โรบิน ฟาน เพอร์ซี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โรบิน ฟาน เพอร์ซี
Robin van Persie ManUtd (cropped).jpg
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม Robin van Persie[1]
เกิด 6 สิงหาคม ค.ศ. 1983 (29 ปี)[1]
สูง 1.86 เมตร (6.1 ft) [2]
ตำแหน่ง กองหน้า
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
หมายเลข 20
ชุดเยาวชน
1997–1999 เอ็กเซลซีออร์
1998–2001 เฟเออโนร์ด
ชุดใหญ่*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2001–2004 เฟเออโนร์ด 61 (15)
2004–2012 อาร์เซนอล 194 (96)
2012– แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 45 (30)
ทีมชาติ
2001 เนเธอร์แลนด์ ยู19 6 (0)
2002–2005 เนเธอร์แลนด์ ยู21 12 (1)
2005– เนเธอร์แลนด์ 74 (34)
* จำนวนนัดที่ลงเล่นให้ชุดใหญ่และจำนวนประตูนับเฉพาะลีกท้องถิ่นเท่านั้น และ เป็นข้อมูล ณ วันที่ 28 เมษายน 2013 (UTC).

† ลงเล่น (ประตู)

‡ จำนวนนัดที่ลงเล่นและจำนวนประตูให้ทีมชาติ ข้อมูล ณ วันที่ 26 มีนาคม 2013 (UTC)

โรบิน ฟาน เพอร์ซี (ดัตช์: Robin van Persie; เกิดวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1983) เป็นนักฟุตบอลชาวดัตช์ ตำแหน่งศูนย์หน้าของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ นอกจากนั้นยังเล่นเป็นปีกซ้ายได้อีกด้วย

ฟาน เพอร์ซี เป็นบุตรของคู่สามีภรรยาศิลปิน จึงได้รับการเลี้ยงดูฟูมฟักให้เป็นศิลปินตามรอยเท้าของผู้ให้กำเนิด แต่เพอร์ซีกลับเลือกที่จะเล่นฟุตบอลและได้เริ่มเล่นฟุตบอลกับ SBV Excelsior สโมสรดัตช์เล็กๆแห่งหนึ่งโดยเป็นนักเตะเยาวชนของสโมสรเมื่อปี 2001 จากนั้นก็ได้เซ็นสัญญากับสโมสรฟุตบอลเฟเออโนร์ด สโมสรดังประจำบ้านเกิดเมืองนอนของเขาเมื่อปี 2002 ทำให้เพอร์ซีมีโอกาสได้สัมผัสด้วยแชมป์ยูฟ่าคัพ 2002 อีกด้วย เพอร์ซีเริ่มมีชื่อเสียงเนื่องจากเป็นนักเตะอายุน้อยที่มีพรสวรรค์ แต่กลับมีปัญหาเรื่องระเบียบวินัยกับเฟเออโนร์ดแห่งนี้ จนเบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ ผู้จัดการทีมที่เริ่มทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของเขาอยากจะให้เขาย้ายสโมสร จนในที่สุดก็เป็นอาร์เซนอลภายใต้การคุมทีมของอาร์แซน เวนเกอร์ที่ยังเล็งเห็นถึงความสามารถที่แฝงอยู่ในตัวเพอร์ซีอยู่ได้เซ็นสัญญากับเขาเมื่อปี 2004 ด้วยค่าตัว 2.75 ล้านปอนด์ นับจากนั้นมา เพอร์ซีก็ช่วยให้อาร์เซนอลคว้าแชมป์คอมมิวนิตีชิลด์และเอฟเอคัพตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่มาค้าแข้งอยู่ที่ลอนดอน จากนั้นก็ได้รับรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมประจำปีแห่งเมืองรอตเทอร์ดามเมื่อปี 2006 อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 4 ปีแรกที่อยู่กับอาร์เซนอลนั้น เขาก็ไม่ได้มีโอกาสได้ลงสนามมากเท่าที่ควรเนื่องจากได้รับบาดเจ็บ แต่ยามใดที่พร้อมลงสนามก็มักจะได้รับโอกาสลงเป็นตัวจริงเสมอ

ฟาน เพอร์ซีขึ้นชื่อเรื่องการมีเท้าซ้ายที่หนักหน่วง ปัจจุบันติดทีมชาติเนเธอร์แลนด์ไปแล้ว 68 ครั้ง ยิงได้ 29 ประตู โดนได้ลงประเดิมสนามทีมชาติชุดใหญ่เมื่อปี 2005 และได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 ยูโร 2008 และรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2010 ในชุดขุนพลอัศวินสีส้มอีกด้วย

เนื้อหา

ชีวิตวัยเด็ก [แก้]

โรบิน ฟาน เพอร์ซี เติบโตในย่านคราลิงเจนแห่งรอตเทอร์ดามตะวันออก มารดาคือ โจเซ่ ราส เป็นจิตรกร ส่วนบิดาคือ บ๊อบ เป็นประติมากร.[3] เพอร์ซียังมีน้องสาวอีก 2 คนคือ ลิลลี่ และกิกี้[4] บิดาและมารดาสนับสนุนให้เพอร์ซีเป็นศิลปินเช่นเดียวกับพวกเขา แต่สุดท้ายเพอร์ซีกลับเลือกที่จะเล่นฟุตบอลแทน

เส้นทางอาชีพ [แก้]

เฟเออโนร์ด [แก้]

ฟาน เพอร์ซี เริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมเยาวชนของ SBV Excelsior เมื่อปี 2001 แต่ก็ต้องย้ายออกไปเนื่องจากมีเรื่องไม่ลงรอยกันกับสตาฟโค้ช จนได้มาเซ็นสัญญากับเฟเออโนร์ด[5] และสามารถก้าวขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ได้เนื่องจากนักเตะรุ่นพี่ในทีมหลายคนได้รับบาดเจ็บ และได้ลงประเดิมสนามให้กับสโมสรด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปี และในฤดูกาลแรกนี้ เขาได้ลงสนามเป็นตัวจริงถึง 15 ครั้ง จนได้รับรางวัลนักฟุตบอลดัตช์ดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2001-02 หลังจากจบฤดูกาลอีกด้วย

จากนั้น เพอร์ซีก็เซ็นสัญญาอาชีพกับเฟเออโนร์ดเป็นระยะเวลา 3 ปีครึ่งตั้งแต่ต้นฤดูกาลใหม่ และยังเป็นผู้ยิงได้ 5 ประตูในเกมที่เอาชนะ AGOVV มา 6-1 ในอัมสเทลคัพเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2003.[6] แต่เนื่องจากความบาดหมางกับเบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ ผู้จัดการทีมทำให้เพอร์ซีต้องหล่นไปเล่นในทีมสำรองแทน จนฟาน มาร์ไวค์ได้บอกกับสื่อว่า "พฤติกรรมของเขานี้ทำให้เขาคงจะอยู่กับทีมไม่ได้อีกแล้ว ฉะนั้นเขาจะต้องเล่นในทีมสำรองไปตลอด"[7] และในเกมที่เฟเออโนร์ดทีมสำรองพบกับไอแอกซ์ทีมสำรองนั้น เขาเป็นหนึ่งในนักเตะเฟเออโนร์ดหลายคนที่โดนแฟนบอลอันธพาลวิ่งเข้าสู่สนามเพื่อลงมาทำร้ายร่างกายอีกด้วย.[5]

ความบาดหมางของฟาน เพอร์ซีกับฟาน มาร์ไวค์ยังคงมีอยู่ต่อเนื่องจากมาร์ไวค์สั่งเขากลับบ้านในวันก่อนเกมที่จะพบกับเรอัลมาดริดในยูฟ่าซูเปอร์คัพเมื่อปี 2003 โดยมีรายงานว่าโค้ชคนนี้ไม่พอใจกิริยาของฟาน เพอร์ซีที่มีต่อเขาเมื่อได้รับคำสั่งให้วอร์มอัพเพื่อเตรียมลงแข่งเกมลีกเมื่อไม่นานมานี้.[3] จากนั้น ฟาน เพอร์ซีก็สามารถแทรกขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่ได้เป็นครั้งแรก ลงสนามไปทั้งหมด 28 ครั้ง ยิงได้ 8 ประตู และยังพาทีมได้รองแชมป์บอลถ้วยของเนเธอร์แลนด์อีกด้วย

หลังจากจบฤดูกาลนั้น เฟเออโนร์ดก็ไม่สามารถต่อสัญญากับฟาน เพอร์ซีได้ในช่วงปิดฤดูกาล จนกระทั่งความเป็นอริต่อกันของฟาน มาร์ไวค์กับฟาน เพอร์ซีทำให้เขาต้องนั่งเป็นตัวสำรองเสียเป็นส่วนใหญ่ในฤดูกาล 2003-04 นี้ ได้ลงเล่นเพียงแค่ 28 เกม แต่ก็ยังยิงได้น้อยกว่าฤดูกาลที่แล้ว 2 ประตู เมื่อจบฤดูกาล เฟเออโนร์ดจึงประกาศขายนักเตะคนนี้ออกไปทันทีเนื่องจากทนไม่ไหวกับระเบียบวินัยอันย่ำแย่ของนักเตะคนนี้แล้ว และก็กลายเป็นอาร์เซนอลที่เริ่มเปิดเจรจาซื้อตัวนักเตะรายนี้ในช่วงตลาดซื้อขายเดือนมกราคมเปิดทำการ โดยในช่วงนั้นอาร์เซนอลกำลังมองหาตัวแทนของเดนนิส เบิร์กแคมป์อยู่พอดีด้วย แต่ทั้งสองฝ่ายกลับไม่สามารถเจรจากันได้อย่างราบลื่นจนไม่ได้ข้อสรุปในที่สุด อย่างไรก็ตาม 5 เดือนต่อมาการซื้อขายนักเตะรายนี้ก็ประสบผลสำเร็จ โดยอาร์เซนอลคว้าตัวดาวยิงรายนี้ไปด้วยราคา 2.75 ล้านปอนด์ ซึ่งน้อยกว่าที่เฟเออโนร์ดตั้งไว้คือ 5 ล้านปอนด์ถึงเกือบครึ่ง[5][8]

อาร์เซนอล [แก้]

2004–05 [แก้]

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 2004 ฟาน เพอร์ซีได้เซ็นสัญญาฉบับแรกกับอาร์เซนอล มีระยะเวลาของสัญญา 4 ปี[9] อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมตั้งใจว่าจะโยกฟาน เพอร์ซีจากตำแหน่งปีกซ้ายมาเล่นศูนย์หน้า ซึ่งฟาน เพอร์ซีก็ทำหน้าที่นี้เคียงข้างเธียร์รี อองรีได้เป็นอย่างดี[10] เวนเกอร์อธิบายการตัดสินใจครั้งนี้ว่า"เขาสามารถเล่นเป็นปีกซ้ายได้ และยังเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวหลังหรือกองหน้าตัวเป้าได้เนื่องจากเป็นนักเตะที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง"[11] อย่างไรก็ตาม โอกาสที่เขาจะได้เล่นศูนย์หน้าก็ถูกจำกัดลงเนื่องจากอาร์เซนอลได้เซ็นสัญญากับโฆเซ่ อันโตนิโอ เรเยส กองหน้าทีมชาติสเปนมาร่วมทีมเมื่อเดือนมกราคม[12] ซึ่งเขาต้องแย่งตำแหน่งตัวจริงกับเรเยสตลอดเวลา ฟาน เพอร์ซีได้ประเดิมสนามครั้งแรกด้วยการถูกส่งลงมาจากม้านั่งสำรองในเกมคอมมิวนิตีชิลด์ที่ชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 3-1 และคว้าแชมป์รายการนี้ไปครองเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 2004[13] หลังจากนั้น ฟาน เพอร์ซีก็นั่งบนม้านั่งสำรองเสียส่วนใหญ่ในฤดูกาล 2004-2005 และในวันที่ 27 ตุลาคมปีเดียวกันนี้ เขาก็ยิงประตูแรกในสีเสื้อของอาร์เซนอล โดยการยิงเบิกร่องในเกมลีกคัพที่พบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และสามารถเอาชนะไปได้ 2-1

2005-06 [แก้]

เมื่อเริ่มต้น พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2005-2006 รูปแบบการเล่นของฟาน เพอร์ซี ก็เริ่มดีขึ้น ทำให้เขาได้รับรางวัลนักฟุตบอลดีเด่นประจำเดือน พฤศจิกายน ค.ศ. 2005 ด้วยการยิงประตูไปถึง 8 ประตู ใน 8 เกมส์ และเขาก็ได้ตอบแทนให้สโมสรด้วยการเซ็นสัญญาเป็นเวลา 5 ปี ไปจนถึงวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 2011 และต่อมาสองวันจากการเซ็นสัญญาของฟาน เพอร์ซี เขาได้รับอาการบาดเจ็บอีกครั้งใน นัดแข่ง เอฟเอคัพ กับ สโมสรฟุตบอลคาร์ดิฟฟ์ซิตี

2006-07 [แก้]

เมื่อ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2006-2007 เปิดตัวขึ้น ฟาน เพอร์ซี ได้โชว์ฟอร์มอย่างดี โดยได้ซัดลูกวอลเลย์กลางอากาศในนัดที่เจอกับชาร์ลตันแอธเลติก ที่เวนเกอร์เรียกว่า ประตูของชีวิต และภายหลัง บีบีซี สปอร์ต ได้บันทึกลงเป็น ประตูยอดเยี่ยมประจำเดือน ในเดือน กันยายน และต่อมา ฟาน เพอร์ซีได้รับรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมประจำปีแห่งเมืองรอตเทอร์ดาม

นักฟุตบอลยอดเยี่ยม [แก้]

ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2011–12 ฟาน เพอร์ซีสามารถเล่นได้อย่างโดดเด่น ในฐานะกัปตันทีมและศูนย์หน้า สามารถยิงประตูได้มากที่สุดในลีก คือ 30 ประตู จนเป็นดาวซัลโว ทำให้ได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอและรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของสมาคมผู้สื่อข่าวอังกฤษไปครอง[14] [15]

สถิติการยิงประตู [แก้]

สโมสร [แก้]

ณ วันที่ 28 เมษายน 2013
สโมสร ฤดูกาล ลีก ถ้วย ฟุตบอลยุโรป รวม
ลงเล่น ประตู ส่ง ลงเล่น ประตู ส่ง ลงเล่น ประตู ส่ง ลงเล่น ประตู ส่ง
เฟเออโนร์ด 2001–02 10 0 2 0 0 0 7 0 0 17 0 2
2002–03 23 9 1 3 7 0 2 0 0 28 16 1
2003–04 28 6 6 2 0 0 3 0 0 33 6 6
รวม 61 15 9 5 7 0 12 0 0 78 22 9
อาร์เซนอล 2004–05 26 5 1 9 4 0 6 1 0 41 10 1
2005–06 24 5 1 7 4 1 7 2 0 38 11 2
2006–07 22 11 7 1 0 0 8 2 1 31 13 8
2007–08 15 7 3 1 0 0 7 2 2 23 9 5
2008–09 28 11 11 6 4 1 10 5 3 44 20 15
2009–10 16 9 8 0 0 0 3 1 1 19 10 9
2010–11 25 18 7 5 2 0 3 2 0 33 22 7
2011–12 38 30 13 2 2 0 8 5 2 48 37 15
รวม 194 96 51 31 16 2 52 20 9 277 132 62
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2012–13 35 25 4 1 0 0 6 3 45 29
รวม 35 25 4 1 0 0 6 3 45 29
รวมทั้งหมด 260 136 27 18 11 6 70 23 2 0 400 184

อ้างอิง [แก้]

  1. 1.0 1.1 Hugman, Barry J., ed. (2005). The PFA Premier & Football League Players' Records 1946–2005. Queen Anne Press. p. 627. ISBN 1-85291-665-6. 
  2. "Robin van Persie Profile". 
  3. 3.0 3.1 Young Gunner, timesonline.co.uk. Retrieved 19 September 2008.
  4. Robin Van Persie Bio, tv.com. Retrieved 16 November 2007.
  5. 5.0 5.1 5.2 "Young man’s game". Sunday Times. 
  6. FEYENOORD DRINK FROM CUP OF CHEER - feyenoord.com, 2 June 2003. Retrieved on 11 September 2008.
  7. Take care with Persie - The Sun Sport, 29 April 2004. Retrieved on 9 September 2008.
  8. Feyenoord slap £5m price tag on Van Persie - The Telegraph, 20 January 2004. Retrieved on 11 September 2008.
  9. Arsenal win the race to capture £3m Van Persie, Independent Online Edition, 29 April 2004. Retrieved on 1 December 2007.
  10. Van Persie hits spot for Wenger - The Guardian, 3 December 2005. Retrieved on 9 November 2008.
  11. Robin van Persie - History, soccernet.espn.go.com, accessed 29 September 2007.
  12. CBBC Newsround, Arsenal sign Reyes for record fee, 27 January 2004. Retrieved on 30 November 2007.
  13. BBC Sport, Arsenal 3-1 Man Utd, 8 August 2004. Retrieved on 30 November 2007.
  14. ไม่พลิก "อาร์วีพี" ซิวแข้งยอดเยี่ยมผู้ดี จากผู้จัดการออนไลน์
  15. ซิวอีก “RVP” แข้งยอดเยี่ยม ส.นักข่าว จากผู้จัดการออนไลน์
สมัยก่อนหน้า โรบิน ฟาน เพอร์ซี สมัยถัดไป
สก็อต พาร์กเกอร์ 2leftarrow.png นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของสมาคมผู้สื่อข่าวอังกฤษ
(พ.ศ. 2554-2555)
2rightarrow.png -
แกเร็ธ เบล 2leftarrow.png นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ
(พ.ศ. 2553-2554)
2rightarrow.png -


แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]