ประวัติสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล (ค.ศ. 1959–85)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ถ้วยแชมป์ยูโรเปียนคัพ 4 ใบนับตั้งแต่ ค.ศ. 1977 – 1981 ซึ่งตั้งอยู่ในตู้โชว์ในพิพิธภัณฑ์ของสโมสร

ประวัติศาสตร์ของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล (1959–85) (อังกฤษ: History of Liverpool F.C. (1959–85)) เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการแต่งตั้ง บิลล์ แชงคลี ให้เป็นผู้จัดการทีมเมื่อฤดูกาล 1959–60 ซึ่งขณะนั้นทางสโมสรยังอยู่ใน ฟุตบอลลีกดิวิชัน 2 (เดิม) หรือ อีเอฟแอลแชมเปียนชิป ในปัจจุบันจนกระทั่งถึง โศกนาฏกรรมเฮย์เซล ใน ค.ศ. 1985

ในฤดูกาล 1961–62 สโมสรลิเวอร์พูลสามารถคว้าแชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) และได้สิทธิ์ขึ้นมาเล่นใน ฟุตบอลลีกดิวิชัน 1 (เดิม) หรือ พรีเมียร์ลีก ในปัจจุบันจนกระทั่งแชงคลีสามารถพาทีมหงส์แดงคว้าแชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) ในฤดูกาล 1963–64 นับเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 17 ปีโดยแชงคลีได้แชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) อีก 2 สมัย เอฟเอคัพ 2 สมัย แชริตีชีลด์ 4 สมัยและ ยูฟ่าคัพ อีก 1 สมัยหลังจากพาทีมคว้าแชมป์แชริตีชีลด์ใน ค.ศ. 1974 หรือก่อนเริ่มฤดูกาล 1974–75 แชงคลีได้ประกาศวางมือหลังจากคุมทีมมายาวนานถึง 15 ปีโดยมี บ๊อบ เพสลีย์ มือขวาของแชงคลีเข้ามาคุมทีมแทน

เมื่อเพสลีย์ได้เข้ามาคุมทีมแทนแชงคลีแล้วเขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) 6 สมัย ยูโรเปียนคัพ 3 สมัย ยูฟ่าคัพ 1 สมัย ลีกคัพ 3 สมัย และแชริตีชีลด์อีก 6 สมัยโดยแชมป์รายการสุดท้ายของเพสลีย์คือลีกคัพในค.ศ. 1983 หลังจากนั้นเพสลีย์ได้ประกาศวางมือโดยมี โจ เฟแกน มือขวาของเพสลีย์ขึ้นมาคุมทีมแทน

หลังจากเฟแกนได้ขึ้นมาคุมทีมแล้วเขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีก 1 สมัย ลีกคัพ 1 สมัยและยูโรเปียนคัพ 1 สมัยก่อนจะประกาศวางมือหลังจากเกิด โศกนาฏกรรมเฮย์เซล ในระหว่างการแข่งขันยูโรเปียนคัพรอบชิงชนะเลิศระหว่างลิเวอร์พูลกับ ยูเวนตุส เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1985 ส่งผลให้ลิเวอร์พูลถูกห้ามแข่งบอลถ้วยยุโรปรายการต่าง ๆ นานถึง 5 ปีโดย เคนนี แดลกลีช ได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นทั้งผู้เล่น-ผู้จัดการทีม