ตระกูลรอธส์ไชลด์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ตระกูลรอธส์ไชลด์
Rothschild family arms
ตราประจำตระกูล
รับพระราชทานจากจักรพรรดิฟรันซ์ที่ 1 แห่งออสเตรีย
เชื้อชาติ ชาวยิว
ถิ่นพำนัก ยุโรปตะวันตก (สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส และเยอรมนี)[1]
ถิ่นกำเนิด ฟรังค์ฟวร์ทอัมไมน์, จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
สมาชิก ไมเออร์ อัมส์เชล รอธส์ไชลด์ (ผู้ก่อตั้ง)
ที่มาของชื่อและความหมาย "โล่สีแดง" ในภาษาเยอรมัน
Waddesdon Manor ในบักกิงแฮมเชอร์, อังกฤษ เป็นหนึ่งในคฤหาสน์หลายสิบหลังของตระกูล ถูกบริจาคให้เป็นสมบัติชาติในปี 1957

ตระกูลรอธส์ไชลด์ (อังกฤษ: Rothschild family) เป็นตระกูลอภิมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก สืบเชื้อสายมาจากไมเออร์ อัมส์เชล รอธส์ไชลด์ ชาวยิวที่อพยพไปยังเยอรมนี และได้เริ่มจัดตั้งธนาคารขึ้นที่นั่นในทศวรรษที่ 1760 ต่อมาเขาให้บุตรชายทั้ง 5 คนช่วยบุกเบิกธนาคารของครอบครัวไปยังต่างประเทศ ซึ่งตั้งสาขาอยู่ใน 5 เมืองใหญ่ได้แก่ ลอนดอน, ปารีส, แฟรงก์เฟิร์ต, เวียนนา และเนเปิลส์

ในศตวรรษที่ 19 ตระกูลรอธส์ไชลด์กลายเป็นครอบครัวที่ถือครองทรัพย์สินมากที่สุดในโลก ในปัจจุบันธุรกิจของตระกูลนี้มีทั้งสถาบันการเงิน, อสังหาริมทรัพย์, เหมือง, พลังงาน, ฟาร์มแบบผสม ทรัพย์สินของตระกูลรอธส์ไชลด์มีมากมายมหาศาลเกินกว่าประเมินได้ โดยอาจมีมูลค่ารวมกันถึงสี่แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยทรัพย์สินที่มากมายมหาศาลเช่นนี้ทำให้เกิดเป็นทฤษฎีสมคบคิดมากมายว่าตระกูลนี้คือผู้บงการกระแสเงินและสถาบันการเงินต่าง ๆ ในโลก[2][3] และบงการรัฐบาลต่างๆให้ทำสงครามหรือยุติสงครามระหว่างกัน[4] [5][6]

ตระกูลรอธส์ไชลด์เคยเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลอังกฤษในการทำสงครามกับฝรั่งเศสในช่วงสงครามนโปเลียน ในปี 1815 เพียงปีเดียวตระกูลนี้ได้สนับสนุนเงินกู้ถึง 9.8 ล้านปอนด์ (ราว 2.9 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน) ให้แก่พันธมิตรของอังกฤษ[7] นอกจากนี้ยังมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเรียกร้องเอกราชของบราซิลจากโปรตุเกสในศตวรรษที่ 19 ตลอดจนสนับสนุนเงินกู้แก่ญี่ปุ่นมูลค่า 11.5 ล้านปอนด์ (ซื้อเรือรบขนาด 15,000 ตันได้ราว 12 ลำ) ในการทำสงครามกับรัสเซีย[8]

หลังจากมีส่วนในการปราบนโปเลียน จักรพรรดิฟรันซ์ที่ 1 แห่งออสเตรีย ทรงแต่งตั้งตระกูลรอธส์ไชลด์สาขาออสเตรียให้เป็นขุนนางออสเตรียที่ตำแหน่งไฟร์แฮรร์ และต่อมาในปีค.ศ. 1847 ตระกูลรอธส์ไชลด์สาขาบริเตนก็ได้เป็นขุนนางอังกฤษเช่นกันที่ตำแหน่งบารอน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ภัยคุกคามจากนาซีเยอรมนีทำให้ตระกูลรอธส์ไชลด์สาขาออสเตรียซึ่งมีเชื้อสายยิวจำเป็นต้องหนีตายออกจากยุโรปไปยังสหรัฐอเมริกา ธนาคารและทรัพย์สินของพวกเขาในออสเตรียถูกยึด คฤหาสน์หลายหลังในเวียนนาถูกทำลาย ในปีค.ศ. 1999 รัฐบาลออสเตรียตกลงที่จะส่งมอบภาพจิตรกรรมราว 250 ชิ้นคืนแก่ตระกูลซึ่งถูกยึดไปในสมัยสงคราม[9]

ในปีค.ศ. 2016 องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Oxfam International ได้มีการประเมินว่า มูลค่าทรัพย์สินที่ตระกูลรอธส์ไชลด์ครอบครองอยู่ มีมูลค่าอยู่ที่ราว 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 5 เท่าของทรัพย์สินของมหาเศรษฐีร่ำรวยที่สุด 8 อันดับแรกของโลกคนรวมกัน[10]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Lord Rothschild: 'Investors face a geopolitical situation as dangerous as any since WW2'". Telegraph.co.uk. 4 March 2015. 
  2. The Rough Guide to Conspiracy Theories, James McConnachie, Robin Tudge Edition: 2 – 2008
  3. Levy, Richard S. (2005). Antisemitism: A Historical Encyclopedia of Prejudice. ABC-CLIO. p. 624. ISBN 1-85109-439-3. 
  4. Poliakov, Leon (2003). The History of Anti-semitism: From Voltaire to Wagner. University of Pennsylvania Press. p. 343. ISBN 0-8122-1865-5. 
  5. Brustein, William (2003). Roots of hate. Cambridge University Press. p. 147. ISBN 0-521-77478-0. 
  6. Perry, Marvin (2002). Antisemitism: Myth and Hate from Antiquity to the Present. Palgrave Macmillan. p. 117. ISBN 0-312-16561-7. 
  7. The Ascent of Money: A Financial History of the World, (London 2008), page 78.
  8. Smethurst, Richard. "Takahasi Korekiyo, the Rothschilds and the Russo-Japanese War, 1904–1907". Archived from the original on 16 February 2007. สืบค้นเมื่อ 4 September 2007. 
  9. Vogel, Carol (10 April 1999). "Austrian Rothschilds Decide to Sell; Sotheby's in London Will Auction $40 Million in Art Seized by Nazis". New York Times. สืบค้นเมื่อ 1 June 2013. 
  10. Davis, Isaac (January 20, 2017). "ROTHSCHILD FAMILY WEALTH IS FIVE TIMES THAT OF WORLD’S TOP 8 BILLIONAIRES COMBINED". สืบค้นเมื่อ 29 November 2017.