โครงกระดูกมนุษย์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โครงกระดูกของมนุษย์

โครงกระดูกมนุษย์ ประกอบไปด้วยกระดูกชิ้นต่างๆในร่างกาย ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยโครงสร้างของข้อต่อ เอ็น กล้ามเนื้อ กระดูกอ่อน และอวัยวะต่างๆ กระดูกในมนุษย์ผู้ใหญ่มีประมาณ 206 ชิ้น และคิดเป็นประมาณ 20 เปอร์เซนต์ของน้ำหนักร่างกาย อย่างไรก็ดี จำนวนของกระดูกอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ทารกแรกเกิดจะมีกระดูกจำนวนประมาณ 300 ชิ้น ซึ่งต่อมากระดูกบางชิ้นจะมีการเชื่อมรวมกันระหว่างการเจริญเติบโต เช่นส่วนกระเบนเหน็บและส่วนก้นกบของกระดูกสันหลัง นอกจากนี้ในทารกแรกเกิดยังมีโครงสร้างของกระดูกอ่อนอยู่มาก เพื่อให้มีการสร้างโครงสร้างของกระดูกระหว่างการเจริญเติบโต และจะมีการพัฒนาไปเป็นกระดูกทั้งหมดเมื่อสิ้นสุดช่วงวัยรุ่น

กระดูกจะติดต่อกับกระดูกอีกชิ้น และประกอบเข้าด้วยกันเป็นโครงกระดูกด้วยเอ็นและกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นในกระดูกโคนลิ้น (Hyoid bone) ซึ่งเป็นกระดูกที่ไม่ติดต่อกับกระดูกชิ้นอื่นๆโดยตรง แต่จะยึดไว้ในบริเวณส่วนบนของคอหอยด้วยเอ็นและกล้ามเนื้อใกล้เคียง

กระดูกชิ้นที่ใหญ่ที่สุดในมนุษย์คือกระดูกต้นขา (Femur) ในขณะที่กระดูกชิ้นเล็กที่สุดคือกระดูกโกลน (Stapes) ซึ่งเป็นกระดูกของหูชั้นกลางชิ้นหนึ่ง

หน้าที่[แก้]

โครงกระดูกมีหน้าที่ที่สำคัญหลายประการ ได้แก่

ประเภทของโครงกระดูก[แก้]

โครงกระดูกในมนุษย์สามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ คือโครงกระดูกแกน (axial skeleton) และโครงกระดูกรยางค์ (appendicular skeleton)

โครงกระดูกแกน[แก้]

โครงกระดูกแกนในผู้ใหญ่ประกอบด้วยกระดูกจำนวน 80 ชิ้น ซึ่งวางตัวในแนวแกนกลางของลำตัว ซึ่งได้แก่

โครงกระดูกระยางค์[แก้]

โครงกระดูกรยางค์ในผู้ใหญ่จะมีทั้งหมด 126 ชิ้น ซึ่งจะอยู่ในส่วนแขนและขาของร่างกายเพื่อช่วยในการเคลื่อนไหว โดยจะแบ่งออกเป็น 6 ส่วน ได้แก่

โรคที่เกี่ยวกับโครงกระดูก[แก้]

โรคที่เกี่ยวกับโครงกระดูกจะส่งผลต่อความแข็งแรงและความสามารถในการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยตรง ความผิดปกติของโครงกระดูกที่พบบ่อยคือกระดูกหัก ซึ่งเกิดจากการที่กระดูกได้รับแรงที่มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นเพียงกระดูกที่หักอยู่ภายใน หรืออาจมีส่วนใดส่วนหนึ่งของกระดูกที่โผล่พ้นผิวหนังขึ้นมาก็ได้ในกรณีร้ายแรง นอกจากนี้ ภาวะกระดูกหักยังพบได้ง่ายในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุและสตรีวัยหมดประจำเดือน โรคของกระดูกที่จัดว่าร้ายแรง ได้แก่ เนื้องอกและมะเร็งของกระดูก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด นอกจากนี้ ภาวะข้ออักเสบ ยังส่งผลเสียต่อกระดูกในบริเวณข้อต่อ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงและเคลื่อนไหวลำบากอีกด้วย


รายชื่อกระดูกในร่างกายมนุษย์ ะบบและนร่างกายมนุษย์

แม่แบบ:กระดยางค์บน


ระบบอวัยวะของร่างกายมนุษย์



และชีวภาพ ซึ่งมีโครงสร้างซับซ้อน โดยเริ่มจากระดับโมเลกุล เซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะ โครงสร้างทุกระดับรวมกันเรียกว่าระบบอวัยวะ ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายล้วนเป็นเรื่องน่าพิศวง โดยธรรมชาติได้มีการจัดระบบต่างๆขึ้นอย่างมีระเบียบ ได้แก่ ระบบห่อหุ้มร่างกาย ระบบโครงกระดูก ระบบกล้ามเนื้อ ระบบประสาท ระบบหายใจ ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบขับถ่าย ระบบสืบพันธุ์ มีการทำงานประสานกันอย่างอัตโนมัติ ดังนั้นจึงควรเรียนรู้ให้เข้าใจเพื่อรู้วิธีดูแลรักษาให้ดำรงประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆเหล่านั้นให้สามารถใช้ประโยชน์อย่างสูงแก่ชีวิตของเราให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

1.1 การจัดระบบของร่างกาย

ร่างกายของคนเรา ประกอบด้วยส่วนเล็กที่สุด คือ อะตอม ยึดกันเป็นโมเลกุล และโมเลกุลมีการจัดโครงสร้างเรียกว่าเซลล์ (Cell) เซลล์เหล่านี้ประกอบขึ้นจากการรวมของแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งมักมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น รูปร่างแตกต่างกัน รูปทรงของเซลล์จะเหมาะกับลักษณะของงานที่ทำ เช่น เซลล์ประสาทมีแขนงมากมายซึ่งจะทำหน้าที่ส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างเซลล์ เซลล์ชนิดเดียวกันเมื่อรวมกันเข้าเป็นกลุ่มและทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง เราเรียกว่าเนื้อเยื่อ (Tissue) และเนื้อเยื่อต่างๆยังประกอบกันเข้าเป็นกล้ามเนื้อและอวัยวะอื่นๆได้อีกมากมาย

1.2 การทำงานของร่างกาย

คุณสมบัติที่สำคัญของสิ่งมีชีวิตคือการเคลื่อนไหว ดังนั้น ร่างกายของคนเรา จะต้องมีอำนาจหรือพลังอย่างใดอย่างหนึ่งที่สามารถทำหใเกิดการเคลื่อนไหว พลังงานหรือกำลังงานนี้ร่างกายได้มาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ภายในร่างกายของคนเรานั้นย่อมมีการเคลื่อนไหวหรือมีการทำงานอยู่ตลอดเวลา แม้แต่อยู่เฉยๆ ปอดก็จะต้องทำหน้าที่หายใจ และหัวใจก็จะต้องทำหน้าที่สูบฉีดโลหิต หรือเมื่อเวลาคนเรารับประทานอาหารเข้าไปนั้นการย่อยก็คือการเคลื่อนไหวหรือการทำงานเช่นเดียวกัน พลังงานทั้งหลายเหล่านี้ เซลล์ต่างๆทำหน้าที่เป็นผู้จัดการผลิตและขนส่งไปให้ได้ใช้กันทั่งร่างกาย

เราทราบกันแล้วว่า พลังงาน คือ ความสามารถในการทำงาน ( พลังงานเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่มีน้ำหนักและมองไม่เห็น เราจะทราบว่าสิ่งใดมีพลังงานเท่าไร่นั้นหาได้จากผลงานสิ่งนั้นทำ ) ร่างกายของคนเราทุกคนจำเป็นต้องใช้พลังงานเพื่อเคลื่อไหวหรือทำงานหรืออย่างน้อยก็เพื่อการที่จะดำรงชีวิตอยู่ เช่น ในการหายใจของปอดหรือการเต้นของหัวใจดังได้กล่าวมาแล้วเป็นต้น พลังงานต่างๆ เหล่านี้ ร่างกายได้รับมาจากการเผาผลาญอาหารภายในเซลล์ของร่างกายโดยตลอดเวลา การเผาผลาญอาหารภายในเซลล์เหล่านี้ แม้จะไม่เป็นไปอย่างรวดเร็วเหมือนกับการเผาไหม้เศษกระดาษ แต่ก็จัดว่าเป็นการเผาผลาญได้ ทุกๆเซลล์ของร่างกายจึงเปรียบเสมือนเตาไฟเล็กๆ ซึ่งเผาไหม้อาหารเพื่อความต้องการหลายอย่าง และความต้องการที่สำคัญอันหนึ่งก็คือความร้อน (Heat) ความร้อนนับได้ว่าต้องการใช้พลังงานหลายๆอย่างเพื่อให้เหมาะสมแก่การทำงานแต่ละชนิดหรือแต่ละประเภท เช่น ร่างกายของเราต้องการพลังงานบางอย่างเพื่อใช้รวมวัตถุหรือแร่ธาตุซึ่งจะช่วยทำให้เซลล์เจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนของเซลล์ให้มีมากขึ้นต่อไปอีก หรือร่างกายของเราต้องการพลังงานบางอย่างเพื่อช่วยให้หัวใจเต้นได้อยู่ตลอดเวลา

1.3 วิธีการที่เซลล์ได้รับอาหาร

เมื่อคนเรารับประทานอาหารเข้าไปแล้ว อวัยวะสำหรับย่อยจะทำการย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลงจนในที่สุดเป็นอณู (Molecule) และหลังจากนั้นเลือดก็จะพาอณูของอาหารเหล่านี้ไปให้เซลล์ต่างๆ จนทั่งร่างกาย เนื่องจากอณูของอาหารมีการเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา อณูของอาหารจะเคลื่อนตัวเร็วขึ้นตามอุณหภูมิของร่างกายที่สูงขึ้น ( เช่นเดียวกันกับเมื่อเวลาที่เราต้มน้ำ ความร้อนจะทำให้อณูของน้ำเคลื่อนไหวไปมา แล้วก็จะมีฟองปุดๆขึ้นมา และอณูของน้ำจำนวนมากมายจะกลายเป็นไอน้ำลอยหนีขึ้นไปสู่อากาศ ซึ่งเป็นวิธีที่อณูของน้ำแทรกเข้าไปในอากาศ ) อณูของอาหารประเภทต่างๆที่เลือดพาไปจะเคลื่อนที่ชนกันไปชนกันมาครั้นแล้วอณูของอาหารก็จะเคลื่อนตัวออกจากเส้นเลือดฝอยและแทรกตัวเข้าสู่เซลล์ของร่างกายที่อยู่ใกล้เคียง การที่อณูของอาหารถูกผลักดันแทรกผ่านผนังของเส้นเลือดฝอยและผนังของเซลล์เข้าไปได้ ก็เพราะว่าทั้งผนังของเส้นเลือดฝอยและผนังเซลล์นั้นประกอบด้วยอณูซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นบางมากเรียงรายกันอยู่ทุกอณูของผนังจะเปิดช่องเพียงแค่พอให้อณูของอาหารกระจายและแทรกผ่านเข้าไปในเซลล์ได้นี้เรียกว่า Diffusion และโดยวิธีการเดียวกันนี้เองก็จะทำให้อณูของน้ำและอณูของก๊าซอ็อกซิเจนผ่านเข้าไปในเซลล์ รวมทั้งอณูของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และอณูของเสียอื่นๆผ่านออกมาจากเซลล์

1.4 ระบบอวัยวะของร่างกาย

ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยโครงสร้างที่สลับซับซ้อน โดยโครงสร้างต่างๆจะมีหน้าที่ของตนเอง และในขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์กับโครงสร้างอื่นๆด้วย สามารถจำแนกโครงสร้างต่างๆภายในร่างกายเป็นระบบอวัยวะ ดังนี้

1. ระบบผิวหนังหรือระบบห่อหุ้มร่างกาย (Integumentary system)

2. ระบบกระดูก (Skeletal system)

3. ระบบกล้ามเนื้อ (Muscular system)

4. ระบบย่อยอาหาร (Digestive system)

5. ระบบขับถ่ายปัสสาวะ (Urinary system)

6. ระบบหายใจ ( Respiratory system)

7. ระบบไหลเวียนโลหิต ( Vascular system)

8. ระบบประสาท (Nervous system)

9. ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive system)

10. ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine system)



1. ระบบผิวหนังผิวหนังทำหน้าที่ปกคลุมห่อหุ้มร่างกาย รับความรู้สึกการสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด หรือความรู้สึกร้อนเย็น ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และทำหน้าที่เป็นอวัยวะขับถ่าย คือ ขับเหงื่อและไขมันด้วย

ผิวหนังมีสองส่วน คือ หนังกำพร้า และหนังแท้ คนมีสีผิวต่างกันเพราะมีจำนวนเม็ดสีเมลานินในหนังกำพร้าไม่เท่ากัน ถ้ามีมากผิวสีดำ ถ้ามีน้อยผิวสีขาว สีของเลือด ความหนาของผิวหนังก็มีส่วนกำหนดสีผิวด้วย เล็บ ขน ผม เป็นส่วนที่เจริญเปลี่ยนแลง ไปจากผิวหนัง ส่วนประกอบอื่นๆของผิวหนังที่เราต้องศึกษาด้วยก็คือ กล้ามเนื้อขนลุก ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และเหงื่อ

2. ระบบกระดูกกระดูกเป็สิ่งที่มีชีวิตประกอบด้วยเซลล์ เส้นใยพังผืด และเกลือแร่ ซึ่งทำให้กระดูกมีทั้งความแข็งแรงและความยื ดหยุ่น ถ้าเป็ยนกระดูกอ่อนจะยืดหยุ่นมากกว่าเพราะไม่มีเกลือแร่ ไม่ว่ากระดูกหรือกระดูกอ่อนต่างก็ทำหน้าที่ให้ร่างกาย แขน ขา คงรูปอยู่ได้มเนื้อทำให้ส่วนของร่างกายเคลื่อนไหวได้โดยการหดตัว แบ่งเป็นกล้ามเนื้อลายหรือกล้ามเนื้อในอำนาจจิตใจ กล้ามเนื้อเรียบหรือกล้ามเนื้อนอกจิตใจ และกล้ามเนื้อหัวใจ

4. ระบบย่อยอาหาร (Digestive system)อวัยวะต่างๆในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ปาก ต่อมน้ำลาย คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก ช่อง ทวารหนัก ตับ ถุงน้ำดี และตับอ่อน

5. ระบบขับถ่ายปัสสาวะ (Urinary systeอยู่ในระบบนี้ ได้แก่ ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ

6. ระบบหายใจ ( Respiratory system)งานสำคัญของระบบหายใจคือ การแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนในอากาศ ที่หายใจเข้าไปกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด ในการศึกษาระบบหายใจ จะแบ่งเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่เป็นทางผ่านของลมหายใจ ได้แก่ จมูก7. ระบบไหลเวียนโลหิต ( Vascular system)อวัยวะสำคัญของระบบเลือดไหลเวียน ได้แก่ หัวใจ หลอดเลือดแดง และหลอดเลือดดำ

8. ระบบประสาท (Nervous system)ทำหน้าที่ควบคุม และประสานการทำงานของส่วนต่างๆของร่างกาย อวัยวะสำคัญของระบบประสาทได้แก่ สมอง ไขสันหลัง เส้นประสาทสมอง เส้นประสาทไขสันหลัง และประสาทระบบอัตโนมัติ

9. ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive system)ในการศึกษาระบบสืบพันธุ์ของชาย จะต้องศึกษาถึงอัณฑะ ท่ออัณฑะ ต่อมเซนัลเวสิเคิล ท่อฉีดอสุจิ และต่อมลูกหมาก ถ้าเป็นระบบสืบพันธุ์ของหญิง จะต้องศึกษาถึง รังไข่ ท่อมดลูก มดลูก ช่องคลอด อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก รวมทั้งต่อมนม

10. ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine system) ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน ซึ่งเป็นสารเคมีที่จะไปควบคุมสมรรถภาพของเซลล์ของอวัยวะอื่น ได้แก่ ต่อมหมวกไต ต่อมไทรอยด์ ต่อมพาราไธรอยด์ ต่อมไธมัส ต่อมใต้สมอง ต่อมเพศ ฯลฯ เป็นต้น