตัวนิ ได้รับการติดต่อจาก เรจจินา กัลโซ่ สโมสรในลีกสูงสุดของอิตาลีเซ็นสัญญากันทั้งสิ้น 4 ปี.[1] เขาได้ลงเล่นเป็นนัดแรกในวันที่ 12 มกราคม, ในการออกไปเยือน โดยได้ลงเล่น 30 นาทีในเกมนี้โดยเสมอกันไป 1-1 เอมโปลี[2]

ใเอสตัวนิ ทำประตูไม่ได้เลยในฤดูกาลแรกของเขาในเซเรียอา เขาได้ลงเล่น 12 นัดและช่วยให้ทีมรอดตกชั้น, ในฤดูกาลถัดมา เอสตัวนิ ทำได้เพียงประตูเดียวจากการยิงลูกโทษ ในเกมสุดท้ายของฤดูกาลกับเซียน่า,[3]

On 31 July 2009, Stuani joined Albacete in the Segunda División, on loan. He finished the season with 22 goals in 39 games, including hat-tricks in wins against Castellón[4] and Córdoba,[5] putting him in second in the scoring charts behind Elche's Jorge Molina, but his team only finished two points above the relegation zone.[6]

For 2010–11, Stuani remained in the country and on loan, but moved to La Liga with Levante.[7] He was used mostly as a backup to Felipe Caicedo,[8] but still contributed with eight goals – second-best in the squad – as the Valencians easily retained their division status, netting twice in a 3–1 home win against Málaga.[9]

In the next season, Stuani was loaned to another side in the Spanish top flight, Racing de Santander.[10] In December 2011, he scored a brace in each leg of the Copa del Rey tie against Rayo Vallecano, including a late penalty in the second game which secured a win on the away goals rule following a 6–6 aggregate draw.[11]

อัสปัญญ็อล[แก้]

หลังจากเรจจินา ปล่อยยืมตัวเขาไปสโมสรอื่นถึง 3 ปี, ในช่วงตลาดหน้าร้อนปี ค.ศ. 2012 เอสตัวนิได้รับขอเสนอสัญญา 4 ปี จาก อัสปัญญ็อล[12]

ในวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 2012 เอสตัวนิได้ลงเล่นนัดแรกในเกมกับเรอัลซาราโกซา เขายังทำหนึ่งประตูได้อีกด้วย ช่วยให้ทีมขึ้นนำ 1-0 ก่อนที่จะโดนแซงชนะไป 1-2 ที่เอสตาดีกูร์เนยา-เอลปรัต

ในฤดูกาลสุดท้ายของเขาเอสตัวนิเป็นผู้ทำประตูสูงสุดลำดับ 2 ของทีมที่ 15 ประตูซึ่งมีเพียงเซร์คิโอ การ์เซีย ที่มากกว่าเขาที่่ 19 ประตู

มิดเดิลส์เบรอ[แก้]

ในวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 2015, มิดเดิลส์เบรอ ได้บรรลุข้อตกลงในการซื้อตัว เอสตัวนี โดยมีค่าตัวอยู๋ที่ 3 ล้าน ยูโร[13][14] เขาได้ลงเล่นในลีกครั้งแรกในวันที่ 9 สิงหาคมในเกมที่ออกไปเยือนเพรสตันนอร์ทเอนด์ ที่ดีปเดล, จากการเป็นตัวสำรองลงมาแทนที่ กีเก ในนาทีที่ 77 โดยผลจบลงที่การเสมอ 0-0.[15] ในอีก 3 วันต่อมาเอสตัวนิลงเล่นใน ฟุตบอลลีกคัพ รอบแรก, พบกับ โอลดัมแอทเลติก ที่ บอนด์เดรี พาร์ค เขาทำ 1 ประตูในเกมนี้ได้อีกด้วย ช่วยให้ต้นสังกัดของเขาเอาชนะไป 3-1[16] ในรอบที่สองซึ่ง มิดเดิลส์เบรอ ออกไปเยือน เบอร์ตันอัลเบียน ในวันที่ 25 สิงหาคม เอสตัวนิ ยิงประตูตีเสมอและยิงประตูชัยให้ทีมของเขาชนะในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-2[17]

เอสตัวนิ ทำประตูแรกในลีกได้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 2015 ในเกมที่เอาชนะ เชฟฟีลด์เวนส์เดย์ 1-3 เป็นประตูปิดท้ายในนาทีที่ 86 .[18]

ในวันที่ 28 ธันวาคม ค.ศ. 2015, เอสตัวนิ ยิงประตูได้จากการเปิดบอลมาของ สจวร์ต ดาวนิง ในวินาทีที่ 41 เป็นประตูเดียวในเกมกับ เชฟฟีลด์เวนส์เดย์ ซึ่งเกมนั้นทำให้มิดเดิลส์เบรอ ขึ้นเป็นลำดับสูงสุดบนตารางคะแนน[19] หลังจากนัดนั้นโบโร่ก็คงอันดับต้นๆของตาราง ตั้งแต่นั้นมาใน, ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ในวันที่ 7 พฤษภาคม สตในเกมที่เปิดบ้านเอาชนะ Brighton & Hove Albion which won promotion to the Premier League.[20]

ในวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 2016, เอสตัวนิทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ได้ในเกมกับ ซันเดอร์แลนด์ ช่วยให้ทีมเอาชนะไป 2-1 ที่สนามสเตเดียมออฟไลต์.[21]

ฌิโรนา[แก้]

ในวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 2017 เอสตัวนิ ย้ายเข้าร่วมทีม ฌิโรนา สโมสรในสเปนที่พึ่งเลื่อนชั้นมาในลีกสูงสุดสูงสุดเป็นครั้งแรกของสโมสร โดยไม่เปิดเผยค่าตัว[22] เขาลงเล่นให้กับสโมสรเป็นครั้งแรกในวันที่ 19 สิงหาคม ซึ่งเปิดสนามเอสตาดี มอนตีลีบีพบกับ แอตเลติโก มาดริด และยังทำ 2 ประตูในเกมนี้ โดยผลจบลงที่เสมอกัน 2–2[23]

เอสตัวนิ ลงเล่นไป 33 นัดในลีก ในฤดูกาลแรกกับฌิโรนา ยังทำประตูสูงสุด เป็นลำดับที่ 5 ในลีก จากการยิง 21 ประตู, ช่วยให้ทีมจากคาตาลัน จบอับดับที่ 10 ในลาลีกา.[24], ในวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 2019 เอสตัวนิทำได้หนึ่งประตูในเกมนี้ซึ่งพบกับบาเลนเซีย ซึ่งเป็นประตูที่ 38 ให้กับฌิโรนานั่นทำให้เขาขึ้นแท่นเป็นนักเตะที่ทำประตูได้มากที่สุดตลอดกาลของสโมสร

ประวัติการค้าแข้ง[แก้]

เจสซี ลินการ์ดเป็นแข้งจากทีมเยาวชนแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ความรวดเร็วและความชาญฉลาดในการเคลื่อนไหวถือเป็นคุณสมบัติล้ำค่าในขุมกำลังของโชเซ มูรีนโย ก่อนหน้านั้น ดาวเตะผู้เกิดในเมืองวอร์ริงตันรายนี้ลงสนามให้กับปีศาจแดงเพียงหนึ่งนัด และได้โอกาสลงเป็นตัวสำรองในครึ่งหลังสำหรับการแข่งขันกับเอฟเวอร์ตันช่วงกลางเดือนตุลาคม แต่ผลงานที่ยอดเยี่ยมที่กูดิสันพาร์ก ก็ทำให้เขากลายเป็นตัวจริงอย่างสม่ำเสมอ

เจสซีกลับไปลงสนามที่เวมบลีย์อีกสองครั้ง และก็ยิงได้อีกสองประตู ลูกแรกในศึกเอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ จากนั้นเป็นฟุตบอลลีกคัพ รอบชิงชนะเลิศ สิ่งดังกล่าวทำให้เขาได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้เล่นในเกมสำคัญ เช่นเดียวกับคนที่มักจะทำประตูสุดสวย ลินการ์ดคงมิได้เฝ้าฝันถึงฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมอย่างปี 2015/2016 โดยฤดูกาลดังกล่าวปิดฉากลงด้วยลูกวอลเลย์ในช่วงต่อเวลาพิเศษของเขาช่วยให้ต้นสังกัดคว้าแชมป์เอฟเอคัพ

นัดถัดมากับซีเอสเคเอ มอสโก เขาได้เริ่มต้นศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก โดยยิงประตูแรกหนึ่งเดือนหลังจากนั้น สำหรับเกมในบ้านที่พบกับเวสต์บรอมมิชอัลเบียน ก่อนตามด้วยประตูสุดงามในนัดที่เสมอกับเชลซี 1-1 ต้องบอกว่าผลงานของนักเตะที่เคยสวมเสื้อหมายเลข 35 ยอดเยี่ยมมาก - ฟอร์มที่ดีที่สุดเกิดขึ้นกับตำแหน่งตัวรุกที่คอยปั่นป่วนอยู่ด้านหลังแรชฟอร์ดในชัยชนะศึกแมนเชสเตอร์ดาร์บี นัดที่เอติฮัดเมื่อเดือนมีนาคม และเจสซียิงประตูช่วยให้ปีศาจแดงที่เหลือ 10 คนคว้าแชมป์เอฟเอคัพ ในฤดูกาลแรกที่แจ้งเกิดกับทีม พร้อมมีชื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสโมสร มีความรู้สึกว่าดาวเตะวัย 23 ปี สามารถมอบผลงานที่ดีกว่านี้ในฤดูกาล 2016/2017

กองกลางตัวรุกของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดพัฒนาขึ้นมาตามระดับชั้นหลังได้รับการดูแลอย่างดีจากสตาฟโค้ช เจสซีประเดิมสนามนัดแรกในเกมเปิดหัวฤดูกาล 2014/2015 พบสวอนซีซิตี แม้จะเคยมีชื่อติดขุมกำลังในวันแข่งขันภายใต้การนำของเดวิด มอยส์ แต่เป็นลูวี ฟัน คาล ที่มอบโอกาสการลงสนามในทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกให้กับเขา อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวต้องจบลงอย่างน่าผิดหวังเพราะอาการบาดเจ็บที่เขาได้รับหลังการแข่งขันผ่านไปเพียง 24 นาทีกับบทบาทที่เขาไม่ถนัดอย่างตำแหน่งฟุลแบ็ก

เจสซีมิได้ย่อท้อจากเหตุการณ์ดังกล่าวและฟื้นตัวกลับมาจากอาการบาดเจ็บก่อนเซ็นสัญญาไปเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลดาร์บีเคาน์ตีแบบยืมตัวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2015 ดาวรุ่งรายนี้ลงสนาม 15 นัดให้ "แกะเขาเหล็ก" โดยยิงสองประตูช่วยให้ทีมของสตีฟ แม็คคลาเรน ขยับไปนำเป็นจ่าฝูงช่วงต้นเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตาม ผลงานที่ตกลงไปช่วงท้ายฤดูกาลทำให้ดาร์บีเคาน์ตีพลาดโอกาสผ่านไปเล่นรอบเพลย์ออฟโดยขาดไปแค่แต้มเดียว

หลังผ่านช่วงเวลาการค้าแข้งในถิ่นไพรด์พาร์ก ลินการ์ดแสดงเจตจำนงในการก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของปีศาจแดงอีกครั้ง โดยเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่โชว์ผลงานโดดเด่นที่สุดให้กับทีมชาติอังกฤษรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปีในศึกชิงแชมป์ยุโรป รอบสุดท้าย และยิงประตูในเกมที่พบกับทีมชาติสวีเดน เขาพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถรับมือกับการเลื่อนชั้นในระดับเยาวชนหลังจากการคว้าแชมป์เอฟเอยูธคัพ ตัวรุกรายนี้สามารถลงเล่นในตำแหน่งปีกทั้งสองข้าง หรือบทบาทตัวกลางที่ถนัดด้านหลังกองหน้า ลินการ์ดเป็นนักเตะที่จบสกอร์ได้อย่างยอดเยี่ยม มีส่วนผสมทั้งลูกยิงสวย ๆ และการทำประตูที่เฉียบคม เขาสร้างปัญหาให้กับแนวรับของคู่แข่งด้วยความรวดเร็วในการวิ่ง และคอยลงมาเล่นเกมรับช่วยทีมอยู่เสมอ ดาวเตะรายนี้โชว์ฟอร์มน่าประทับใจระหว่างการทัวร์ 2012 กับดีเอชเอล และมีชื่อบนม้านั่งสำรองในการแข่งขันอีเอฟแอลคัพกับนิวคาสเซิลและเชลซี ปลายปีดังกล่าว เจสซีย้ายไปเล่นให้กับเลสเตอร์ซิตีด้วยสัญญายืมตัวเพื่อหาประสบการณ์กับฟุตบอลชุดใหญ่ แต่กลับมาอยู่กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทันเวลา ช่วยให้ขุมกำลังของวอร์เรน จอยซ์คว้าแชมป์ได้มากขึ้น

เจสซี ทำสถิติเป็นผู้เล่นของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่ลงสนามให้กับทีมเกิน 100 ครั้งเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 2017 โดยแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเอาชนะวอตฟอร์ดไปด้วยจำนวนประตู 4-2 (โดยเจสซียิงได้ 1 ประตูในนัดนี้)


การแข่งขันฟุตบอลทีมชาติ[แก้]

เกมทีมชาติบราซิล[แก้]

วันที่ พบกับ ผล รายการ
24 เมษายน ค.ศ. 1962 ธงชาติปารากวัย ปารากวัย 4–0 Taça Oswaldo Cruz
6 พฤษภาคม ค.ศ. 1962 ธงชาติโปรตุเกส โปรตุเกส 2–1 กระชับมิตร
16 พฤษภาคม ค.ศ. 1962 ธงชาติเวลส์ เวลส์ 3–1 กระชับมิตร
13 เมษายน ค.ศ. 1963 ธงชาติอาร์เจนตินา อาร์เจนตินา 2–3 โคปา โรคา
4 มิถุนายน ค.ศ. 1966 ธงชาติเปรู เปรู 4–1 กระชับมิตร
22 มีนาคม ค.ศ. 1970 ธงชาติชิลี ชิลี 5–0 กระชับมิตร
26 เมษายน ค.ศ. 1970 ธงชาติบัลแกเรีย บัลแกเรีย 0–0 กระชับมิตร
11 กรกฎาคม ค.ศ. 1971 ธงชาติออสเตรีย ออสเตรีย 1–1 กระชับมิตร
2 กรกฎาคม ค.ศ. 1972 ธงชาติยูโกสลาเวีย ยูโกสลาเวีย 3–0 กระชับมิตร
17 เมษายน ค.ศ. 1974 ธงชาติโรมาเนีย โรมาเนีย 2–0 กระชับมิตร
1 พฤษภาคม ค.ศ. 1974 ธงชาติออสเตรีย ออสเตรีย 0–0 กระชับมิตร
23 พฤษภาคม ค.ศ. 1974 ธงชาติบัลแกเรีย บัลแกเรีย 1–0 กระชับมิตร
25 พฤษภาคม ค.ศ. 1977 บราซิล รัฐเซาเปาลู 2–0 กระชับมิตร
16 มิถุนายน ค.ศ. 1977 บราซิล รัฐเซาเปาลู 1–1 กระชับมิตร
19 มิถุนายน ค.ศ. 1977 ธงชาติโปแลนด์ โปแลนด์ 3–1 กระชับมิตร
21 มิถุนายน ค.ศ. 1979 เนเธอร์แลนด์ อายักซ์ 5–0 กระชับมิตร
16 สิงหาคม ค.ศ. 1979 ธงชาติโบลิเวีย โบลิเวีย 2–0 โคปาอเมริกา 1979
29 มิถุนายน ค.ศ. 1980 ธงชาติโปแลนด์ โปแลนด์ 1–0 กระชับมิตร
3 มีนาคม ค.ศ. 1982 ธงชาติเชโกสโลวาเกีย เชโกสโลวาเกีย 2–1 กระชับมิตร
17 มิถุนายน ค.ศ. 1984 ธงชาติอาร์เจนตินา อาร์เจนตินา 0–0 โคปา โรคา
30 มิถุนายน ค.ศ. 1985 ธงชาติโบลิเวีย โบลิเวีย 1–1 ฟุตบอลโลก 1986 รอบคัดเลือก
20 สิงหคม ค.ศ. 1989 ธงชาติเวเนซุเอลา เวเนซุเอลา 6–0 ฟุตบอลโลก 1990 รอบคัดเลือก
22 สิงหาคม ค.ศ. 1993 ธงชาติเอกวาดอร์ เอกวาดอร์ 2–0 ฟุตบอลโลก 1994 รอบคัดเลือก
26 เมษายน ค.ศ. 2000 ธงชาติเอกวาดอร์ เอกวาดอร์ 3–2 ฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก
26 กรกฎาคม ค.ศ. 2000 ธงชาติอาร์เจนตินา อาร์เจนตินา 3–1 ฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก
15 พฤศจิกายน ค.ศ. 2000 ธงชาติโคลอมเบีย โคลอมเบีย 1–0 ฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก
25 เมษายน ค.ศ. 2001 ธงชาติเปรู เปรู 1–1 ฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก
5 กันยายน ค.ศ. 2004 ธงชาติโบลิเวีย โบลิเวีย 3–1 ฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือก
21 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 ธงชาติอุรุกวัย อุรุกวัย 2–1 ฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก
7 กันยายน ค.ศ. 2012 ธงชาติแอฟริกาใต้ แอฟริกาใต้ 1–0 กระชับมิตร
6 มิถุนายน ค.ศ. 2014 ธงชาติเซอร์เบีย เซอร์เบีย 1–0 กระชับมิตร

โคปาอเมริกา 2019[แก้]

โมรุงบี เป็นหนึ่ง ใน 6 สนามที่รับเป็นเจ้าภาพโคปาอเมริกา 2019 โดยพิธีเปิดการแข่งขันยังจัดขึ้นในนัดแรกของการแข่งขันที่สนามนี้อีกด้วย โดยแข่งในสนามนี้ทั้งหมดสามนัด ในรอบแบ่งกลุ่ม [25]

วันที่ ทีม #1 ผล ทีม #2 รอบ ผู้ชม
14 มิถุนายน ค.ศ. 2019 ธงชาติบราซิล บราซิล ธงชาติโบลิเวีย โบลิเวีย รอบแบ่งกลุ่ม
17 มิถุนายน ค.ศ. 2019 ธงชาติญี่ปุ่น ญี่ปุ่น ธงชาติชิลี ชิลี รอบแบ่งกลุ่ม
19 มิถุนายน ค.ศ. 2019 ธงชาติโคลอมเบีย โคลอมเบีย ธงชาติประเทศกาตาร์ กาตาร์ รอบแบ่งกลุ่ม
  1. "Una máquina de ganar" [A winning machine] (in สเปน). ESPN. 28 December 2007. สืบค้นเมื่อ 3 April 2018.
  2. "Saudati dal dischetto grazia la Reggina – l'Empoli deve accontentarsi del pari" [Saudati grace Reggina from the spot – Empoli must be happy with draw]. La Repubblica (in อิตาลี). 12 January 2008. สืบค้นเมื่อ 25 November 2017.
  3. "Big Mac risponde a Stuani, 1–1 a Reggio" [Big Mac answers Stuani, 1–1 in Reggio]. La Repubblica (in อิตาลี). 31 May 2009. สืบค้นเมื่อ 2 April 2014.
  4. "El Albacete golea con un Stuani estelar y rompe la armonía del Castellón" [Albacete rout with stellar Stuani and shatter Castellón's harmony]. Marca (in สเปน). 12 September 2009. สืบค้นเมื่อ 2 April 2014.
  5. "Trío de goles de Stuani para dar vida al Albacete" [Trio of Stuani goals to give life to Albacete]. Diario de Cádiz (in สเปน). 23 May 2010. สืบค้นเมื่อ 2 April 2014.
  6. "El Albacete se salva a lo grande" [Albacete save themselves in style]. Marca (in สเปน). 19 June 2010. สืบค้นเมื่อ 2 April 2014.
  7. "El Levante ficha a Stuani" [Levante sign Stuani] (in สเปน). Fichajes. 29 July 2010. สืบค้นเมื่อ 2 April 2014.
  8. "El Levante negocia con la Reggina por Stuani" [Levante negotiate with Reggina for Stuani]. Diario AS (in สเปน). 6 June 2012. สืบค้นเมื่อ 2 April 2014.
  9. "Levante on the up". ESPN Soccernet. 3 April 2011. สืบค้นเมื่อ 5 May 2011.
  10. "El Racing ficha a Stuani" [Racing sign Stuani]. Marca (in สเปน). 12 August 2011. สืบค้นเมื่อ 2 April 2014.
  11. Esteva, Javier (21 December 2011). "Todo por un penalti tonto" [All because of a foolish penalty]. Marca (in สเปน). สืบค้นเมื่อ 5 June 2014.
  12. "Stuani ya es jugador del Espanyol" [Stuani is already an Espanyol player]. Sport (in สเปน). 29 August 2012. สืบค้นเมื่อ 21 June 2018.
  13. "Principi d'acord per la sortida d'Stuani" [Agreement in principle for the departure of Stuani] (in คาตาลัน). RCD Espanyol. 15 July 2015. สืบค้นเมื่อ 15 July 2015.
  14. "Cristhian Stuani: Espanyol striker set to join Middlesbrough". BBC Sport. 16 July 2015. สืบค้นเมื่อ 24 July 2015.
  15. Aloia, Andrew (9 August 2015). "Preston North End 0–0 Middlesbrough". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 13 August 2015.
  16. "Oldham Athletic 1–3 Middlesbrough". BBC Sport. 12 August 2015. สืบค้นเมื่อ 13 August 2015.
  17. "Burton Albion 1–2 Middlesbrough". BBC Sport. 25 August 2015. สืบค้นเมื่อ 25 August 2015.
  18. "Sheffield Wednesday 1–3 Middlesbrough". BBC Sport. 29 August 2015. สืบค้นเมื่อ 29 August 2015.
  19. "Middlesbrough 1–0 Sheffield Wednesday: Boro return to top of the Championship thanks to Christian [sic] Stuani goal". Daily Mail. 28 December 2015. สืบค้นเมื่อ 29 December 2015.
  20. "Middlesbrough strike it rich with Premier League promotion". The Express Tribune. 7 May 2016. สืบค้นเมื่อ 8 May 2016.
  21. "Sunderland 1 – Middlesbrough 2: Moyes doesn't blame fans for relegation thoughts". Daily Express. 21 August 2016. สืบค้นเมื่อ 21 August 2016.
  22. "Cristhian Stuani makes move to La Liga". Middlesbrough F.C. 21 July 2017. สืบค้นเมื่อ 21 July 2017.
  23. made his debut for the club on 19 Augustor/futbol/2017_18/la-liga/jornada_1/ger_atm/ "El ADN del Atlético no se ficha" Check |url= value (help) [Atlético's DNA does not work]. Marca (in สเปน). 19 August 2017. สืบค้นเมื่อ 19 August 2017.
  24. "El gol en Girona se apellida Stuani" [Goal is named Stuani in Girona]. Sport (in สเปน). 20 May 2018. สืบค้นเมื่อ 4 June 2018.
  25. "World Cup 1982 Finals". RSSSF. สืบค้นเมื่อ 27 March 2017.