แตงโม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับสมเด็จพระสังฆราช ดูที่ สมเด็จพระสังฆราชแตงโม (ทอง)
สำหรับนักแสดง ดูที่ ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์
แตงโม
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Plantae
หมวด: Magnoliophyta
ชั้น: Magnoliopsida
อันดับ: Cucurbitales
วงศ์: Cucurbitaceae
สกุล: Citrullus
สปีชีส์: C. lanatus
ชื่อทวินาม
Citrullus lanatus
(Thunb.) Matsum. & Nakai
ชื่อพ้อง
  • Citrullus vulgaris
ใบแตงโม

แตงโม (อังกฤษ: watermelon; ชื่อวิทยาศาสตร์: Citrullus lanatus) เป็นผลไม้ที่มีน้ำประกอบอยู่เป็นจำนวนมาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก บักโม ภาคเหนือเรียก บะเต้า จังหวัดตรังเรียกแตงจีน ถิ่นกำเนิดอยู่ในทะเลทรายคาลาฮารีทวีปแอฟริกา[1] ชาวอียิปต์เป็นชาติแรกที่ปลูกแตงโมไว้รับประทานเมื่อสี่พันปีมาแล้ว[2] ชาวจีนเริ่มปลูกแตงโมที่ซินเกียงสมัยราชวงศ์ถัง และชาวมัวร์ได้นำแตงโมไปสู่ทวีปยุโรป แตงโมแพร่หลายเข้าสู่ทวีปอเมริกาพร้อมกับชาวแอฟริกาที่ถูกขายเป็นทาส แตงโมต้องการดินที่มีความชุ่มชื้นพอเหมาะ น้ำไม่ขัง มักปลูกกันในดินร่วนปนทราย ในประเทศไทยมีการปลูกแตงโมทั่วทุกภูมิภาค และปลูกได้ทุกฤดู

แตงโมเป็นพืชในวงศ์เดียวกับแคนตาลูปและฟัก เป็นพืชล้มลุกเป็นเถา อายุสั้น เถาจะเลื้อยไปตามพื้นดิน มีขนอ่อนปกคลุม ผลมีทั้งทรงกลมและทรงกระบอก เปลือกแข็ง มีทั้งสีเขียวและสีเหลือง บางพันธุ์มีลวดลายบนเปลือก ในเนื้อมีเล็ดสีดำแทรกอยู่ แตงโมที่นิยมปลูกโดยทั่วไปมี 3 พันธุ์คือปลาดุก

  • พันธุธรรมดา มีเมล็ดขนาดเล็ก รสหวาน แบ่งย่อยได้อีกหลายพันธุ์ เช่น แตงโมจินตหรา ผลยาวรี เปลือกเขียวเข้ม มีลาย เนื้อสีแดง แตงโมตอร์ปิโด ลูกรีกว่าพันธุ์จินตหรา แตงโมกินรี ผลกลม เนื้อแดง แตงโมน้ำผึ้ง ผลกลม เนื้อเหลือง แตงโมไดอานา เปลือกเหลือง เนื้อสีแดง แตงโมจิ๋ว ผลขนาดเท่ากำปั้น เนื้อเหลือง เป็นต้น
  • พันธุ์ไม่มีเมล็ด เป็นพันธุ์ผสมเพื่อใช้ในการส่งออก ไม่มีเมล็ดแก่สีดำภายใน ในญี่ปุ่นมีการทำแตงโมให้เป็นทรงสี่เหลี่ยมโดยให้ผลเจริญในกล่อง เพื่อความสะดวกในการขนส่ง .[3]
  • พันธุ์กินเมล็ด ปลูกเพื่อนำเมล็ดมาคั่วเป็นเม็ดก๋วยจี๊ พันธุ์นี้มีเนื้อน้อย เมล็ดขนาดใหญ่
แตงโมไม่มีเมล็ด
แตงโมเนื้อเหลือง
แตงโมทรงสี่เหลี่ยมจากญี่ปุ่น

การใช้ประโยชน์[แก้]

แตงโมเป็นผลไม้ที่มีคุณสมบัติเย็น จะช่วยลดอาการปวดไข่

คอแห้ง บรรเทาแผลในปาก เปลือกแตงโมนำไปต้มเดือด แล้วเติมน้ำตาลทราย ดื่มเพื่อป้องกันเจ็บคอ กินเป็นผลไม้สด ทำเป็นน้ำผลไม้ เปลือกหรือผลอ่อนใช้ทำอาหาร เช่น แกงส้ม ในเวียดนาม นิยมรับประทานเมล็ดแตงโมในเทศกาลปีใหม่ [4]

พบกรดอะมิโน citrulline เป็นครั้งแรกในแตงโม[5] โดยแตงโมมี citrulline มาก ถ้ารับประทานในปริมาณหลายกิโลกรัมจะตรวจพบในเลือดของผู้รัประทานได้ ซึ่งจะเข้าไปรบกวนวัฏจักรยูเรีย[6] ในเนื้อผลมีเบตาแคโรทีน[7] เปลือกที่มีสีเขียวอ่อนหรือขาวของแตงโมรับประทานเป็นผักได้ [8] นำไปทำไวน์ได้ [9]

ใช้ทำเป็นทรีทเม้นท์บำรุงผิว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว แก้ปัญหาผิวแห้งกร้าน ช่วยดูดซับความมันบนใบหน้า และลดอาการแสบแดง วิธีการง่ายๆ เพียงแค่นำเนื้อแตงโมมาฝานบางๆ แล้วนำมาวางไว้บนผ้าขาวบาง จากนั้นนำมาวางปิดลงบนใบหน้าให้ทั่วทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

แตงโม ดิบ (ส่วนที่กินได้)
คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม (3.5 ออนซ์)
พลังงาน 127 kJ (30 kcal)
7.55 g
น้ำตาล 6.2 g
ใยอาหาร 0.4 g
0.15 g
0.61 g
วิตามิน
วิตามินเอ
(4%)
28 μg
ไทอามีน (บี1)
(3%)
0.033 mg
ไรโบเฟลวิน (บี2)
(2%)
0.021 mg
ไนอาซิน (บี3)
(1%)
0.178 mg
(4%)
0.221 mg
วิตามินบี6
(3%)
0.045 mg
โฟเลต (บี9)
(1%)
3 μg
วิตามินซี
(10%)
8.1 mg
โลหะรอง
แคลเซียม
(1%)
7 mg
เหล็ก
(2%)
0.24 mg
แมกนีเซียม
(3%)
10 mg
ฟอสฟอรัส
(2%)
11 mg
โพแทสเซียม
(2%)
112 mg
สังกะสี
(1%)
0.10 mg
องค์ประกอบอื่น
น้ำ 91.45 g
ประมาณร้อยละคร่าว ๆ โดยใช้การแนะนำของสหรัฐอเมริกาสำหรับผู้ใหญ่
แหล่งที่มา: USDA Nutrient Database

อ้างอิง[แก้]

  • นิดดา หงส์วิวัฒน์ และทวีทอง หงส์วิวัฒน์. แตงโม ใน ผลไม้ 111 ชนิด: คุณค่าอาหารและการกิน. กทม. แสงแดด. 2550 หน้า 77 - 80
  1. North Carolina State University: Watermelon biogeography.
  2. Daniel Zohary and Maria Hopf, Domestication of Plants in the Old World, third edition (Oxford: University Press, 2000), p. 193.
  3. (BBC) Square fruit stuns Japanese shoppers BBC News Friday, 15 June 2001, 10:54 GMT 11:54 UK
  4. The Asian Texans By Marilyn Dell Brady, Texas A&M University Press
  5. Wada, M. (1930). "Über Citrullin, eine neue Aminosäure im Presssaft der Wassermelone, Citrullus vulgaris Schrad.". Biochem. Zeit. 224: 420. 
  6. H. Mandel, N. Levy, S. Izkovitch, S. H. Korman (2005). "Elevated plasma citrulline and arginine due to consumption of Citrullus vulgaris (watermelon)". Berichte der deutschen chemischen Gesellschaft 28 (4): 467–472. doi:10.1007/s10545-005-0467-1. PMID 15902549. 
  7. "HowStuffWorks "Health Benefits of Watermelon"". HowStuffWorks. สืบค้นเมื่อ 2009-12-05. 
  8. "The column of watermelon peel from 5hpk.com". สืบค้นเมื่อ 2008-07-15. 
  9. footnote text here

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]