ประชา โพธิพิพิธ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ประชา โพธิพิพิธ
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 24 มกราคม พ.ศ. 2486 (78 ปี)
พรรคการเมือง ประชาธิปัตย์

ประชา โพธิพิพิธ หรือ "กำนันเซี้ยะ" เป็นนักการเมืองชาวไทย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ 4 สมัย และเป็นบิดาของนักการเมืองในจังหวัดกาญจนบุรี คือ อัฏฐพล โพธิพิพิธ และธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ

ประวัติ[แก้]

ประชา โพธิพิพิธ เกิดเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2486 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนวัดท่าเรืออุตสาหวิทยาคาร จังหวัดกาญจนบุรี และระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองการปกครอง จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาเคยเข้ารับการอบรมหลักสูตรนักปกครองท้องถิ่นระดับสูง (รุ่นที่ 8) จากวิทยาลัยการปกครอง

นายประชา สมรสกับนางทวี โพธิพิพิธ มีบุตรคือ อัฏฐพล โพธิพิพิธ และธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ[1][2] ต่อมาแต่งงานใหม่กับนางเขมพร ต่างใจเย็น อดีตภรรยาของแคล้ว ธนิกุล[3]

การทำงาน[แก้]

ประชา โพธิพิพิธ เคยเป็นกำนันตำบลท่าเรือ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่ พ.ศ. 2524 และเคยได้รับรางวัลกำนันแหนบทองคำ เมื่อ พ.ศ. 2528 ต่อมาเป็นเทศมนตรีในเทศบาลตำบลท่าเรือพระแท่น และได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีตำบลท่าเรือพระแท่น ในปี พ.ศ. 2534 จนกระทั่งได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2538 เขาได้ลงสมัครและได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกตั้งสมัยที่ 2 ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2539 และในปี พ.ศ. 2542 ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2544 นายประชาได้รับเลือกตั้งสมัยที่ 3 ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมของปีเดียวกัน กกต. ได้มีคำวินิจฉัยสั่งการให้สมาชิกภาพของนายประชาสิ้นสุดลง เนื่องจากมีการร้องเรียนว่านายประชาซื้อเสียงในการเลือกตั้ง[4] และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ผลปรากฏว่าพลตรี ศรชัย มนตริวัต จากพรรคไทยรักไทยเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง

นายประชาได้รับเลือกตั้งอีกครั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2554 เป็น ส.ส.สมัยที่ 4 และเขาสนับสนุนให้ธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ บุตรชาย ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

คดีความ[แก้]

ในปี พ.ศ. 2559 เขาถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก เป็นเวลา 5 ปี ในความผิดฐานเป็นอั้งยี่ , กรรโชกทรัพย์ , หน่วงเหนี่ยวกักขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ. 2542 ในปีต่อมาถูกตัดสินในคดีบุกรุกที่ดินราชพัสดุ จำนวน 1 พันกว่าไร่ ศาลฎีกาลดโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน [5]

ต่อมาในปี พ.ศ. 2562 นายประชา ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 10 ปี ในคดีจัดตั้งกลุ่มบ้านใหญ่ ฮั้วประมูล[6]

ปัจจุบันอยู่ระหว่างหลบหนีคดี[3]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

ประชา โพธิพิพิธ เคยได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ก่อนจะถูกเรียกคืนเนื่องจากต้องโทษจำคุก

อ้างอิง[แก้]

  1. "กำนันเซี๊ยะ"ประสบอุบัติเหตุขับกระบะประสานงาสาหัส
  2. สะพัดเพื่อพ่อ!2ลูกชายกำนันเซี๊ยะทิ้ง'ปชป.'ซบพลังประชารัฐ-มาร์คทำใจ
  3. 3.0 3.1 ย้อนตำนาน กำนันเซี๊ย
  4. คำวินิจฉัยสั่งการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ ๑๔๓/๒๕๔๔ เรื่อง การคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๕ จังหวัดกาญจนบุรี กรณี นายประชา โพธิพิพิธ
  5. ศาลฎีกาฯ จำคุก 10 ปี ‘กำนันเซี๊ยะ’ อดีต ส.ส.ปชป.ฮั้วรับเหมาเมืองกาญจน์-นับโทษจากคดีเก่า
  6. คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่อง ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (คดีหมายเลขดำที่ อม. ๑๓๑/๒๕๖๐ คดีหมายเลขแดงที่ อม. ๑๘๐/๒๕๖๐ ระหว่าง อัยการสูงสุด โจทก์ นายประชา โพธิพิพิธ จำเลย)
  7. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ประจำปี ๒๕๕๔
  8. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]