เสือโคร่งอินโดจีน
| เสือโคร่งอินโดจีน | |
|---|---|
| สถานะการอนุรักษ์ | |
| การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ | |
| อาณาจักร: | Animalia |
| ไฟลัม: | Chordata |
| ชั้น: | Mammalia |
| อันดับ: | Carnivora |
| วงศ์: | Felidae |
| สกุล: | Panthera |
| ชนิด: | P. tigris |
| ชนิดย่อย: | P. t. corbetti |
| Trinomen | |
| Panthera tigris corbetti Mazák, 1968 |
|
| แผนที่แสดงการกระจายพันธุ์ของเสือโคร่งอินโดจีน | |
เสือโคร่งอินโดจีน (อังกฤษ: Indochinese tiger, Corbett's tiger) เสือโคร่งพันธุ์ย่อยหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris corbetti อยู่ในวงศ์เสือและสิงโต (Felidae) รูปร่างเหมือนเสือโคร่งทั่วไป แต่มีลายเส้นที่เล็กกว่าเสือโคร่งเบงกอล (P. t. tigris) และขนาดลำตัวก็เล็กกว่า โดยตัวผู้มีความยาวจากหัวถึงหางประมาณ 2.7 เมตร หนักประมาณ 180 กิโลกรัม ตัวเมีย ยาวประมาณ 2.4 เมตร หนักประมาณ 115 กิโลกรัม มีการกระจายพันธุ์ในประเทศไทย, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, พม่า และมาเลเซีย
โดยถูกอนุกรมวิธานแยกออกมาจากเสือโคร่งเบงกอลในปี ค.ศ. 1968 โดยเฉพาะที่พม่าจะมีเสือโคร่งทั้ง 2 สายพันธุ์นี้ โดยแบ่งตามภูมิศาสตร์โดยถือเอาแม่น้ำอิระวดีเป็นเกณฑ์ คือ เสือโคร่งสายพันธุ์เบงกอลจะอาศัยอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำอิระวดี ส่วนเสือโคร่งสายพันธุ์อินโดจีนจะอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ
นอกจากนี้ในอดีตเคยมีในจีนด้วย เสือโคร่งอินโดจีนในจีนตัวสุดท้ายตายลงเมื่อปลายปี ค.ศ. 2009 ที่เมืองลา มณฑลยูนาน จากการฆ่าของชาวบ้านคนหนึ่ง[1]
โดยอาศัยและหากินอยูในป่าที่ราบต่ำใกล้แหล่งน้ำ มีอาหารอุดมสมบูรณ์ สามารถอยู่ได้ในหลากหลายสภาพป่า เช่น ป่าดิบชื้น, ป่าผลัดใบ ล่าสัตว์ที่มีขนาดใหญ่และกลาง เช่น วัว, ควายป่า, กวาง, กระทิง เป็นอาหาร โดยมักจะกินเนื้อบริเวณตะโพกก่อน เมื่อเหลือจะนำไปซ่อน แล้วจะกลับมากินใหม่จนหมด ในบางครั้งเมื่อมีลูกเสือที่อ่อนแอ แม่เสืออาจกินลูกด้วยถ้าหากปกป้องหรือเลี้ยงต่อไปไม่ได้ เสือโคร่งเป็นเสือที่ชอบเล่นน้ำและว่ายน้ำเก่ง เคยมีรายงานว่าสามารถว่ายน้ำข้ามไปมาระหว่างเกาะและชายฝั่งทะเลได้ เสือตัวผู้จะแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ โดยการใช้เล็บตะกุยดินหรือปัสสาวะรดต้นไม้ ในฤดูผสมพันธุ์เสือตัวผู้จะรับรู้ถึงความต้องการของเสือตัวเมียจากเสียงร้องที่ดังขึ้นบ่อยขึ้น เมื่อได้ผสมพันธุ์แล้วเสือตัวผู้จะจากไป และอาจไปผสมพันธุ์กับเสือตัวเมียอื่น ๆ ได้อีก เสือโคร่งอินโดจีนมีระยะตั้งท้อง 3 เดือน และจะออกลูกในที่ปลอดภัย ออกลูกครั้งละ 1 - 7 ตัว ลูกเสือที่เกิดใหม่ตาจะยังไม่ลืม ลูกเสือที่ไม่แข็งแรงจะตายไป ตัวที่เหลือจะได้รับการเลี้ยงดูและฝึกสอนให้หาอาหารจากแม่ต่อไป เมื่อลูกเสือโตพอที่จะล่าเหยื่อได้เอง ก็จะแยกตัวออกไปหากินตามลำพัง
สถานะของเสือโคร่งอินโดจีนในธรรมชาติในประเทศไทย เหลือเพียง 2 ที่ คือ ป่าเขาใหญ่ และป่าผืนภาคตะวันตกที่ติดกับชายแดนพม่าเท่านั้น จากการศึกษาพบว่า เสือโคร่งอินโดจีนที่พบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้งมีพฤติกรรมล่าเหยื่อสัตว์จำพวกสัตว์กีบมากที่สุด โดยสัตว์ที่ถูกล่าเป็นเพื่อเป็นอาหารมากที่สุด คือ วัวแดง[2]
ในประเทศไทย สถานที่ ๆ เลี้ยงเสือโคร่งอินโดจีนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งและมีชื่อเสียงโด่งดังไปในระดับโลกในฐานะที่เป็นที่ ๆ มนุษย์อยู่ร่วมกับเสือได้อย่างสันติ คือ วัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ในอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีเสือโคร่งอินโดจีนเลี้ยงไว้ด้วยกันหลายตัว โดยเริ่มมาจากการที่มีชาวบ้านนำลูกเสือกำพร้าในป่าแถบนั้นมาให้พระสงฆ์ลูกวัดแห่งนี้อุปการะ
สำหรับในเวียดนาม ถูกล่าอย่างหนัก ปัจจุบันเชื่อว่าเหลือจำนวนประชากรในธรรมชาติไม่ถึง 50 ตัว[3]
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: Panthera tigris corbetti |
อ้างอิง [แก้]
- หนังสือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน (กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2543) โดย กองทุนสัตว์ป่าโลก ISBN 974-87081-5-2
- ↑ China's last wild Indochinese tiger killed, eaten by villager Kang Wannian: report
- ↑ รายการ คน รักษ์ โลก ทางช่อง 11 : 12 มกราคม พ.ศ. 2553
- ↑ ล่าเกือบหมดป่า มีโคร่งอินโดจีนเหลืออยู่ราว 50 ตัว ในเวียดนาม จากผู้จัดการออนไลน์
|
||||||||||