นมาซวันศุกร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
Friday prayers.jpg
นมาซวันศุกร์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของประเทศมาเลเซีย
ไฟล์:Rafsanjani in Friday Prayers.jpg
อายาตุลลอฮ์ อักบัร ฮาชิมี รัฟซันญานี ณ สถานนมาซวันศุกร์ กรุงเตหะราน

นมาซวันศุกร์ คือ นมาซที่ชาวมุสลิมจะมารวมตัวกันนมาซแทนนมาซซุฮ์ริในช่วงเที่ยงของทุกๆวันศุกร์ นมาซนี้ต้องทำรวมกันเป็นหมู่คณะ โดยไม่สามารถนมาซตามลำพังได้ ชาวชีอะฮ์ถือว่านมาซวันศุกร์เป็นข้อบังคับประเภทเลือกกระทำ (วาญิบตัคยีรี) กล่าวคือ ไม่เป็นข้อบังคับในยุคการเร้นกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) หมายความว่าผู้ปฏิบัติศาสนกิจ (มุกัลลัฟ)สามารถเลือกที่จะทำนมาซซุฮ์ริหรือนมาซวันศุกร์ได้ [1]  แต่ชาวซุนนีถือว่านมาซวันศุกร์เป็นข้อบังคับต้องปฏิบัติ (วาญิบอัยนี) และเป็นข้อบังคับต้องเข้าร่วมการนมาซ

นมาซวันศุกร์มีสองรอกะอัต และมีการยกมือขอพร(กุนูต)สองครั้งที่ควรปฏิบัติ(มุสตะฮับ) กุนูตแรกอยู่ในรอกะอัตที่หนึ่งก่อนก้มรุกัวะอ์ ส่วนกุนูตที่สองอยู่ในรอกะอัตที่สองหลังจากการก้มรุกั้วะอ์ การบรรยายธรรมสองครั้งโดยอิมามนำมาซวันศุกร์นั้นถือเป็นข้อบังคับ วิธีการและขั้นตอนการนมาซวันศุกร์มีดังนี้: กล่าวตักบีรอตุลเอี้ยะห์รอม , อ่านซูเราะฮ์ฮัมด์และซูเราะฮ์ใดซูเราะฮ์หนึ่ง , ยกมือขอพร(กุนูต) ,ก้มรุกั้วะอ์ , ก้มสะญะดะฮ์สองครั้ง , อ่านซูเราะฮ์ฮัมด์และซูเราะฮ์ใดซูเราะฮ์หนึ่ง , ก้มรุกั้วะอ์ , ยกมือขอพร(กุนูต) , ก้มสะญะดะฮ์สองครั้ง , กล่าวตะชะฮ์ฮุดและกล่าวสลาม

ความเป็นมา[แก้]

ก่อนที่ชาวอันศอรจะเรียกวันศุกร์ว่า ญุมอะฮ์ จะเรียกวันนี้กันว่า เยามุลอุรวียะฮ์  หลังจากที่ท่านศาสดาอิสลามได้อพยพมายังเมืองยัษริบ ก็ได้เรียกเมืองนี้ว่า เมืองท่านศาสดา หรือ มะดีนะตุลนะบี  ท่านได้หยุดพัก ณ สถานที่หนึ่งที่เรียกกันว่า กุบา เพื่อรอให้ท่านอะลี บิน อะบีฏอลิบ  ท่านหญิงฟาติมะฮ์ และสาวกอีกจำนวนหนึ่งมาเดินทางมาสมทบ

ท่านศาสดาเดินทางถึงกุบาในวันจันทร์ ท่านอยู่นมาซร่วมกับผู้คนที่นั่นจนถึงวันพฤหัส  และได้ร่วมกันสร้างมัสญิดขึ้นเป็นหลังแรก ณ ที่นั่น  จากนั้นก็ออกเดินทางไปยังเมืองมะดีนะฮ์ในวันศุกร์ แล้วก็ได้ร่วมกันนมาซวันศุกร์เป็นครั้งแรกกับชาวเมืองมะดีนะฮ์ที่ รอนวะนา

จากนั้นท่านก็เดินทางกลับมายังเมืองกุบาอีกครั้ง และก็รอท่านอาลี ท่านหญิงฟาติมะฮ์ เดินทางมาสมทบ  นมาซวันศุกร์ก็มีเรื่อยมาสัปดาห์ละครั้งกระทั้งวาระสุดท้ายของชีวิตท่านศาสดาแห่งอิสลาม[2]

นมาซวันศุกร์ในชีอะฮ์[แก้]

นมาซวันศุกร์ในฟิกฮ์ของชีอะฮ์ถือว่าเป็นนมาซเฉพาะสำหรับบรรดามะอ์ซูม ไม่คู่ควรที่บุคคลอื่นจะทำนมาซนี้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีการทำนมาซวันศุกร์ในยุคที่ไม่มีอิมามมะอ์ซูม นมาซวันศุกร์จัดอยู่ในประเภทที่เฉพาะสำหรับบรรดาอิมามมะอ์ซูมเท่านั้น เช่น การเริ่มทำสงคราม บรรดาฟะกีฮ์รุ่นเก่าของชีอะฮ์ถือว่าไม่ควรทำสิ่งนี้ในยุคที่ไม่มีอิมามมะอ์ซูม และถือว่าไม่ถูกต้องตามหลักการ

การสถาปนาการปกครองยุคซะฟะวี ถือได้ว่าเป็นการปกครองแรกของชีอะฮ์ที่ได้ฉายอัตลักษณ์ของตนเมื่อเทียบกับการปกครองออตโตมัน จึงเป็นการปูทางให้บรรดาฟะกีฮ์ทบทวนทัศนะสิ่งที่เฉพาะสำหรับบรรดามะอ์ซูม บรรดาฟะกีฮ์แห่งอิรัก นำโดยท่าน เชคอิบรอฮีม กุฏอยฟี ถือว่าการสถาปการการปกครองในยุคเร้นกายของอิมามมะอ์ซูมนั้นไม่ถูกต้องโดยหลักการ เพราะเรื่องนี้จัดอยู่ในประเภทการงานที่เฉพาะสำหรับบรรดามะอ์ซูมเท่านั้น ท่านจึงไม่ให้ความร่วมมือใดๆกับกษัตริย์ซะฟะวี อีกด้านหนึ่งก็มีบรรดาฟะกีฮ์อีกจำนวนมากแถบญะบัลอามิล นำโดยท่านเชคอาบี กะระกี ตอบรับคำเชิญของราชวงศ์ซะฟะวี ด้วยการอพยพไปยังอิหร่าน และได้ปูทางสู่การสถาปนากษัตริย์แห่งชีอะฮ์ขึ้น ท่านได้นำเสนอประเด็นต่างๆที่จำเป็นสำหรับการปกครองยุคซะฟะวีเพื่อเปลี่ยนมุมมองต่างๆด้านฟิกฮ์ และการนมาซวันศุกร์ก็เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ท่านได้เปลี่ยนแปลง[3]

แต่ถึงกระนั้นก็ตามการนมาซวันศุกร์ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักในหมู่ชาวชีอะฮ์ การนมาซวันศุกร์ภายใต้ระบอบกษัตริย์ของชีอะฮ์แห่งอิหร่านก็ยังคงดำเนินต่อมากระทั้งการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะจำกัดอยู่อยู่ในเมืองหลวงเท่านั้น ส่วนที่อื่นโดยเฉพาะเมืองนะญัฟนั้นยังไม่มีการนมาซวันศุกร์ ซึ่งเพิ่งเริ่มขึ้นช่วงหลังมานี้เอง[3]

ความโดยเด่นของนมาซวันศุกร์ในประวัติศาสตร์ของชีอะฮ์ เริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้นหลังการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน โดยท่านรูฮุลลอฮ์โคมัยนี ได้ฟื้นฟูและแผ่การนมาซวันศุกร์ออกสู่เมืองต่างๆทั่วอิหร่าน จากนั้นมานมาซวันศุกร์กลายเป็นสาส์นสำคัญในการประกาศสาส์นแห่งศาสนาและการเมืองภายใต้วิลายะตุลฟะกีฮ์ ด้วยเหตุนี้บรรดาอิมามวันศุกร์จึงได้รับการแต่งตั้งจากวิลายะตุลฟะกีฮ์โดยตรงหรือโดยผ่านกระบวนการในระบบ และการแบ่งธรรมเทศนาทั้งสองครั้งในนมาซวันศุกร์เป็นเรืองศาสนาและการเมืองก็เริ่มขึ้นในยุคนี้เช่นกัน [3]

ท่านซัยยิดมุฮัมหมัด ซอดิก ศ็อดร์ บิดาของซัยยิดมุกตะดาศ็อดร์ เป็นผู้เริ่มทำนมาซวันศุกร์ขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองนะญัฟเมื่อไม่นานมานี้เอง ท่านได้ใช้ประโยชน์จากบรรยากาศของศาสนาที่มีขึ้นหลังจากที่ซัดดามได้พ่ายแพ้ต่อคูเวต ท่านได้ฟื้นฟูอัตลักษณ์อันโดดเด่นทางด้านการเมืองของชีอะฮ์ขึ้น ปัจจุบันการนมาซวันศุกร์จัดอย่างยิ่งใหญ่ในเมืองนะญัฟและกัรบะลา แม้จะมีกลิ่นไอทางด้านการเมืองน้อยกว่าการนมาซวันศุกร์ในอิหร่านก็ตาม[3]

ตามที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ นมาซวันศุกร์ก็ยังคงอยู่ในฐานะริมขอบในฟิกฮ์ของชีอะฮ์บรรดาฟะกีฮ์ที่ยิ่งใหญ่ของชีอะฮ์หลายท่านที่ยังไม่เคยเป็นอิมามนำนมาซวันศุกร์ จะเนื่องด้วยแนวคิดแบบจารีตของฟิกฮ์ชีอะฮ์เผชิญกับแนวคิดทางการเมืองสมัยใหม่ หรือปัจจัยอื่นก็ตาม แต่จะเห็นได้ว่าท่านอายาตุลลอฮ์คามาเนอีย์ ท่านดำรงตำแหน่งเป็นอิมามนำนมาซวันศุกร์ ประจำกรุงเตหะรานตั้งแต่ยุคอิมามโคมัยนีกระทั่งปัจจุบัน เท่ากับเป็นการยืนยันและตอกย้ำความสำคัญของการนมาซวันศุกร์ในยุคการรอคอยการมาปรากฎของอิมามมะฮ์ดี (อ.) [3]

วิธีการนมาซ[แก้]

สิ่งจำเป็นเบื้องต้น[แก้]

หากนมาซในที่โล่งไม่มีหลังคา โดยทั่วไปแล้วผู้นมาซจะพกพาผ้าปูนมาซ ถุงใส่รองเท้ามาด้วย  แต่มุสลิมที่อื่นจะไม่นำรองเท้าเข้าไปในแถวนมาซ ซึ่งจะถอดวางไว้หน้ามัสญิด แต่สำหรับผู้หญิงจะนำผู้คลุมนมาซของตนเองมาด้วย

การบรรยายธรรม[แก้]

นมาซวันศุกร์จะเริ่มขึ้นด้วยธรรมเทศนาแรก โดยผู้ที่เข้าร่วมนมาซจะต้องนั่งฟังธรรมเทศนาทั้งสองอย่างสงบ การบรรยายธรรมเทศนาโดยนักบรรยายธรรมนั้นถือเป็นข้อบังคับ (วาญิบ) และการนมาซจะเริ่มขึ้นเมื่อจบธรรมเทศนา

เนื่องจากนมาซวันศุกร์เป็นนมาซแทนนมาซซุฮ์รี โดยมีธรรมเทศนาสองครั้งแทนรอกะอัตทั้งสองของนมาซซุฮ์รีและนมาซวันศุกร์อีกสองรอกะอัตแทนอีกสองรอกะอัตที่เหลือของนมาซซุฮ์รี ส่วนใหญ่แล้วนักบรรยายธรรมกับอิมามนำนมาซจะกระทำโดยคนคนเดียวกัน

เมื่ออิมามวันศุกร์ กล่าวธรรมเทศนา เป็นข้อบังคับสำหรับผู้เข้าร่วมนมาซที่จะต้องนั่งฟังอย่างสงบ การพูดคุยกันขณะกล่าวธรรมเทศนานั้นถือเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ (มักรุฮ์)  ทว่าจำเป็นต้องนิ่งเงียบเพื่อจะได้ฟังบทธรรมเทศนาได้อย่างชัดเจน และการทำสิ่งอื่นขณะกล่าวธรรมเทศนา ไม่ว่าการนมาซที่เป็นมุสตะฮับ การอ่านหนังสือพิมพ์ หรือการกระทำอื่นๆที่ขัดขวางการฟังธรรมเทศนา ก็ถือเป็นไม่ถูกต้องเช่นกัน

ไม่มาไม่ทันธรรมเทศนาแรกหรือทั้งสองธรรมเทศนา การร่วมนมาซวันศุกร์ก็ยังคงเป็นการกระทำที่ประเสริฐอยู่ และยังถือว่าสามารถแทนที่นมาซซุฮ์รีได้

อิมามวันศุกร์จะกล่าวตักเตือนเรื่องศาสนาและวันอาคิเราะฮ์ในธรรมเทศนาแรก ส่วนในธรรมเทศนาที่สองนั้นจะกล่าวถึงเรื่องที่เกี่ยวกับสังคมและการเมืองของโลกอิสลาม ซึ่งการแบ่งในลักษณะนี้ิเริ่มมีขึ้นหลังจากการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน[3]

นมาซ[แก้]

นมาซวันศุกร์มีสองรอกะอัต หลังจากตั้งเจตนารมณ์ (เหนียต) แล้วก็เริ่มนมาซด้วยการกล่าว ตักบีรอตุลเอี้ยะห์รอม (โดยการยกมือทั้งสองขึ้นแนบใบหูทั้งสองข้างแล้วกล่าวว่า อัลลอฮุ อักบัร) จากนั้นก็นิ่งสงบโดยอิมามนำมาซวันศุกร์จะอ่านฮัมด์และซูเราะฮ์ญุมุอะฮ์หรือซูเราะฮ์อื่นๆ

เมื่ออิมามอ่านซูเราะเฮ์ฮัมด์และซูเราะฮ์จบแล้ว ก็ยกมือขึ้นขอพร (กุนูต) กล่าวคือยกมือทั้งสองขึ้นไว้เบื้องหน้าของตนแล้วอ่านบทขอพร หรือกล่าวสรรเสริญศาสดาและลูกหลานของศาสดาแห่งอิสลาม

จากนั้นก็ก้มลงรุกั้วอ์ แล้วก็ก้มลงกราบกรานสุญูดสองครั้ง โดยแต่ละครั้งให้วางหน้าผากบนที่นมาซ แล้วกล่าวว่า ซุบบะฮานะ ร็อบบียัลอะอ์ลา วะ บิฮัมดิฮ์ หรือกล่าว ซุบบะฮานั้ลลอฮ์ สามครั้ง

หลังจากก้มกราบกรานสุญูดแล้ว  ก็ให้ยืนขึ้น และฟังอิมามนำมาซอ่านซูเราะฮ์อย่างสงบ


จากนั้นที่อิมามอ่านซูเราะฮ์ฮัมด์และซูเราะฮ์จบแล้ว ก็ให้ก้มลงรุกั้วะอ์ และเงยขึ้นยืนยกมือขึ้นขอพร (กุนูต) แล้วก็ก้มกราบกรานสุญูดอีกสองครั้ง

หลังจากสุญูดสองครั้งเสร็จแล้ว ก็ให้อ่านตะชะฮ์ฮุดและสะลาม กล่าวคือ นั่งพับเข่าโดยวางมือบนหน้าขาตนเอง แล้วอ่านว่า อัชฮะดุ อัลลา อิลาฮะ อิลลั้ลลอฮ์ วะห์ดะฮู ลา ชะรีกะละฮ์ วะอัชฮะดุ อันนะ มุฮัมมะดัน อับดุฮู วะรอซูลุฮ์ อัลลอฮุมมะ ซอลลิ อาลา มุฮัมมัด วะอาลิ มุฮัมมัด อัสสะลามุอะลัยกะ อัยยุฮันนะบี วะเราะห์มะตุลลอฮิ วะบะรอกาตุฮ์ อัสสะลามุอะลัยนา วะ อะลา อิบาดิลลาฮิศซอลิฮีน อัสสะลามุอะลัยกุม วะเราะห์มะตุลลอฮิ วะบะรอกาตุฮ์


ในรายงาน (ริวายะฮ์)[แก้]

โองการที่ 9-10 ซูเราะฮ์ญุมุอะฮ์ มีว่านี้:

โอ้บรรดาผู้ศรัทธา เมื่อได้มีเสียงร้องเรียก (อะซาน) เพื่อทำนมาซในวันศุกร์ ก็จงรีบเร่งไปสู่การรำลึกถึงอัลลอฮ์ และจงละทิ้งการค้าขายเสีย นั่นเป็นการดีสำหรับพวกเจ้าหากพวกเจ้ารู้ 

ท่านศาสดาแห่งอิสลาม กล่าวว่า นมาซวันศุกร์ คือ ฮัจญ์ของคนยากไร้ และถือว่าเป็นเหตุอันนำมาซึ่งการอภัยโทษความผิดบาป มีปรากฏในรายงานว่า มูซา กาซิม เตรียมพร้อมตนเองเพื่อเข้าร่วมนมาซวันศุกร์ตั้งแต่วันพฤหัส

มีรายงานจาก อาลี บิน อะบีฏอลิบ ว่า "จงหลีกเลี่ยงอาหารและยาที่ทำให้ท่านอ่อนเพลียก่อนนมาซวันศุกร์ ทั้งนี้เพื่อที่ว่าจะได้ไม่ขัดขวางท่านในการเข้าร่วมนมาซวันศุกร์" "ผู้ที่ได้เข้าสวรรค์เร็วกว่า คือผู้ที่รีบรุดสู่การนมาซวันศุกร์" ญะอ์ฟัร ซอดิก กล่าวว่า "บรรดาสาวกของท่านศาสดาเตรียมพร้อมตนเองเพื่อเข้าร่วมนมาซวันศุกร์ตั้งแต่วันพฤหัส เพราะเกรงว่าวันศุกร์จะมีเวลาน้อย (เนื่องจากมีงานเยอะในวันนั้น) ซัยยิดมุฮัมหมัด ญะวาด ฆอรอวี ถือว่านมาซวันศุกร์เป็นข้อบังคับ (วาญิบอัยนี) ตามโองการต่างๆในซูเราะฮ์ญุมุอะฮ์และท่านก็ได้พิสูจน์เรื่องนี้ไว้ในหนังสือนมาซวันศุกร์คือการยืนหยัดในหลักเอกานุภาพประจำสัปดาห์

ท่านซัยยิด ฏอยยิบ ญะซาอิรี ได้นำเสนอเหตุผลต่างๆเกี่ยวกับการนมาซวันศุกร์ไว้ในสาส์นการวินิจฉัยของท่านโดยใช้ชื่อว่า อัลลุอะตุสซาฏิอะฮ์ ฟิตตะห์กีกิศซอลาติลญุมอะฮ์ หนังสือเล่มได้ตีพิมพ์ในเมืองนะญัฟ เมื่อปี ฮ.ศ. ที่ 1374

บทบัญญัติบางประการ[แก้]

นมาซนี้จำเป็นต้องทำเป็นหมู่คณะ ไม่สามารถทำโดยลำพังได้อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง อ้างอิงที่ไม่มีเนื้อหาต้องมีชื่อ  ่อย่างน้อยสุดต้องมีผู้เข้าร่วมนมาซวันศุกร์ 5 คน กล่าวคือ อิมามนำนมาซหนึ่งคนและมีผู้ตามอีกสี่คนอ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง อ้างอิงที่ไม่มีเนื้อหาต้องมีชื่อ

เงื่อนไขต่างๆที่มีอยู่ในนมาซที่ทำเป็นหมู่คณะ ก็เป็นเงื่อนไขในนมาซวันศุกร์เช่นกัน[4]

ตามหลักการของชีอะฮ์แล้วไม่อนุญาตให้ทำนมาซวันศุกร์ซ้อนกับอีกสถานที่หนึ่งที่อยู่ใกล้กัน นั่นก็เพื่อว่าจะได้จัดนมาซวันศุกร์ได้อย่างยิ่งใหญ่ในพื้นที่หนึ่งๆ  เพราะหากนมาซวันศุกร์ซ้อนกันหลายๆที่ในพื้นที่เดียวกัน ก็จะเป็นการกระจัดกระจายไม่เป็นกลุ่มเป็นก้อนและทำลายความเป็นเอกภาพและความยิ่งใหญ่ของมวลมุสลิม[5] ระยะห่างระหว่างสถานที่นมาซวันศุกร์แต่ละที่ต้องห่างกันอย่างน้อยหนึ่งฟัรสัค (ประมาณ 5.5 กิโลเมตร)  หากไม่เป็นไปในลักษณะนี้นมาซวันศุกร์ใดที่เริ่มช้ากว่า ให้ถือว่านมาซวันศุกร์นั้นเป็นโมฆะ[4]

แต่ตามหลักการของชาวซุนนีแล้วนมาซวันศุกร์สามารถทำได้ทุกเมืองและทุกมัสญิด และผู้ที่ได้รับการรับรองก็สามารถเป็นอิมามนำนมาซได้ ณ มัสญิดแห่งนั้น ชาวซุนนีเชื่อว่านมาซวันศุกร์เป็นข้อบังคับ (วาญิบ)  แต่มัรเญี้ยะอ์ส่วนใหญ่ของชาวชีอะฮ์เชื่อว่าการนมาซวันศุกร์เป็นการกระทำที่ชอบมุสตะฮับในยุคการเร้นกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.)  ซัยยิดมุฮัมม้ัดญะวาด ฆอรอวี ถือว่านมาซวันศุกร์เป็นวาญิบอัยนี กล่าวคือจำเป็นต้องนมาซวันศุกร์แทนนมาซซุฮ์ร และบทบัญญัตินี้ตรงตามพระบัญชาของอัลลอฮ์ ในซูเราะฮ์ญุมุอะฮ์  อีกทั้งเป็นซุนนะฮ์ที่แน่นอน และท่านยังถือว่านมาซอีดทั้งสอง (อีดฟิฏร์และอีดอัฎฮา) ก็เป็นนมาซที่เป็นข้อบังคับ (วาญิบ) อีกด้วย[6][ต้องการอ้างอิง]

เป็นการกระทำที่ชอบ(มุสตะฮับ)ในนมาซวันศุกร์ ให้อ่านซูเราะฮ์ญุมุอะฮ์หลังจากอ่านซูเราะฮ์ฮัมด์ในรอกะอัตแรก ส่วนในรอกะอัตที่สองนั้นให้อ่านซูเราะฮ์มุนาฟิกูนหลังจากอ่านซูเราะฮ์ฮัมด์ [7]

อิมามญุมอะฮ์[แก้]

อิมามญุมอะฮ์ คือผู้ที่ทำหน้าที่นำนมาซวันศุกร์ โดยทั่วไปแล้วผู้บรรยายกับผู้นำนมาซวันศุกร์นั้นต้องเป็นคน ๆ เดียวกัน

ยุทธศาสตร์ของนมาซวันศุกร์[แก้]

เครือข่ายของบรรดาอิมามวันศุกร์ก็เหมือนกับระบบของการแต่งตั้งตัวแทนตามกระบวนในระบบ โดยจะแต่งตั้งอิมามนำมาซวันศุกร์ผู้ที่มีความเหมาะสมประจำอยู่ในมนฑลหนึ่งแล้วให้ท่านเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งอิมามวันศุกร์ในเมืองต่างๆอีกที โดยอยู่ภายใต้สภากำหนดยุทธศาสตร์การนมาซวันศุกร์ซึ่งขึ้นตรงต่อวิลายะตุลฟะกีฮ์ อิมามวันศุกร์ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเป็นทางการทั่วประเทศโดยพร้อมเพรียงกัน การกล่าวบทธรรมเทศนาของบรรดาอิมามนำนมาซวันศุกร์ในแต่ละเมืองต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ซึ่งก็คล้ายๆกับระบบในหมู่ชาวซุนนีที่บทธรรมเทศนาถูกกำหนดโดยกระทรวงสาธารณะศาส์น (เอากอฟ)ใอ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง อ้างอิงที่ไม่มีเนื้อหาต้องมีชื่อ

นมาซวันศุกร์ในกรุงเตหะราน[แก้]

นมาซวันศุกร์ในกรุงเตหะราน เมืองเตหะราน เมืองกุม และเมืองมัชฮัด เป็นเมืองที่มีความพิเศษอันโดดเด่น  และเมืองใหญ่ๆที่เป็นศูนย์กลาง ก็จะมีการทำนมาซวันศุกร์กัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมาทำกันที่ มัสญิดกลาง (มัสญิดญาเมี้ยะอ์)

นมาซวันศุกร์เมื่อวันที่ 28 เดือนฟัรวัรดีน ปี 1395 ณ กรุงเตหะราน ซึ่งนำนมาซโดยท่านอะห์มัด ญันนะตี จะเห็นได้ว่ามีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านอยู่ในแถวแรก

ความเป็นมา[แก้]

ในรอบหนึ่งสัปดาห์มวลมุสลิมจะมารวมตัวกันเพื่อทำนมาซนี้ ซึ่งเป็นนมาซที่สำคัญในประวัติศาสตร์อิสลามแห่งอิหร่าน เป็นสถานที่ปราศรัยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศ เพื่อกล่าวนโยบายทางด้านการเมืองและการบริหารประเทศของรัฐบาล มุฮัมหมัดคอรัซชาฮ์ กล่าวบรรยายธรรมในนมาซวันศูกร์เมื่อวันที่24 เดือน เมษายน ค.ศ. 1220 ว่า มองโกลคือบททดสอบหนึ่งแห่งฟากฟ้าล แต่ละคนต้องไปหรือจำนน นับตั้งแต่ยุคกษัตริย์ อิสมาอีล ที่หนึ่งแห่งราชวงศ์ซอฟะวีย์ การนมาซวันศุกร์ค่อยๆกลายเป็นที่ปราศัยอย่างเป็นทางการในสังคมชีอะฮ์แห่งอิหร่าน บรรดานักการศาสนาโดยเฉพาะ  ท่านมุฮักกิก กะระกี ท่านคือบุคคลแรกที่ทำนมาซวันศุกร์ขึ้นอย่างเป็นทางการในมัสญิดกลางอะตีกแห่งเมืองอิสฟาฮาน ซึ่งเป็นที่ยอมรับของบรรดาฟะกีฮ์ส่วนใหญ่ หลังจากการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านเมื่อ 1357 การนมาซวันศุกร์ก็เบ่งบานมากขึ้น มีการจัดตั้งหน่วยงานและองค์กรเพื่อทำหน้าที่ดูแลด้านนี้โดยเฉพาะ ท่านผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้บรรยายถึงความสำคัญของการนมาซวันศุกร์เอาไว้ ถือกันว่าวันที่ 5 เดือนโมรดอด ปี 1358 ตรงกับวันที่ 27กรกฎาคม 1979 หลังการก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน เป็นวันแรกที่มีการนมาซวันศุกร์ขึ้นอย่างเป็นทางการในกรุงเตหะราน ซึ่งนำนมาซโดย มะห์มูด ฏอลิกอนี ที่มหาวิทยาลัยเตหะราน [8]

นมาซวันศุกร์ครั้งแรกในอิหร่าน[แก้]

กุฏบ์ ซอเดะฮ์ (ท่านที่สามจากซ้ายมือ) เข้าร่วมนมาซวันศุกร์เป็นครั้งแรกก่อนเสียชีวิต ซึ่งนำนมาซโดยอายาตุลลอฮ์ ฏอลิกอนี ในวันที่ 5 เดือน โมรดอด ปี 1358  ส่วนผู้เข้านมาซท่านอื่น ๆ ได้แก่อิบรอฮีม ยัซดี , ฮาชิม ซอบบาฆิยอน , อะห์มัด ฮาจ ซัยยิด ญะวาดี

นมาซวันศุกร์ครั้งแรกหลังการปฏิวัติอิสลาม  จัดขึ้นในวันที่ 5 เดือนโมรดอด ปี 1358 นำนมาซโดยท่าน มุฮัมหมัด ซอดิกี เตะฮ์รอนี  ที่มหาวิทยาลัยเตหะราน ่ต่อมานำนมาซโดย อายาตุลลอฮ์ ฏอลิกอนี

ทว่าก่อนหน้านี้ ท่านอายาตุลลอฮ์ ฮาจญ์ ออกอ รอฮีม อัรบอบ ญัรมะฮีนี ได้ทำนมาซวันศุกร์ขึ้นแล้วที่เมืองอิศฟาฮาน  โดยท่านได้ทำนมาซวันศุกร์ที่บ้านของท่าน[9] กระทั่งปี 1314 ซัยยิด มุฮัมหมัด ญะวาด ฆอรอวี ต้องการให้นมาซวันศุกร์ที่บ้านของท่าน  ท่านอายาตุลลอฮ์ ซัยยิด มุฮัหมัดตะกี ฆอฎอนฟะรี ได้นมาซวันศุกร์ในเมืองคุนซอน ตั้งแต่ประมาณปีที่ 1314 กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตจในปี 1350  ی[10]ต่อมาซัยยิด มุฮัมหมัด มะฮ์ดี ฆอฎอนฟะรี ผู้เป็นบุตรของท่านก็นำนมาซวันศุกร์เรื่อยมา  [11]

ซัยยิดมุฮัมหมัด ตะกี คอนซอรี ได้ทำนมาซวันศุกร์ในเมืองกุมขึ้นในปี 1318.

สถานที่แห่งแรกที่ได้จัดนมาซวันศุกร์ขึ้นหลังการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน คือ สนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยเตหะราน  หลังจากนั้นเป็นต้นมาสถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็นสถานที่นมาซวันศุกร์อย่างถาวรและเป็นสถานที่จัดนมาซวันอีดิลฟิฏร์อีกด้วย

เชิงอรรถ[แก้]

แม่แบบ:پانویس

อ้างอิง[แก้]

  • ออมูซิชเช เนมอซ ศูนย์อิสลามอังกฤษ 24 เดือนตีร ปี 1388
  • เนมอซ ญุมเอะฮ์ ดานิชนอเมะเย รุชด์ 24 เดือนตีร ปี 1388 น
  • มะห์ดูเดะเย เนมอซ ญุมเอะฮ์  พอยเฆาะเฮ เฮาเซะฮ์  24 เดือนตีร ปี 1388
  • อาลี มะอ์มูร เนมอซ ญุมเอะฮ์  ตะชัยยุเอ ซิยอซี วะ อินกิลอเบ อิสลอมี  บีบีซี ฟอร์ซี 30 เดือน ฟัรวัรดีน ปี 1395 ตรงกับ 18 เมษายน 2016