ข้ามไปเนื้อหา

นักเลงเดี่ยว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
นักเลงเดี่ยว
กำกับส.อาสนจินดา
นักแสดงนำส.อาสนจินดา
วิไลวรรณ วัฒนพานิช
อดุลย์ ดุลยรัตน์
ทักษิณ แจ่มผล
สังเวียน หาญบุญตรง
เมืองเริง ปัทมินทร์
สุวิทย์ เทียมเมศ
เทียนชัย สุนทรการันต์
ล้อต๊อก
วิภา วัฒนธำรงค์
พะเยาว์ สาริกบุตร
จันตรี สาริกบุตร
พงศ์ศิริ เพียงพรหม
ผู้จัดจำหน่ายบางกอกการภาพยนตร์
วันฉายพ.ศ. 2501
ประเทศไทย
ภาษาไทย
ก่อนหน้านี้หนึ่งต่อเจ็ด (2501)
ต่อจากนี้เจ็ดแหลก (2501)
สิบสองนักสู้ (2502)
เจ็ดประจัญบาน (2506)
เจ็ดตลุมบอน (2506)
ชุมทางหาดใหญ่ (2509)
1 ต่อ 7 ประจัญบาน (2510)
หาดใหญ่ใจสู้ (2512)

นักเลงเดี่ยว เป็นภาพยนตร์ไทยแนวโลดโผน สุขนาฏกรรม ขนาด 16 มม. พากย์สด ปี พ.ศ. 2501 กำกับโดย ส.อาสนจินดา เป็นภาคต่อของ หนึ่งต่อเจ็ด (2501) นำแสดงโดย ส. อาสนจินดา, อดุลย์ ดุลยรัตน์, วิไลวรรณ วัฒนพานิช, ทักษิณ แจ่มผล, สังเวียน หาญบุญตรง เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 ที่โรงภาพยนตร์แกรนด์[1]

เนื้อเรื่อง

[แก้]

บ้านชนแดน เป็นตำบลชายแดนแห่งหนึ่ง และเป็นถิ่นกำเนิดรวมถึงพื้นที่ทำมาหากินของจ่าดับ จำเปาะ (ส. อาสนจินดา) อดีตทหาร ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งพื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาความไม่สงบอย่างรุนแรง เมื่อ อ้ายเสือโทน (สังเวียน หาญบุญตรง) พร้อมด้วย อ้ายเสือทิม (เมืองเริง ปัทมินทร์) และ อ้ายเสือทอม (สุวิทย์ เทียมเมศ) บุตรชาย รวมถึง เสือทัพ (เทียนชัย สุนทรการันต์) น้องชาย ได้เข้าไปตั้งกลุ่มโจรและใช้พื้นที่ป่าลึกบริเวณแนวชายแดนเป็นฐานปฏิบัติการ ส่งผลให้ชาวบ้านในตำบลบ้านชนแดนได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง

หลังจาก จ่าดับ จำเปาะ ช่วยเหลือกลุ่มหกสหายในการปราบผู้ร้ายเจ็ดคนที่อำเภอหาดใหญ่ เขาเดินทางกลับมายังบ้านเกิด แต่ต้องประสบกับโศกนาฏกรรมเมื่อภรรยาเสียชีวิตพร้อมบุตรในครรภ์ จ่าดับเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากกรรมในอดีตจากการดำเนินชีวิตในฐานะนักเลงมือปืน ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งกำนัน และหันไปใช้ชีวิตอย่างสงบในฐานะชาวไร่

ตำแหน่งกำนันจึงตกเป็นของ สวน (ล้อต๊อก) ซึ่งมีบุตรสาวสองคน ได้แก่ ชะเอม (วิภา วัฒนธำรงค์) ผู้มีนิสัยเรียบร้อยและสุภาพ และ อ้อย (พะเยาว์ สาริกบุตร) ซึ่งมีนิสัยชอบความฟุ้งเฟ้อและหรูหรา นอกจากนี้ สวนยังมีบุตรเลี้ยงอีกหนึ่งคนคือ ชะอม (จันตรี สาริกบุตร)

อ้อยเป็นหญิงสาวที่มีบุคลิกปราดเปรียว จึงเป็นที่หลงรักของ เจ้าเด่น (พงศ์ศิริ เพียงพรหม) น้องชายคนสุดท้องของจ่าดับ อย่างไรก็ตาม เจ้าเด่นเป็นชายหนุ่มบ้านนอกที่มีลักษณะซื่อ เซ่อซ่า และขี้ขลาด ทำให้อ้อยไม่ได้มีความรู้สึกตอบรับ ความสัมพันธ์จึงไม่พัฒนา

ต่อมา อ้อยกลับเกิดความหลงใหลใน อ้ายเสือทอม ชายหนุ่มรูปงามและมีนิสัยบ้าบิ่น จนตัดสินใจหนีตามเขาข้ามเขตแดนไปใช้ชีวิตร่วมกับกลุ่มโจร อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ที่หยาบกร้านและโสมมของกลุ่มอ้ายเสือร้ายซึ่งประกอบด้วยสี่พ่อลูกพี่น้อง อ้อยจึงตัดสินใจหลบหนีกลับมายังบ้านชนแดน

นับตั้งแต่วันที่ อ้อย หนีออกจากบ้าน เจ้าเด่น ได้ออกติดตามและเฝ้ารอคอยเธออยู่ในป่าบริเวณชายแดนเป็นเวลานาน จนเมื่ออ้อยตัดสินใจหลบหนีกลับมา เจ้าเด่นจึงอาสาพาเธอเดินทางกลับอย่างปลอดภัย โดยพาไปขอความช่วยเหลือจากบิดามารดาของตนซึ่งอาศัยอยู่ในป่านอกเขตแดนประเทศไทย และยืมม้าเพื่อใช้ในการเดินทาง

อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวนำไปสู่เหตุร้าย เมื่อกลุ่มอ้ายเสือสามารถติดตามร่องรอยม้าไปพบ และเข้าทำร้ายครอบครัวของเจ้าเด่น ส่งผลให้บิดาของเจ้าเด่นเสียชีวิต และมารดาถูกควบคุมตัวไว้โดย อ้ายเสือทิม ขณะเดียวกัน อ้ายเสือโทน, อ้ายเสือทอม และ เสือทัพ ได้บุกเข้าสู่บ้านชนแดน ก่อเหตุทำร้ายชาวบ้านหลายราย

เหตุการณ์ยุติลงเมื่อทั้งสามเผชิญหน้ากับ จ่าดับ จำเปาะ ซึ่งออกมาขัดขวางไม่ให้กลุ่มอ้ายเสือรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่มากกว่านั้น จ่าดับเผชิญหน้ากับอ้ายเสือโทนโดยตรง และเกิดการดวลปืนระหว่างทั้งสองฝ่าย แต่ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถเอาชนะกันได้ เนื่องจากได้รับบาดเจ็บที่มือพร้อมกัน ทำให้อาวุธหลุดจากการควบคุม

แม้อ้ายเสือโทนจะพยายามเรียกร้องให้นำอ้อยกลับไปให้อ้ายเสือทอมบุตรชาย จ่าดับยังคงยืนกรานปกป้องชาวบ้านชนแดน โดยประกาศเจตนารมณ์ว่าจะไม่ยอมให้กลุ่มอ้ายเสือเข้ามารุกรานพื้นที่ ตราบเท่าที่ตนยังมีชีวิตอยู่

ภายหลังการเผชิญหน้ากัน อ้ายเสือโทน ได้เสนอข้อตกลงกับ จ่าดับ จำเปาะ และ กำนันสวน โดยยืนยันว่าจะไม่ติดใจเรียกร้องให้อ้อยกลับไป และจะไม่ลุกล้ำเข้ามาก่ออิทธิพลหรือสร้างความไม่สงบในเขตบ้านชนแดนอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม เสือโทนได้ตั้งเงื่อนไขแลกเปลี่ยนว่า ชาวบ้านชนแดนจะต้องไม่ล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ป่าซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของตน

นอกจากนี้ เสือโทนยังขอให้กำนันสวนและจ่าดับรับรองว่า จะไม่เปิดโอกาสให้กลุ่มนักเลงเร่ร่อน บุคคลภายนอก หรือเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจและสายสืบ เข้ามาเคลื่อนไหวหรือแทรกแซงภายในพื้นที่บ้านชนแดน รวมถึงไม่เรียกกำลังทหารซึ่งเคยร่วมงานกับจ่าดับในอดีตเข้ามาในพื้นที่ ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและความขัดแย้งที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต

จ่าดับไม่อาจยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวได้ เนื่องจากพื้นที่ป่าซึ่งกลุ่มอ้ายเสืออ้างสิทธิ์นั้น ยังเป็นที่อยู่อาศัยของบิดามารดาของตน อย่างไรก็ตาม กำนันสวน กลับมีความเห็นต่าง โดยมองว่าการปฏิเสธของจ่าดับเป็นการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนมากกว่าความปลอดภัยของชาวบ้านจำนวนมาก และเห็นว่าหากไม่ยอมรับข้อตกลงดังกล่าว อาจนำไปสู่ความเดือดร้อนในวงกว้าง

ในที่สุด กำนันสวนได้ให้คำรับรองตามเงื่อนไขของอ้ายเสือโทนโดยลำพัง หลังจากกลุ่มอ้ายเสือได้รับคำมั่นดังกล่าวแล้ว สถานการณ์ในบ้านชนแดนจึงกลับสู่ความสงบชั่วคราว

ต่อมา ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของบ้านชนแดน ขณะที่ชาวบ้านกำลังร่วมกิจกรรมประเพณี เช่น การปล่อยนกและปล่อยปลา ได้ปรากฏชายแปลกหน้าคนหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นนักเลงเดี่ยว ล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่หมู่บ้านอย่างเปิดเผย เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่ความตึงเครียดครั้งใหม่ในชุมชน

นักเลงเดี่ยว (ทักษิณ แจ่มผล) ปรากฏตัวในลักษณะคล้ายสติไม่สมประกอบ แต่มีความว่องไวและมีทักษะการต่อสู้ด้วยหมัดที่รุนแรง เมื่อกำนันสวนและชาวบ้านบางส่วนพยายามเข้าขับไล่ นักเลงเดี่ยวได้ตอบโต้จนฝ่ายตรงข้ามได้รับบาดเจ็บและเกิดความวุ่นวายภายในหมู่บ้าน

นอกจากความสามารถด้านการต่อสู้ นักเลงเดี่ยวยังแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อสตรีในหมู่บ้าน ส่งผลให้ อ้อย ขอร้องให้ เจ้าเด่น เข้าห้ามปรามและเผชิญหน้ากับชายแปลกหน้า อย่างไรก็ตาม เจ้าเด่นไม่สามารถต้านทานได้และถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ ต่อมา ชะเอม พยายามเข้าช่วยเหลือ แต่กลับถูกจูบจนสถานการณ์ยิ่งทวีความตึงเครียด

เหตุการณ์ยุติลงชั่วคราวเมื่อ จ่าดับ จำเปาะ เข้าขวางและเผชิญหน้ากับนักเลงเดี่ยวโดยตรง การต่อสู้ระหว่างทั้งสองเป็นไปอย่างรุนแรงและดุเดือด ก่อนที่จ่าดับจะพ่ายแพ้ลง ท่ามกลางสายตาของชาวบ้าน ส่งผลให้ภาพลักษณ์และอำนาจของเขาในฐานะผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ถูกสั่นคลอนอย่างชัดเจน

ในช่วงเวลาที่อิทธิพลและความน่าเกรงขามของ จ่าดับ จำเปาะ ถูกสั่นคลอน กลุ่ม อ้ายเสือโทน, อ้ายเสือทอม, อ้ายเสือทิม และ เสือทัพ ได้เดินทางมาถึงบ้านชนแดนพอดี และแสดงท่าทีเยาะเย้ยจ่าดับ ก่อนจะเข้าทำร้ายเขาซ้ำ ส่งผลให้จ่าดับตกอยู่ในอันตรายอย่างรุนแรง

ระหว่างที่อ้ายเสือทอมและอ้ายเสือทิมเข้ารุมทำร้ายจ่าดับ อ้ายเสือโทนและเสือทัพพยายามใช้อาวุธปืนเข้าจัดการ นักเลงเดี่ยวได้เข้าขัดขวางและยิงสกัดไว้ พร้อมทั้งอาสาเผชิญหน้ากับอ้ายเสือทอมและอ้ายเสือทิมเพียงลำพัง การต่อสู้เป็นไปอย่างหนักหน่วง ก่อนที่สองพี่น้องจะพ่ายแพ้ ทำให้กลุ่มอ้ายเสือทั้งหมดต้องล่าถอยกลับเข้าสู่ป่าด้วยความไม่พอใจ

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ฝีมือและความกล้าหาญของนักเลงเดี่ยวเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวบ้านชนแดน เขาเริ่มได้รับความเอ็นดูจาก ชะเอม และเป็นที่ชื่นชอบของ อ้อย ในคืนนั้น ชะเอมได้แอบนำเสื้อผ้าของบิดาไปให้นักเลงเดี่ยวเปลี่ยน ด้วยความเป็นห่วงในความปลอดภัยของเขา

อย่างไรก็ตาม ความสามารถและชื่อเสียงของนักเลงเดี่ยวกลับกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ชาวบ้านบางส่วนเกิดความกังวล เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นชนวนให้กลุ่มอ้ายเสือกลับมารุกรานบ้านชนแดนอีกครั้ง จึงเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้เขาออกจากพื้นที่ ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ความมีน้ำใจและความห่วงใยของชะเอมได้ก่อให้เกิดความผูกพันและความรู้สึกดีตอบแทนจากนักเลงเดี่ยว

ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่าง นักเลงเดี่ยว และ ชะเอม กำลังพัฒนา อ้อย ได้เข้ามาแทรกกลาง โดยแอบติดตามพี่สาวด้วยความตั้งใจจะนำเรื่องความเอื้อเฟื้อที่ชะเอมมีต่อชายซึ่งบิดามองว่าเป็นศัตรู ไปเปิดเผยต่อกำนันสวน เพื่อทำลายความสัมพันธ์ดังกล่าว นักเลงเดี่ยวจึงใช้กลยุทธ์สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยแสร้งทำเป็นเข้าใจผิดว่าอ้อยคือชะเอม และกล่าวถ้อยคำแสดงความรู้สึกในลักษณะที่ทำให้อ้อยเชื่อว่าตนได้รับความรักนั้น

อ้อยหลงเชื่อและเข้าใจว่านักเลงเดี่ยวมีความรู้สึกต่อตน จึงเก็บงำความเชื่อนั้นไว้โดยไม่ได้เปิดเผยความจริง ส่งผลให้ความเข้าใจผิดระหว่างสองพี่น้องยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้น

ในคืนเดียวกัน กลุ่มของ อ้ายเสือโทน ได้ส่งพวกเข้าลอบทำร้ายนักเลงเดี่ยวโดยใช้อาวุธปืนและระเบิดมือ แต่กลับไม่ประสบผลสำเร็จ และฝ่ายโจรต้องล่าถอยกลับไป เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กลุ่มโจรชายแดนทั้งสี่เกิดความโกรธแค้นอย่างรุนแรง และตั้งเป้าหมายจะกำจัดนักเลงเดี่ยวให้ได้ โดยมีการประกาศข่มขู่ในพื้นที่ตลาด ส่งผลให้ชาวบ้านชนแดนตกอยู่ในภาวะหวาดกลัวและตึงเครียด

เมื่อมีข่าวว่ากลุ่มโจรเตรียมยกกำลังจำนวนมากเข้ามาโจมตีหมู่บ้านในวันถัดไป ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่สามารถหาทางขับไล่นักเลงเดี่ยวออกจากพื้นที่ได้ ขณะเดียวกันก็ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะต่อต้านกลุ่มอ้ายเสือโทน สถานการณ์ภายในหมู่บ้านจึงเข้าสู่ภาวะวิกฤต

ในช่วงเวลาเดียวกัน จ่าดับ จำเปาะ ซึ่งมีความรู้สึกผูกพันต่อชะเอม ได้ตัดสินใจถอยออกจากบทบาทผู้นำโดยปริยาย เนื่องจากความรู้สึกท้อแท้และตระหนักว่าชะเอมได้มอบความรักให้แก่นักเลงเดี่ยวแล้ว

กลุ่มโจรชายแดนจำนวนมากได้เคลื่อนกำลังออกจากป่าเข้ามาในหมู่บ้านชนแดน อย่างไรก็ตาม ด้วยทักษะการต่อสู้และชั้นเชิงที่เหนือกว่า นักเลงเดี่ยว สามารถต่อต้านและผลักดันกลุ่มโจรเหล่านั้นให้ล่าถอยกลับเข้าสู่ป่าได้ แม้จะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูจำนวนมากเพียงลำพัง

ระหว่างการต่อสู้ นักเลงเดี่ยวเกือบถูกลอบทำร้ายจากด้านหลัง แต่ จ่าดับ จำเปาะ ซึ่งเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของเขาอยู่ ได้เข้าช่วยเหลือไว้ทันเวลา ภายหลังนักเลงเดี่ยวแสดงความขอบคุณ จ่าดับได้กล่าวปฏิเสธในลักษณะให้เกียรติ โดยถือว่าเหตุการณ์ในอดีตที่ทั้งสองฝ่ายเคยช่วยเหลือซึ่งกันและกันนั้นถือเป็นอันยุติความขัดแย้ง

ต่อมา เหตุการณ์สำคัญได้เริ่มต้นขึ้นในคืนหนึ่ง เมื่อนักเลงเดี่ยวลอบเข้าไปในพื้นที่ป่าชายแดน จ่าดับ ได้ติดตามไปอย่างลับ ๆ ขณะเดียวกัน ชะเอม และ ชะอม ก็แอบติดตามจ่าดับไปด้วย เนื่องจากเกรงว่าเขาอาจมีเจตนาทำร้ายนักเลงเดี่ยว ในช่วงเวลาเดียวกัน อ้อย ได้รับรู้ความจริงว่านักเลงเดี่ยวมีความรักต่อชะเอม มิใช่ตนเอง ความผิดหวังและความโกรธแค้นทำให้อ้อยตัดสินใจหนีออกจากบ้าน โดยมีความตั้งใจจะกลับไปหา อ้ายเสือทอม ซึ่งเป็นคนรักเก่า

ขณะเดียวกัน จ่าดับได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า บิดาของตนถูกสังหารและพบศพอยู่บริเวณหน้าบ้าน ขณะที่มารดาหายตัวไปโดยไม่ทราบชะตากรรม บ้านร้างของบิดามารดาจ่าดับยังถูกเล่าขานว่ามีเสียงประหลาดดังขึ้นในยามค่ำคืน และผู้ใดพยายามเข้าใกล้จะถูกยิงจากบุคคลลึกลับ เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้กับสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน

จ่าดับ จำเปาะ รีบเดินทางไปยังบ้านของบิดามารดา เมื่อระหว่างทางเขาสังเกตเห็นเครื่องบินลำหนึ่งบินผ่านและมีการทิ้งร่มลงมาในพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อไปถึงบริเวณหลุมฝังศพบิดา จ่าดับได้พบ นักเลงเดี่ยว อยู่ที่นั่นก่อนแล้ว และแสดงอาการเศร้าโศกต่อการเสียชีวิตของบิดา จ่าดับตั้งใจจะขับไล่เขาออกไป แต่ต้องหยุดชะงักเมื่อสังเกตเห็นว่าภายในบ้านยังมีกลุ่มคนร้ายหลบซ่อนอยู่ และมีเสียงการทำร้ายร่างกายดังขึ้นจากภายใน

ทั้งสองจึงตัดสินใจร่วมมือกันบุกเข้าไปในบ้าน โดยเสี่ยงอันตรายเพื่อจัดการกับกลุ่มคนร้าย ภายในบ้าน จ่าดับพบว่ามารดาของตนยังมีชีวิตอยู่ แต่ถูกจับทรมานอย่างรุนแรง จ่าดับรีบช่วยปลดปล่อยและนำตัวมารดาออกมา อย่างไรก็ตาม อาการของนางอยู่ในขั้นวิกฤต

ก่อนเสียชีวิต มารดาของจ่าดับพยายามกล่าวบางสิ่งเมื่อเห็นนักเลงเดี่ยว ขณะเดียวกัน นักเลงเดี่ยวได้เรียกนางว่า “แม่” และเปิดเผยความจริงว่า ตนคือบุตรชายคนกลางของครอบครัวจำเปาะ เป็นน้องชายแท้ ๆ ของจ่าดับ ผู้ซึ่งเคยก่อปัญหาและหนีออกจากบ้านไปใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานคร เขามีชื่อว่า เดี่ยว จำเปาะ

การเปิดเผยตัวตนดังกล่าวทำให้ความขัดแย้งและเหตุการณ์ทั้งหมดในอดีตได้รับการเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องราว

แม้จะทราบความจริงจากคำเปิดเผยของเดี่ยวแต่จ่าดับก็ยังไม่ยอมปลงใจเชื่อ และปฏิเสธไม่ให้เดี่ยวแสดงความเคารพต่อหลุมศพมารดา เนื่องจากเห็นว่าสิ่งที่เดี่ยวกระทำในอดีตไม่อาจให้อภัยได้ เมื่อเดี่ยวยืนยันจะทำ จ่าดับจึงเข้าขัดขวางจนเกือบเกิดการต่อสู้ระหว่างทั้งสอง

อย่างไรก็ตาม การปะทะถูกยุติลงเมื่อมีกลุ่มบุคคลปริศนาแต่งกายด้วยชุดสีดำจำนวนห้าคนเข้ามาขัดขวาง เมื่อบุคคลเหล่านั้นเปิดเผยตัว จ่าดับจึงทราบว่าเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาและสหายร่วมรบ ได้แก่ ตังกวย แซ่ลี้, สิบโทอัคคี เมฆยันต์, สิบโทกล้า ตะลุมพุก, พันตรีกฤษณ์ และบุคคลที่จ่าดับไม่เคยพบมาก่อนคือ พันตรีไกวัล (อดุลย์ ดุลยรัตน์) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธจรวด

บุคคลทั้งหมดเปิดเผยว่า ได้รับคำสั่งให้กระโดดร่มเข้ามาปฏิบัติภารกิจลับ เนื่องจากตรวจพบกลุ่มผู้ก่อการร้ายไม่ทราบสัญชาติ ลักลอบตั้งฐานติดตั้งจรวดที่มีอานุภาพรุนแรงในพื้นที่ป่าชายแดน เพื่อเตรียมใช้รุกรานประเทศไทย กลุ่มของพวกเขาปฏิบัติการในนามหน่วยพิเศษของกองทัพบกไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสืบหาและทำลายแผนการดังกล่าว

จากข้อมูลนี้ ทำให้จ่าดับเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนหน้า รวมถึงสาเหตุที่ อ้ายเสือโทน และพวกพยายามก่อความไม่สงบในบ้านชนแดน ควบคู่ไปกับการยืนยันข้อตกลงไม่ให้บุคคลภายนอกล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ป่า ทั้งหมดล้วนเป็นความพยายามปกปิดความลับเกี่ยวกับฐานจรวดที่ซ่อนอยู่ในบริเวณนั้น

ในช่วงเวลาดังกล่าว กลุ่มของจ่าดับได้พบกับ ชะเอม และ ชะอม พร้อมทั้งทราบว่า เจ้าเด่น มีอาการเสียสติและรีบติดตาม อ้อย เข้าไปในพื้นที่ของกลุ่มผู้ร้าย ทุกฝ่ายต่างกังวลว่าเด่นอาจก่อเหตุรุนแรงจนทำให้สถานการณ์ลุกลาม จ่าดับ จำเปาะ และสหายจึงตัดสินใจติดตามเด่นเข้าไปในหุบเขา ทิ้งให้ เดี่ยว, ชะเอม และชะอม อยู่ภายใต้การดูแลของพันตรีไกวัล

ระหว่างนั้น เดี่ยวพบแนวสายโทรศัพท์ที่พาดผ่านป่า จึงติดตามไปตามเส้นทางดังกล่าวจนค้นพบสถานที่ตั้งของโรงงานจรวด ซึ่งถูกสร้างเป็นโรงไม้ไผ่มุงหลังคาด้วยแฝกเพื่อพรางสายตา ตั้งอยู่กลางป่าชายแดน พันตรีไกวัลเห็นถึงความสำคัญของข้อมูลนี้ จึงเตรียมแจ้งข่าวแก่หน่วยคอมมานโด โดยมอบหมายให้เดี่ยวอยู่ดูแลชะเอมและชะอม ขณะที่ตนเองลอบเข้าไปในพื้นที่หุบเขาซึ่งเป็นฐานที่มั่นของ อ้ายเสือโทน, อ้ายเสือทอม, อ้ายเสือทิม และ เสือทัพ

ฐานดังกล่าวตั้งอยู่ภายในโพรงถ้ำขนาดใหญ่ มีการจัดสร้างห้องลับด้วยเทคโนโลยีและระบบเครื่องจักรกล รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อใช้ในการปฏิบัติการ กลุ่มอ้ายเสือได้รับการสนับสนุนกำลังจากมือปืนรับจ้างจำนวน 12 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ หมัด เชิงมวย ผู้ซึ่งอ้างตนว่าเป็นน้องชายของ เจ้าเหมาะ เชิงมวย ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะที่อำเภอหาดใหญ่ก่อนหน้านี้

หมัด เชิงมวย เข้าร่วมกับกลุ่มผู้ร้ายด้วยความตั้งใจจะล้างแค้นจ่าดับโดยเชื่อว่าจ่าดับมีส่วนทำให้พี่ชายของตนเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา หมัดกลับได้รับความช่วยเหลือจากจ่าดับให้รอดพ้นจากการลอบสังหารของกลุ่มอ้ายเสือ หลังจากที่เขาล่วงรู้ความลับว่ากลุ่มดังกล่าวมีพฤติกรรมเป็นภัยต่อประเทศ เหตุการณ์นี้ทำให้หมัดเกิดความสับสนและรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณจ่าดับ จนตัดสินใจเปลี่ยนท่าที และตั้งใจจะช่วยเหลือจ่าดับและหน่วยคอมมานโดในช่วงเวลาวิกฤตเพื่อชดใช้บุญคุณ

ต่อมา พันตรีไกวัลรีบแจ้งข่าวต่อกลุ่มคอมมานโดว่าได้พบสถานที่ตั้งของจรวดแล้ว และมีความจำเป็นต้องแทรกซึมเข้าไปยังศูนย์บัญชาการของฝ่ายตรงข้าม เพื่อสืบหากำหนดวันและเวลาการปล่อยจรวด ซึ่งคาดว่าอยู่ภายในอุโมงค์ลึกในพื้นที่ฐานที่มั่น

ขณะเดียวกัน จ่าดับยังคงมีความกังวลต่อความปลอดภัยของชะเอมและชะอม รวมถึงยังไม่ไว้วางใจเดี่ยวอย่างเต็มที่ เขาจึงตัดสินใจร่วมกับสหายเร่งเดินทางไปยังโรงงานจรวด เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น

ในเวลาเดียวกันกับที่ พันตรีไกวัล แทรกซึมลงไปในถ้ำเขาทะยาน อ้อย ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายเมื่อถูกกลุ่มอ้ายเสือทั้งสี่ควบคุมตัวไว้ ภายในฐานที่มั่น พันตรีไกวัลได้ลงไปถึงห้องพักของ รุ่งทิวา (วิไลวรรณ วัฒนพานิช) บุตรสาวคนเล็กของ อ้ายเสือโทน และเข้าช่วยเหลือเธอจากการคุกคามของสมุนโจรคนหนึ่ง

แม้พันตรีไกวัลจะมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อครอบครัวของอ้ายเสือโทน เนื่องจากเห็นว่าเป็นผู้ทรยศต่อประเทศชาติ แต่เขาไม่สามารถทำร้ายรุ่งทิวาได้ เมื่อทราบว่าเธอเป็นผู้พิการทางสายตา และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของบิดาและพี่ชาย รุ่งทิวาแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ยึดมั่นในความถูกต้องและความรักต่อแผ่นดิน โดยมีความปรารถนาให้ประเทศชาติพ้นจากอิทธิพลของผู้คิดร้าย

รุ่งทิวาได้มอบธงชาติไทยที่เธอเก็บรักษาไว้ให้แก่พันตรีไกวัล พร้อมขอให้เขาช่วยทำให้ธงผืนนั้นได้โบกสะบัดเหนือดินแดนดังกล่าวตามอุดมคติที่เธอยึดถือ เหตุการณ์นี้ทำให้พันตรีไกวัลตระหนักถึงความบริสุทธิ์ใจของรุ่งทิวา และยิ่งตอกย้ำเป้าหมายในการปฏิบัติภารกิจของตน

อย่างไรก็ตาม การแทรกซึมของพันตรีไกวัลไม่อาจรอดพ้นจากการตรวจจับของฝ่ายตรงข้าม เมื่อ อ้ายเสือโทน ทราบความเคลื่อนไหว จึงสั่งให้รุ่งทิวาใช้ระบบหลบหนีผ่านประตูกลออกจากห้องพัก และเตรียมใช้อาวุธที่มีอานุภาพรุนแรงทำลายพื้นที่ซึ่งพันตรีไกวัลหลบซ่อนอยู่

ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างบิดาซึ่งเป็นผู้ทรยศต่อประเทศชาติและนายทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องแผ่นดิน รุ่งทิวาตัดสินใจเลือกยืนอยู่ข้างฝ่ายหลัง โดยยอมสละชีวิตของตนเองเพื่อเปิดทางให้พันตรีไกวัลหลบหนีออกไปทางประตูกล ขณะที่ตนเองถูกกระสุนจากอาวุธที่มีอานุภาพรุนแรงซึ่งอ้ายเสือโทนเป็นผู้สั่งการยิง โดยเข้าใจผิดว่าเป็นศัตรู เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การเสียชีวิตของรุ่งทิวา

ในเวลาเดียวกัน เมื่อจ่าดับและคณะไปถึงบริเวณโรงงานจรวด พบว่าเดี่ยวได้หลบหนีไปแล้ว โดยทิ้งให้ชะเอมและชะอมถูกมัดไว้ ทำให้ทุกคนเข้าใจว่าเดี่ยวเป็นสายลับของฝ่ายตรงข้าม อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เร่งด่วนทำให้ทุกฝ่ายต้องมุ่งแก้ไขภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นก่อน

พันตรีกฤษณ์ตรวจพบทางลงใต้ดิน และค้นพบว่าภายในเขาทะยานถูกใช้เป็นกองบัญชาการหลักของกลุ่มผู้คิดร้ายต่อประเทศไทย ก่อนที่ทุกคนจะตั้งตัวได้ กลุ่มทหารของฝ่ายตรงข้ามได้เข้าควบคุมตัวทั้งหมด ยกเว้นชะเอมซึ่งสามารถหลบซ่อนได้ทัน ทุกคนถูกล่ามด้วยลวดโลหะและผูกติดกับระเบิดเวลาที่ตั้งให้ทำงานในช่วงย่ำรุ่ง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับแผนการปล่อยจรวดโจมตีกรุงเทพมหานคร

ภายหลัง พันตรีไกวัลสามารถหลบหนีมาได้และพบว่าพวกพ้องถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องแยกจากกัน โดยมีผนังกระจกพิเศษป้องกันการทำลาย ทำให้ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้โดยตรง เมื่อชะเอมออกมาจากที่ซ่อน พันตรีไกวัลซึ่งเป็นนายทหารช่าง จึงใช้การสั่งการจากระยะไกล แนะนำขั้นตอนการปลดชนวนระเบิดให้ชะเอมปฏิบัติตามอย่างละเอียด จนสามารถหยุดการทำงานของระเบิดเวลาและช่วยชีวิตทุกคนไว้ได้สำเร็จ

หลังจากนั้น ทุกฝ่ายได้ร่วมกันฝ่าวงล้อมของกลุ่มผู้ร้ายออกจากพื้นที่เขาทะยาน ระหว่างทาง จ่าดับได้พบกับเจ้าเด่นน้องชายคนเล็ก ซึ่งถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส การเผชิญเหตุรุนแรงทำให้เด่นตัดสินใจยืนหยัดต่อสู้ โดยขอรับธงชาติไทยซึ่งเป็นของรุ่งทิวาและพันตรีไกวัลนำติดตัวมา เพื่อทำให้ธงผืนนั้นสมบูรณ์และชักขึ้นเหนือพื้นที่ดังกล่าวแทนสัญลักษณ์ของฝ่ายผู้รุกราน

ขณะเดียวกัน พันตรีกฤษณ์ได้ติดต่อประสานงานกับกองบัญชาการ เพื่อกำหนดเวลาปฏิบัติการทำลายฐานจรวดของฝ่ายตรงข้ามในช่วงย่ำรุ่ง โดยใช้กำลังทหารม้าและยานเกราะเข้าดำเนินการ และใช้การชักธงชาติไทยขึ้นเหนือพื้นที่เป็นสัญญาณเริ่มต้นการโจมตี

ในรุ่งเช้า การปะทะครั้งสุดท้ายได้เกิดขึ้นบริเวณเสาธงในพื้นที่เขาทะยาน เจ้าเด่นซึ่งในอดีตเคยถูกมองว่าเป็นคนขลาด ได้แสดงความกล้าหาญอย่างเต็มที่ โดยนำธงชาติไทยซึ่งประกอบด้วยสีขาว สีน้ำเงิน และสีแดงจากเลือดของตนเอง เข้าขัดขวางกลุ่มผู้ร้ายที่กำลังจะชักธงของฝ่ายตนขึ้นแทน เจ้าเด่นเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ย่อท้อ และเกิดการต่อสู้ขึ้นบริเวณโคนเสาธง

การกระทำของเจ้าเด่นสร้างความสะเทือนใจแก่ อ้อย ซึ่งเคยดูหมิ่นเขาในอดีต อ้อยตัดสินใจเข้าร่วมต่อสู้เคียงข้างเจ้าเด่น แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของตนเอง ระหว่างการชักธง เจ้าเด่นได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนกล ทำให้อ้อยเข้ายึดเชือกธงและดำเนินการต่อแทน แม้เธอจะได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน

ในที่สุด ธงไตรรงค์ถูกชักขึ้นจนถึงยอดเสา ทั้งเจ้าเด่นและอ้อยได้ผูกเชือกธงที่เหลือยึดร่างของตนไว้กับเสาธงอย่างแน่นหนา ทั้งสองเสียชีวิต ณ จุดนั้นพร้อมกัน ทำให้ธงชาติไทยไม่อาจถูกลดลงหรือถูกแทนที่ด้วยสัญลักษณ์ของฝ่ายผู้รุกรานได้อีก

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเสียสละ ความกล้าหาญ และการยืนหยัดเพื่อชาติของชาวบ้านชนแดน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของเจ้าเด่นจากบุคคลธรรมดาสู่ผู้เสียสละเพื่อส่วนรวม และการตัดสินใจของอ้อยซึ่งเลือกยืนหยัดในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของชีวิต

ทันทีที่ธงชาติไทยถูกชักขึ้นและโบกสะบัดเหนือพื้นที่เขาทะยาน กำลังทหารของฝ่ายไทย ซึ่งประกอบด้วยทหารม้า ยานเกราะ และหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ได้เปิดฉากเข้าจู่โจมฐานของฝ่ายผู้คิดร้ายต่อประเทศชาติ และสามารถทำลายจรวดซึ่งเตรียมใช้โจมตีกรุงเทพมหานครได้สำเร็จ

ขณะเดียวกัน ได้ปรากฏกำลังสนับสนุนทางอากาศซึ่งไม่มีผู้ใดในบ้านชนแดนคาดคิดมาก่อน นำโดย พันตำรวจตรีเดี่ยว จำเปาะ นายทหารพลร่มจากค่ายนเรศวร ซึ่งนำกำลังพลร่มหน่วย “เสือดำ” กระโดดลงสู่พื้นที่การรบ และเข้าต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามอย่างเข้มข้น แม้ภารกิจทำลายจรวดจะเสร็จสิ้นแล้ว แต่การปฏิบัติการยังไม่ยุติ เนื่องจากยังมีกลุ่มมือปืนรับจ้างจำนวน 12 คน ซึ่งทรยศต่อประเทศชาติหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่

การเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มมือปืนดังกล่าวกับฝ่ายของจ่าดับ ประกอบด้วย จ่าดับ จำเปาะ, หมัด เชิงมวย, ตังกวย แซ่ลี้, สิบโทอัคคี เมฆยันต์, สิบโทกล้า ตะลุมพุก, พันตรีไกวัล, พันตรีกฤษณ์ แก้วณรงค์ และ พันตำรวจตรีเดี่ยว จำเปาะ การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด และฝ่ายไทยสามารถปราบกลุ่มมือปืนทั้งหมดลงได้สำเร็จ ทำให้ภัยคุกคามต่อประเทศสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์

ภายหลังเหตุการณ์สงบ พันตำรวจตรีเดี่ยวได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ร่วมกับชะเอม ขณะที่ความบาดหมางภายในครอบครัวจำเปาะก็คลี่คลายลง สองพี่น้องได้ปรับความเข้าใจกันอีกครั้งในอ้อมกอดของจ่าดับ นอกจากนี้ หมัดซึ่งกลับใจจากการรับใช้ฝ่ายผู้ทรยศ ได้ตัดสินใจขอติดตามจ่าดับไปในฐานะสหาย เพื่อทดแทนพี่ชายที่ตนสูญเสียไปในอดีต

เหตุการณ์ทั้งหมดจึงปิดฉากลงด้วยชัยชนะของฝ่ายผู้ยืนหยัดปกป้องแผ่นดิน ความเสียสละของผู้กล้า และการคืนความสงบให้แก่บ้านชนแดนและประเทศชาติ

ดูเพิ่ม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]
  1. "นักเลงเดี่ยว (2501)". thaicontentdb.