กินรี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ระบำกินรีร่อนออกบูชายัญ
รูปหล่อโลหะของ กินร และ กินรี ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

กินรี (อ่านว่า กิน-นะ-รี) (ตัวเมีย) และ กินนร หรือ กินรา (อ่านว่า กิน-นะ-รา) (ตัวผู้) เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ ร่างกายท่อนบนเป็นมนุษย์ ท่อนล่างเป็นนก มีปีกบินได้ ตามตำนานเล่าว่าอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ เชิงเขาไกรลาส นับเป็นสัตว์ที่มีปรากฏในงานศิลปะของไทยมาก ส่วนในวรรณคดีไทยก็มีการอ้างถึงกินรีด้วยเช่นกัน

ตำนาน[แก้]

รูปหล่อโลหะของกินนรที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

กินรีมีต้นกำเนิดที่แท้จริงเป็นมาอย่างไรนั้นยังไม่พบตำราไหนกล่าวไว้ชัดเจน แต่ในเทวะประวัติของพระพุธกล่าวไว้ว่า เมื่อท้าวอิลราชประพาสป่าแล้วหลงเข้าไปในเขตหวงห้ามของพระศิวะนั้น ท้าวอิลราช และบริวารถูกสาปให้แปลงเพศเป็นหญิงทั้งหมด ต่อมานางอิลา คือ ท้าวอิลราชถูกสาป และบริวารที่มาเล่นน้ำอยู่ใกล้อาศรมของพระพุธ เมื่อพระพุธเห็นนางเข้าก็ชอบ รับนางเป็นชายา และเสกให้บริวารของนางกลายเป็น กินรี โดยบอกว่าจะหาผลาหารให้กิน และจะหากิมบุรุษให้เป็นสามี แสดงว่า กิมบุรุษ หรือ กินนร และกินรีมีต้นกำเนิดมาจากการเสกของพระพุธ (พระพุธ คือ ฤๅษี สามารถมีเมียได้ และท้าวอิลราช เมื่อช่วงเดือนที่เป็นหญิงก็น่าจะลืมช่วงที่เคยเป็นชายจึงยอมเป็นเมียฤๅษี)

ในหนังสือของ พี.ธอมัส กล่าวว่าที่เชิงเขาเมรุเป็นที่อยู่ของคนธรรพ์ กินนร และสิทธิ์ และว่าคนธรรพ์กับกินนรเป็นเชื้อสายเดียวกัน ส่วนในภัลลาติยชาดก กล่าวว่า กินนรมีอายุ 1,000 ปี

ศิลปะ[แก้]

จิตรกรรม[แก้]

ในงานจิตรกรรมไทยนิยมวาดภาพกินร และกินรีไว้ในที่ต่างๆ ในฉากของป่าหิมพานต์ นอกจากนี้ยังมีการปั้นรูปกินรและกินรีประดับไว้ในสถานที่สำคัญด้วย

นาฏกรรม[แก้]

ระบำกินรีร่อนออกบูชายัญ

นางกินรี มีในวรรณกรรมของไทยหลายเรื่อง เรื่องที่แพร่หลายที่สุด คือวรรณกรรมเรื่อง พระสุธน-มโนราห์ ซึ่งตัวนางเอกเป็นนางกินรี มาจากป่าหิมพานต์และถูกจับได้เมื่อลงมาเล่นน้ำในสระ จนต้องกลายเป็นพระมเหสีของพระสุธนผู้เป็นมนุษย์ และถูกกลั่นแกล้งให้ถูกเผาทั้งเป็น แต่นางใช้อุบายหลอกขอปีกหางที่ถูกยึดไว้และบินหนีรอดมาได้ ภายหลังพระสุธนออกติดตามไปยังป่าหิมพานต์และได้พบกันในที่สุด นาฏกรรมในเรื่องนี้มีหลายชุดที่มีชื่อเสียงเป็นที่แพร่หลายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ชุด มโนราห์บูชายัญ , ระบำกินรีร่อน และระบำไกรลาศสำเริง

ระบำกินรีร่อนออกบูชายัญ เป็นระบำชุดหนึ่งที่ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ศิลปินแห่งชาติ ได้ประดิษฐ์ท่ารำให้มีลีลาอ่อนช้อย งดงาม กับทั้งสอดแทรกความร่าเริงของเหล่ากินรี ที่โผผินบินมาเริงระบำกันอย่างสนุกสนาน โดยให้เข้ากับท่วงทำนองและจังหวะเพลง บางครั้งรำก่อนมโนราห์บูชายัญ หรือบางครั้งก็รำต่อท้ายมโนราห์บูชายัญ


ประเภท[แก้]

ข้อมูลจาก กุณาลชาดก แบ่งประเภทกินนร(กึปุริสา)ออกเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ ได้แก่ เทพกินนร จันทกินนร ทุมกินนร

ทุมกินนร[แก้]

คือ เหล่ากินนรที่อาศัยตามต้นไม้ มีกายท่อนล่างเป็นนกส่วนท่อนบนเป็นมนุษย์

จันทกินนร[แก้]

คือ เหล่ากินนรที่มีกายท่อนล่างเป็นนกส่วนท่อนบนเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับทุมกินนร อาศัยอยู่ตามเทือกเขาสีเงินชื่อว่า จันทบรรพต และมีแหล่งหากินอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจันทภาคาซึ่งตั้งอยู่ที่ติดกับเทือกเขาจันทบรรพตในแดนหิมพานต์

หมายเหตุ ทุมกินนร และ จันทกินนร มีชื่อเรียกรวมๆกันว่า อรัญวาสีกินนร หมายถึง กินนรผู้อยู่ป่า มีการนุ่งห่มใบไม้ดอกไม้เป็นมาลัยพันตัว


เทพกินนร(เทวกินนร/ไกรเทพปักษี)[แก้]

คือ เหล่ากินนรที่มีร่างกายเหมือนมนุษย์ทุกส่วนสัด เวลาบินจะต้องสวมปีกยนตร์ปีกประดิษฐ์เท่านั้นจึงจะบินได้ มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า กินนรฟ้า นอกจากนี้ ชาวเทพกินนรยังมีวัฒนธรรมการแต่งกายด้วยอาภรณ์เครื่องทรงงดงาม ผิดกับพวกอรัญวาสีกินนร

กลุ่มชาวเทพกินนรนั้น เป็นสายเลือดผสม กล่าวคือ มีบิดาเป็นมนุษย์ แต่มีมารดาเป็นชาวอรัญวาสีกินนร เมื่อแรกคลอดจะออกมาเป็นฟองไข่ที่มีขนาดและลักษณะประมาณเท่าหอยสังข์ และต้องมีการกกไข่ต่ออีกระยะหนึ่งก่อน จึงจะฟักออกมาเป็นทารก


๑ในชาวเทพกินรีที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดนางหนึ่ง คือ นางมโนราห์(มโนห์รา)

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]