เต้าเต๋อจิง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เต้า เต๋อ จิง
จีนตัวเต็ม 道德经
จีนตัวย่อ 道德經
พินอิน Dàodéjīngเกี่ยวกับเสียงนี้ ฟัง
อักษรเต้า

เต้าเต๋าจิง (จีนตัวย่อ: 道德經; จีนตัวเต็ม: 道德经 [เกี่ยวกับเสียงนี้ ฟัง ]; พินอิน: Dàodéjīng; ฮกเกี้ยน: Tō-tek-keng, เต๋าเต็กเก็ง; อักษรโรมัน: Dao De Jing หรือ Tao Te Ching) เป็นคัมภีร์ที่เล่าจื๊อแต่งขึ้นเมื่อประมาณ 600 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมชาติและปรัชญา

คำว่า "เต้า-เต๋อ-จิง" (Dao-De-Jing) เดิมเป็นเพียงปรัชญาในเรื่องโลกและชีวิต ภายหลังได้พัฒนามาเป็นศาสนา ประกอบไปด้วยพิธีกรรม ศาสนสถาน สามารถแยกเป็นเต้า 道 (ทาง) เต๋อ 德 (คุณธรรม; ความดี) และ จิง 经 (คัมภีร์; สูตร; วรรณคดีชั้นสูง) เมื่อนำทั้ง 3 คำมารวมกัน แปลว่า "คัมภีร์ที่ว่าด้วยคุณสมบัติของเต้า" "สูตรว่าด้วยเต้าและคุณธรรม" ระหว่าง "เต้า 道" กับ "เต๋อ 德" นั้น เต๋าปรากฏขึ้นมาก่อน และเต๋อก็ตามมา

คัมภีร์เต้าเต๋อจิงถูกนำมาแปลลงสู่ภาษาต่าง ๆ มากมาย มีแพร่หลายอยู่ในส่วนต่างๆ ของโลก[1]

ความหมายของ "เต้า"[แก้]

คำว่า "เต้า" (จีน: ) หมายถึง วิถีทางแห่งธรรมชาติ นอกจากนี้เต๋ามีนักปรัชญาให้ความหมายไว้มากมาย เช่น เต๋า หมายถึง หนทาง (มรรคา), กฎ, จารีต, พิธีการ, คุณสมบัติ, กฎแห่งการย้อนกลับ, ธรรมชาติ, กฎแห่งธรรมชาติ เป็นต้น[2]

รายละเอียด[แก้]

ประกอบด้วยอักษรจีนประมาณ 5,000-5,500 ตัวอักษร แบ่งออกเป็นสองภาค นักปราชญ์รุ่นหลังได้แบ่งทั้งหมดออกเป็นรวม 81 บท [3] ได้แก่ ภาคต้น (บทที่ 1-37) และภาคปลาย (บทที่ 38-81 )[4] เดิมทีเรียกชื่อคีมภีร์นี้ว่าคัมภีร์เหลาจื่อตามชื่อผู้แต่ง ภายหลังจึงเรียกเต้าเต๋อจิง โดยเต้าเต๋อจิงเป็นการเรียกขานตำราตามแบบโบราณ โดยเรียกคำแรกในหน้าแรกที่พบในตำรา

  • 道 (พินอิน:Dào เต้า) หมายถึง วิถี, มรรค, หนทาง
  • 德 (พินอิน:Dé เต๋อ) หมายถึง ธรรม, คุณธรรม
  • 经 (พินอิน:Jīng จิง) หมายถึง ตำรา, คัมภีร์

การเริ่มต้นเต้าเต๋อจิง เริ่มด้วยภาคเต้า (道) ตามด้วยภาคเต๋อ (德) การแบ่งออกเป็น 81 บทนี้ได้รับอิทธิพลมาจากนักปราชญ์(neotaoist) รุ่นหลังที่มีชื่อว่า “หวางปี้ (王弼)” (ค.ศ. 226-249) จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1972 มีการขุดพบสุสานโบราณสมัยไซฮั่น หม่าหวังตุย (马王堆)ได้พบ "คัมภีร์เต้าเต๋อจิง (道德经)" ภายหลังมีผู้เสนอให้เปลี่ยนเป็น "เต๋อเต้าจิง" (道德经) เนื่องจากมีการค้นพบหลักฐานใหม่ที่สุสานหม่าหวังตุย (马王堆) ที่เริ่มด้วยภาค “เต๋อ” ก่อนภาค “เต้า” [5]

ประวัติผู้แต่ง[แก้]

ประวัติของเหลาจื่อตามจดหมายเหตุ “สื่อจี้” (史记)ระบุว่า เหลาจื่อแซ่ “หลี่” (李)ชื่อ “เอ๋อร์” (耳) มีชีวิตอยู่ช่วงตอนปลายของราชวงศ์โจว (周朝)เป็นชาวแคว้นฉู่ (楚国) (ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเหอหนาน(河南)) ทำหน้าที่ดูแลหอพระสมุดหลวงแห่งราชสำนักโจว ต่อมาราชสำนักเสื่อมโทรม จึงออกแสวงหาความวิเวก จดหมายเหตุ “จฺว่อจ้วน”(左传)ระบุว่า เหลาจื่อมีชีวิตอยู่ในช่วงพุทธทศวรรษที่ ๓ เป็นผู้สืบทอดเผ่า “เหล่าตัน” (老聃族) (ต้นเผ่า “เหล่าตัน” เป็น ๑ ใน ๘ พี่น้องร่วมมารดาของ “โจวอู่หวาง” (周武王) ก่อนพ.ศ. ๕๒๐ - ๔๘๓ ปี) โดยคำว่า “เหล่า” (老)นั้นมาจากคำเรียกคนในเผ่า “เหล่าตัน”, ส่วนคำว่า “จื่อ” (子)นั้นหมายถึง “นักคิดหรือนักปรัชญา” ฉะนั้นคำว่า “เหลาจื่อ” 老子 จึงแปลความได้ว่า “นักปรัชญาแห่งเผ่าเหล่าตัน”[6]

จุดกำเนิดคัมภีร์เต้าเต๋อจิง[แก้]

เมื่อท่านเหลาจื่ออยู่ในนครหลวงเป็นราชวงศ์โจว (周朝) เมื่อสภาพสังคมที่เสื่อมโทรม จึงได้ตัดสินใจผละจากไป ขี่ควายมุ่งสู่ทะเลทรายชมพูทวีป ระหว่างทางผ่านด่านหานกู่ "อิ๋นสี่" ขุนนางดูแลด่าน เนื่องจากได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานจึงต้อนรับท่านด้วยมิตรจิตมิตรใจอันอบอุ่น ก่อนจากไป อิ๋นสี่พูดกับท่านว่า "ท่านจะไปแล้ว โปรดเขียนหนังสือสักเล่มให้เราเถิด" ครั้นแล้ว ท่านเหลาจื่อจึงเขียนหนังสือไว้ 1 เล่ม[7]



--หลักนิรกรรม อู๋เหวย(無爲、无为)--นอกจากจะเสนอให้ละทิ้งความรู้ฝ่ายโลก และความรู้ที่แบ่งแยกผู้รู้ออกจากสิ่งที่ถูกรู้อย่างเป็นภววิสัยแล้ว สำนักเต๋ายังมองว่าการละทิ้งความรู้ดังกล่าวในที่สุดแล้วจะทำให้มนุษย์ปฏิบัติต่อโลกด้วยการกระทำที่สอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติที่เรียกว่า อู๋เหวย เป็นที่ถกเถียงกันมากว่า อู๋เหวย หมายความว่าอย่างไร คำว่า อู๋ (無) ในภาษาจีนหมายถึง “ไม่มี” แต่เมื่อพิจารณาควบคู่ทั้งสองคำแล้วผู้แปลส่วนใหญ่มักตีความในเชิงเป็นข้อกำหนดในการปฏิบัติว่าเป็นการ “หลีกเลี่ยงการกระทำ” บางอย่าง ปัญหาจึงอยู่ที่คำว่า เหวย (爲) ซึ่งอาจหมายถึงให้หลีกเลี่ยงการกระทำที่มีการไตร่ตรองหรือมีจุดมุ่งหมายบางอย่าง หรืออาจจะหมายถึงหลีกเลี่ยงการกระทำที่ขัดแย้งกับธรรมชาติ การตีความเช่นนี้อาศัยพิจารณาจากท่าทีของสำนักเต๋าที่ปฏิเสธสังคมและให้ความสำคัญกับโลกธรรมชาติ ในภาษาไทยมักแปล อู๋เหวย ว่า “การไม่กระทำ” ซึ่งอาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่าอู๋เหวยคือการนิ่งเฉยไม่กระทำอะไรเลย ที่จริงแล้วอู๋เหวย คือการกระทำที่ จื้อหราน หรือ “เป็นไปเอง” ซึ่งเป็นการกระทำที่อ่อนน้อม ไม่แทรกแซงบังคับ ไม่ต้องใช้ความพยายาม และไม่ใช่การกระทำที่ยืนกรานอะไรบางอย่าง (nonassertive) หากมนุษย์ปฏิบัติต่อสรรพสิ่งด้วยท่าที อู๋เหวย กิจต่างๆ จะสามารถดำเนินไปได้เอง ดังที่ เต๋าเต๋อจิง บทที่ 37 บันทึกไว้ว่า ธรรมวิถี (เต๋า) ย่อมประกอบนิรกรรม (อู๋เหวย) เป็นนิจ โดยมิมีกิจใดที่ไม่ประกอบ แม้นราชะผู้เป็นเจ้าสามารถผดุงไว้ได้ สกลสิ่งย่อมผันแปรไปด้วยตนเอง (ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์, 2547: หน้า 74, คำในวงเล็บเป็นของผู้เรียบเรียง) อู๋เหวยจึงเป็นการกระทำที่ตระหนักถึงตัวตนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งและต้องสัมพันธ์กับสรรพสิ่ง เมื่อเราพัฒนาเต๋อของเราและดำเนินตามเป้าหมายที่วางไว้ ในขณะเดียวกันเราก็ต้องส่งเสริมเกื้อหนุนสิ่งต่างๆ รอบตัวด้วย ในเต๋าเต๋อจิง จะกล่าวถึง อู๋เหวย ในบริบทของการปกครองเป็นหลัก โดยเสนอว่า “การปกครองโดยไม่ปกครอง” ถือเป็นศิลปะแห่งการปกครองสูงสุด ดังในเต๋าเต๋อจิง บทที่ 57 บันทึกไว้ว่าอริยมนุษย์จึงกล่าวไว้ว่า ‘ข้ามิกอปรกรรม ประชาธรรมก็บังเกิดเอง ข้ารักนิ่งสงบ ประชาก็พบครรลองเอง ข้าปราศจากกิจ ประชาก็บริบูรณ์เอง ข้ามิปรารถนา ประชาก็เรียบง่ายพอใจเอง’ (ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์, 2547: หน้า 114) โดยทั่วไป “อำนาจ” การปกครองที่รัฐใช้ เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นโดยใช้กฎหมายและกำลังบังคับเป็นเครื่องมือควบคุมประชาชน แต่สำนักเต๋าเสนอให้รัฐลดการใช้อำนาจดังกล่าว แล้วหันมาใช้ “อำนาจ” ที่เป็นพลังเชิงอ่อนแทน กล่าวคือ รัฐควรหยุดการกระทำที่เป็น “อำนาจ” ในเชิงควบคุม คุกคาม ขู่เข็ญ เช่น ลดการออกคำสั่ง กฎหมาย และการทำสงคราม ลดข้อกำหนดมาตรฐานคุณค่า การยกย่องเชิดชู การให้รางวัลและลงโทษ ลดการส่งเสริมวิทยาการความรู้ที่ทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของประชาชน เป็นต้น สำนักเต๋ามองว่าหากรัฐทำเช่นนี้ได้สังคมและประชาชนทั้งหมดจะค่อยๆ หวนคืนสู่วิถีธรรมชาติดั้งเดิมของตนได้เอง ด้วยหลักการปกครองโดยไม่ปกครองนี่เอง เหลาจื่อจึงจัดอันดับให้ผู้ปกครองที่ประชาชนเพียงรู้ว่ามีอยู่เป็นผู้ปกครองที่ดีที่สุด ดังเต๋าเต๋อจิง บทที่ 17 บันทึกไว้ว่า เบื้องบนชั้นวิเศษสุด ผู้อยู่เบื้องล่างเพียงรู้ว่ามีอยู่ ระดับถัดมา เบื้องล่างรู้สึกสนิทใจ ระดับถัดมา เบื้องล่างแซ่ซ้องสดุดี ระดับถัดมา เบื้องล่างหวาดหวั่นยำเกรง ระดับถัดมา เบื้องล่างปรามาสหมิ่นแคลน (ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์, 2547: หน้า 34) สิ่งที่น่าสังเกตประการหนึ่ง คือ นอกจากสำนักเต๋าจะเสนอให้มนุษย์สัมพันธ์กับโลกโดยการให้ละทิ้ง “ความรู้” และ “การกระทำ” บางอย่างแล้ว ยังให้ลด “ความปรารถนา” (無欲) ด้วย ประโยคที่ว่า “ข้ามิปรารถนา ประชาก็เรียบง่ายพอใจเอง” มิใช่หมายความว่าไม่ให้ปรารถนาสิ่งใด หากแต่เป็นการให้ลดความปรารถนาที่จะครอบครองควบคุมนั่นเอง ส่วนในจวงจื่อกลุ่มบทในไม่ได้อธิบาย อู๋เหวย ในบริบทของการปกครองอย่างโดดเด่นเฉกเช่น เต๋าเต๋อจิง แต่จวงจื่อเน้นให้ความเข้าใจ อู๋เหวย ในบริบทของปัจเจกบุคคล โดยอธิบายลักษณะและท่าทีของผู้ที่สามารถปฏิบัติ อู๋เหวย หรือสามารถสร้างความกลมกลืนระหว่างตัวตน การกระทำ และโลกที่สัมพันธ์ได้อย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ ผ่านทักษะและลีลาการแล่เนื้อของพ่อครัวติง (จวงจื่อ บทที่ 3) (ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์, 2540: หน้า 60-64) เรื่องราวของพ่อครัวติงนี้ทำให้เข้าใจมากขึ้นว่าจวงจื่อมองการกระทำที่กลมกลืนกับธรรมชาติว่าคือการกระทำที่มาจากทักษะซึ่งสามารถ “ลืม” การแยกแยะจนกระทำได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม

เอกสารอ้างอิง ค้นหาจาก:สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ : ปรัชญาสำนักเต๋า: www.philospedia.net/daoism.html


คำสอนของ "เต้าเต๋อจิง" ของ ปรมาจารย์เล่าจื้อ[แก้]

ท่านปรมาจารย์เล่าจื๊อได้พยายามปลูกฝังให้สานุศิษย์และมนุษยชาติยึดถือคุณสมบัติ 32 ประการและนำมาปฏิบัติประมาณ 2,780 ปีก่อน ซึ่งปรากฏอยู่ในคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” และเป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ในการฝึกอบรมพัฒนาจิตใจในการทำงานตามแนวปรัชญาของท่านเล่าจื๊อ มีดังนี้คือ 1.มีความรักและมุ่งมั่น มุมานะและตั้งใจ ที่จะทำงานให้บรรลุผลสำเร็จสูงสุดในงานที่ตนได้รับมอบหมายหรือที่รับผิดชอบ (รับผิดชอบงานของตน) 2.มีความรักและมุ่งมั่น มุมานะและตั้งใจ ที่จะทำงานให้บรรลุผลสำเร็จสูงสุดในทุกภารกิจขององค์กรโดยรวม (รับผิดชอบงานของส่วนรวม) 3.มีความซื่อสัตย์สุจริตในการทำงาน 4.มีความกตัญญูและกตเวทีต่อองค์กร ฯ และต่อผู้มีพระคุณ 5.เป็นผู้มีความสุขในการช่วยเหลือผู้อื่น มีความสามัคคีกลมเกลียว 6.เป็นผู้มีความรักและเอื้ออาทรต่อคนอื่น มีจิตใจโอบอ้อมอารี 7.มีจิตคิดปรารถนาดีต่อผู้อื่น ไม่มีจิตคิดอิจฉาริษยา ไม่คิดเอาเปรียบผู้อื่น 8.มีความรับผิดชอบในงาน มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว สังคม และประเทศชาติ 9.มีความรู้ความสามารถ และตั้งใจเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 10.มีความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวเข้าได้กับการเปลี่ยนแปลงในทุกสถานการณ์ 11.มีปัญหา กล้าเผชิญปัญหา สามารถขจัดและแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงด้วยดีได้ 12.ชอบค้นหาความดีของผู้อื่น กล้าค้นหาความบกพร่องของตนเพื่อการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น 13.เป็นผู้มีความคิดที่ยิ่งใหญ่ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและองค์กร มากกว่าประโยชน์ส่วนตน 14.เป็นผู้เอาใจใส่ต่อผู้คน ใช้ความรัก ความเมตตากรุณา มาสลายและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น 15.เป็นผู้มีสติกำกับการคิด การพูด และการกระทำ เมื่อเผชิญปัญหาใด ๆ ก็ไม่ตกใจ อดทนต่อการรอคอยเป็นเวลานานได้ อดทนต่อความทุกข์ยากลำบากได้ สามารถยิ้มรับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ได้ 16.เป็นผู้มีจิตใจกว้างขวาง พูดน้อยทำมาก ไม่ใส่ใจในเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อย 17.ไม่คุยโวโอ้อวด ไม่ยึดถือตัวเองเป็นใหญ่ ไม่หวั่นไหวกับความสำเร็จเล็ก ๆ น้อยๆ 18.เป็นผู้ที่พูดคุยกันได้ด้วยความจริงใจ 19.เป็นผู้มีน้ำใจงาม มีความเรียบง่าย 20.เป็นผู้มีความเป็นชีวิตชีวา ใช้ความนิ่มนวลเอาชนะความแข็งกระด้าง 21.มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล 22.เป็นผู้รู้ความหมายในชีวิต 23.ใส่ใจในกิจการงานขององค์กร อย่างเหนียวแน่น รอบคอบและรอบรู้ 24.มองโลกในแง่ดี ให้อภัยในความผิดพลาดของผู้อื่น 25.ไม่เย่อหยิ่งจองหอง มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน 26.ไม่หุนหันพลันแล่น มีความสุขุมเยือกเย็น 27.ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่อวดอ้างฝีมือ 28.ทำงานด้วยความจริงจัง ด้วยความระมัดระวัง และเข้มแข็งอดทน 29.เป็นผู้มีสติ มีจิตใจที่สงบ ไม่ตื่นเต้นตกใจง่าย 30.เป็นได้ทั้งเจ้านายที่ดี และลูกน้องที่ดี 31.ไม่ผูกพยาบาท อาฆาตโกรธแค้นผู้ใด 32.มีการพัฒนาตนเองไม่หยุดยั้ง[8]

การแปลเต้าเต๋อจิงในโลกตะวันตก[แก้]

เต้าเต๋อจิงนอกจากจะมีการแปลเป็นภาษาไทยแล้วยังมีการแปลเป็นภาษาตะวันตกต่างๆ มากกว่า 250 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส[9] อ้างอิงจากคำกล่าวของ Holmes Welch ว่า “มันเป็นเกมปริศนาที่ทุกคนต่างก็ต้องการจะเป็นคนที่ไขมันสำเร็จ”[10] การแปลส่วนใหญ่มักแปลโดยคนที่มีพื้นฐานทางภาษาและปรัชญาและเป็นผู้ที่พยายามจะแปลความหมายให้ถูกต้องครบถ้วนและตรงตามต้นฉบับให้ได้มากที่สุด [11]

ฉบับแปลเต้าเต๋อจิงที่เป็นที่นิยมหลายฉบับถูกแปลออกมาโดยมีแง่มุมทางวิชาการอยู่น้อย และมักใส่การตีความส่วนบุคคลเข้าไปด้วย นักวิจารณ์ฉบับแปลที่มีการใส่การตีความส่วนบุคคลเข้าไป อาทิ นักวิชาการด้านเต๋า Eugene Eoyang อ้างว่านักแปล อย่างเช่น Stephen Mitchell แปลเต้าเต๋อจิงที่มีความหมายที่แผกแยกจากตัวต้นฉบับและยังไม่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ของปรัชญาจีน[12] Russell Kirkland ยังถกต่อไปอีกว่าฉบับแปลเหล่านี้อิงตามจินตนาการของผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกศึกษาที่เป็นชาวตะวันตก และยังนำเสนอการหยิบยืมวัฒนธรรมจีนที่มาจากการยึดครองอาณานิคม[13][14] ในทางตรงกันข้าม Huston Smith นักวิชาการด้านศาสนาของโลกกล่าวว่าฉบับแปลของ Mitchell นั้น “ใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบที่สุดในยุคของเราเท่าที่ข้าพเจ้าจะจินตนาการได้ มันรวมเอาคุณธรรมอันสูงส่งที่ผู้แปลยกย่องให้แก่ต้นฉบับภาษาจีน ความโปร่งใสแจ่มชัดราวกับอัญมณีที่เปล่งประกายไปด้วยอารมณ์ขันที่งามสง่า จิตใจที่กว้างขวาง และเชาวน์ปัญญาอันลึกซึ้งเอาไว้”

นักวิชาการด้านเต๋ารายอื่น อาทิ Michael LaFargue [15] และ Jonathan Herman [16] เห็นว่าถึงแม้ฉบับแปลดังกล่าวจะมีข้อด้อยทางด้านวิชาการแต่ก็บรรลุจุดประสงค์ของความต้องการทางจิตวิญญานของโลกตะวันตก ฉบับแปลเวอร์ชั่นที่ปรับให้เข้ากับโลกตะวันตกนี้พุ่งเป้าไปที่การทำให้ผู้อ่านยุคใหม่ที่ใช้ภาษาอังกฤษเข้าถึงเชาวน์ปัญญาของเต้าเต๋อจิงได้มากขึ้นโดยการใช้วัฒนธรรมที่คุ้นเคยและการอ้างอิงที่ใกล้ตัวผู้อ่าน

ฉบับแปลไทย[แก้]

เต้าเต๋อจิงเริ่มมีการแปลตั้งแต่ พ.ศ. 2506-ปัจจุบัน มีการแปลไม่ต่ำกว่า 20 สำนวน ได้แก่

ลำดับ ปีที่พิมพ์ ผู้แปล ชื่อหนังสือ แปลจากภาษา
1 2506 เสถียร โพธินันทะ เมธีตะวันออก จีน
2 2510 จำนงค์ ทองประเสริฐ บ่อเกิดลัทธิประเพณีจีน อังกฤษ
3 2516 จ่าง แซ่ตั้ง เต้า จีน
4 2517 เลียง เสถียรสุต คัมภีร์เหลาจื้อ จีน
5 2521 พจนา จันทรสันติ วิถีเต๋า อังกฤษ
6 2527 สมเกียรติ สุขโข, เนาวรัตน์ พงไพบูลณ์ คัมภีร์คุณธรรม อังกฤษ
7 ไม่ทราบ สมภพ โรจนพันธุ์ เต๋าที่เล่าแจ้ง อังกฤษ
8 ไม่ทราบ ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ คัมภีร์เต๋า ฉบับสมบูรณ์ พร้อมอรรถกถา อังกฤษ
9 2529 ทองสด เมฆเมืองทอง เต๋าคือเต๋า จีน
10 2530 ทองแถม นาถจำนง เหลาจื่อสอนว่า... จีน
11 2530 จ่าง แซ่ตั้ง ปรมัตถ์เต๋า จีน
12 2534 บุญมาก พรหมพ้วย เต๋าย่อมไร้นาม อังกฤษ
13 2536 มงคล สีห์โสภณ เต๋า อังกฤษ
14 2537 โชติช่วง นาดอน (ทองแถม นาถจำนง) เต๋าเต็กเก็ง จีน
15 ไม่ทราบ สุขสันต์ วิเวกเมธากร ปรัชญาเหลาจื๊อ จีน
16 2538 บัญชา ศิริไกร คัมภีร์ ปรัชญาเหลาจื่อ จีน
17 2538 บุญสิริ สุวรรณเพ็ชร์ แสงสว่างแห่งสัจธรรมและคุณธรรมเต๋า จีน
18 2538 ทองหล่อ วงษ์ธรรมา ปรัชญาจีน อังกฤษ
19 2539 ประยงศ สวรรณบุปผา คัมภีร์ เต๋า เต้ จิง อังกฤษ
20 2541 อาจารย์สัมปันโน สามลัทธิศาสนาที่น่าสนใจ อังกฤษ
21 2543 ชาตรี แซ่บ้าง ศีกษาคัมภีร์เต้าเต๋อ จีน
22 2546 กลิ่นสุคนธ์ อริยฉัตรกุล เต้าเต๋อจิง จีน
23 2547 ภาวิช ทองโรจน์ วิถีเต๋าของท่านเล่าจื๊อ อังกฤษ
24 2547 ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์ คัมภีร์เต๋าของเหลาจื๊อ จีน
25 2548 ประชา หุตานุวัตร ผู้นำที่แท้ : มรรควิธีของเล่าจื๊อ อังกฤษ
26 2548 ชาตรี แซ่บ้าง ปรัชญาเต๋า : วิถีแห่งธรรมชาติ วิถีคน วิถีใจ จีน
27 2549 ทองหล้อ วงษ์ธรรมา เต๋าทางแห่งธรรมชาติ อังกฤษ
28 2558 สรวงอัปสร กสิกรานันท์ เต้าเต๋อจิง : คัมภีร์เต๋า ไม่ทราบ

ลิงก์อ่านเต้าเต๋อจิงออนไลน์[แก้]

บทวิเคราะห์และข้อวิจารณ์[แก้]

แม้ว่า "คัมภีร์เต้าเต๋อจิง (道德经)" จะได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือขนาดเล็กที่มีอิทธิพลกว้างไกลที่สุดเล่มหนึ่ง แต่ก็มิได้หมายความว่าคัมภีร์นี้จะรอดพ้นข้อวิพากษ์วิจารณ์ของนักวิชาการไปได้ ประเด็นสำคัญที่มักจะถือกันว่าคือข้ออ่อนด้อย ได้แก่ ความคลุมเคลือไม่ชัดเจนว่า "เต้า (道)"" หมายถึงอะไรกันแน่ และลักษณะรหัสยลัทธิ (mystical) ซึ่งดูเหมือนว่าจะแฝงเร้นอยู่ในคัมภีร์โดยทั่วไป[17] แต่ผู้เขียนกลับมีความเห็นว่าประเด็นสำคัญที่สุดที่ทำให้คัมภีร์นี้มีลักษณะ "คลุมเคลือไม่ชัดเจน" น่าจะมาจากกระบวนวิธีทางตรรกะพื้นฐานของ "คัมภีร์เต้าเต๋อจิง (道德经)" มากกว่า ความหมายของคำว่า "ชัดเจน" ในทางปรัชญา บ่อยครั้งอิงอยู่บนตรรกะซึ่งถือว่า A และ -A เป็นสิ่งที่แตกต่างและแยกแยะจากกันได้เด็ดขาด ตามหลักตรรกวิทยาแบบอริสโตเติล การคิดในกรอบนี้ย่อมมีความ "ชัดเจน" เพราะเป็นการกำหนดความหมาของสิ่งหนึ่ง โดยแยกแยะสิ่งนั้นออกจากสิ่งอื่นได้ในตัวของมันเอง แต่ถ้ากระบวนวิธีคิดในระดับตรรกะพื้นฐานนั้นไม่ได้วางอยู่บนหลักตรรกะแบบอริสโตเติล ความ "ชัดเจน" อาจจะเป็นสิ่งที่ซับซ้อนยากขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง หากจะพบว่า ตรรกะพื้นฐานของ "คัมภีร์เต้าเต๋อจิง (道德经)" มีลักษณะอย่างไรบ้าง ก็คงพอจะเป็นข้อสังเกตได้อย่างน้อย 3 ประการต่อไปนี้ คือ "1.การกลับคืนสู่ภาวะตรงข้าม (Return to opposite)" "2. การอิงอาศัยกันของภาวะตรงข้าม (Interdependence of opposite)" และ "3. การให้ค่าแก่ภาวะเชิงอ่อน (Value the soft)" ซึ่งข้อสังเกตทั้ง 3 ประการนี้มาจาก "คัมภีร์เต้าเต๋อจิง (道德经)" เป็นที่น่าสังเกตว่า กระบวนวิธีการมองภาวะตรงข้าม (สูง-ต่ำ ดี-ชั่ว แข็ง-อ่อน) ใน "คัมภีร์เต้าเต๋อจิง (道德经)" มีอยู่ถึง 3 ลักษณะด้วยกันคือ มองว่าภาวะตรงข้ามเกิดขึ้นจากการแยะแยะเปรียบเทียบ การกำหนดเกณฑ์ให้สิ่งหนึ่งเท่ากับเป็นการกำหนดภาวะตรงข้ามโดยปริยาย ด้วยเหตุนี้ภาวะตรงข้ามจึง "อิงอาศัยกัน" เกิดขึ้น สมมติ ในสังคม ก กำหนดความสูงสำคัญสำหรับสตรีซึ่งถือว่า "งาม" ไว้ที่ 160 เซนติเมตร สตรีที่สูงไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าวย่อมถูกถือว่า "เตี้ย" และ "ไม่งาม" โดยปริยาย นอกจากนี้ ภาวะตรงข้ามใน "คัมภีร์เต้าเต๋อจิง (道德经)" ยังมีลักษณะเคลื่อนไหวไปมาระหว่างกัน จากภาวะ "คม" ไปสู่ "ทื่อ" จาก "สูง (高)" มา "ต่ำ (低)" ประเด็นนี้มีปัญหาที่จำเป็นต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติม กล่าวคือ หากภาวะตรงข้ามย่อยแปรเปลี่ยนไปสู่กันโดยธรรมชาติ การให้ค่าแก่ภาวะเชิงอ่อน (the soft, the weak) ย่อมมิใช่สิ่งจำเป็น แต่ดูเหมือนว่าการให้ค่าแก่ภาวะเชิงอ่อนใน "คัมภีร์เต้าเต๋อจิง (道德经)" เป็นประเด็นทางปรัชญาที่มีความสำคัญมาก การตีความข้อสังเกตประการที่ 2 ในที่นี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น ศาสตราจารย์ดี ซี เลา ได้อภิปรายประเด็นนี้ว่าเราควรเข้าใจตรรกะแห่งการแปรเปลี่ยนไปสู่ภาวะตรงข้าม ในแง่ที่ว่า สิ่งซึ่งอยู่สูงย่อมตกต่ำลงโดยธรรมชาติ แต่การแปรเปลี่ยนจากที่ต่ำสู่ภาวะ "สูง (高)" เป็น "การกระทำ (动作)" โดยจงใจและพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป[18] ประเด็นของศาสตราจารย์เลาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากไม่อธิบายประเด็นนี้ให้ชัดเจน อาจเป็นได้ว่า การเสนอให้กระทำโดย "ไม่กระทำ (不做)" หรือปกครอง โดย "ไม่ปกครอง" จะเป็นเรื่องที่ "ขัด" ธรรมชาติ โดยไม่จำเป็น เพราะภาวะตรงข้ามย่อมแปรเปลี่ยนสู่กันและกันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ข้อสังเกตประการที่ 3 อันได้แก่การให้ค่าแก่ภาวะเชิงอ่อนนั้นเป็นประเด็นสืบเนื่องจากข้ออภิปรายของศาสตราจารย์เลา กล่าวคือ เป็นข้อเสนอทางปรัชญาที่ค่อนข้างชัดเจนและสำคัญยิ่งใน "คัมภีร์เต้าเต๋อจิง (道德经)" ทั้งในฐานะที่เป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับการดำเนินไปของธรรมชาติ และในฐานะที่เป็นข้อเสนอสำหรับการปกครอง หากการใช้กำลังหรืออำนาจเชิงแข็ง เป็นสิ่งที่ "ขัด" กับธรรมชาติ (自然) และมีแต่จะนำพาสู่ความปราชัยและอันตรายต่อผู้ใช้อำนาจเอง การให้ค่าแก่ภาวะเชิงอ่อน ย่อมเป็นการหลีกเลี่ยงอันตรายอันมาจากการใช้อำนาจ เพราะเป็น "การไม่กระทำ" ซึ่งสอดคล้องกับภาวะธรรมชาตินั่นเอง "คัมภีร์เต้าเต๋อจิง (道德经)" มิใช่แม่พิมพ์หรือสูตรสำเร็จสำหรับการแก้ปัญหาของมนุษย์ ความลุ่มลึกและซับซ้อนทางความคิดในตัวของมันเอง อาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าใจ "เต้า (道)" สำหรับบุคคลทั่วไป แต่ในขณะเดียวกัน การมองข้ามคัมภีร์เล่มเล็กอันสำคัญยิ่งนี้ก็คงมิใช่การแสดงภูมิปัญญาอันสูงส่งของมนุษย์เช่นกัน จากข้อเท็จจริงที่ว่าได้มี ปราชญ์ ผู้รู้ ผู้สนใจจำนวนมากทั้งในประวัติศาสตร์จีนและอารยธรรมอื่น ซึ่งใฝ่ศึกษาเรียนรู้คัมภีร์เล่มเล็กนี้ คงพอจะเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า "คัมภีร์เต้าเต๋อจิง (道德经)" สามารถมี "ชีวิต (生活)" มีความหมายอันสำคัญยิ่งต่อวิกฤตการณ์ต่างๆ ของโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน ถึงแม้ว่าลัทธิเต้า (道家) มิได้เป็นแกนหลักแห่งอารยธรรมจีน (中国文明) ดังเช่นลัทธิขงจื่อ (儒家) ซึ่งให้คำตอบทางจารีตและจริยธรรมอันเป็นรูปธรรมสำหรับสมาชิกทุกหมู่เหล่าในสังคมจีน (中国社会) แต่ "คัมภีร์เต้าเต๋อจิง (道德经)" ก็สามารถจุดประกายประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กระแสอารยธรรมที่เป็นอยู่ได้อย่างสำคัญและสมสมัยมาตลอดและคงจะธำรงไว้ซึ่งบทบาทนี้ต่อไปอีกนาน[19]

อ้างอิง[แก้]

  1. ทองหล่อ วงษ์ธรรมา. เต๋า : ทางแห่งธรรมชาติ (Way of Nature). กรุงเทพฯ : โอเด็นสโตร์, 2549. หน้า 49-50
  2. อ้างแล้วใน ทองหล่อ วงษ์ธรรมา. เต๋า : ทางแห่งธรรมชาติ (Way of Nature). หน้า 21
  3. คณาจารย์ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น(Innsbruck).วิธีสืบค้นวัสดุสารสนเทศ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://202.28.117.35/UserFiles/chapter6.pdf (วันที่ค้นข้อมูล : 12 มีนาคม 2558).
  4. เสถียร โพธินันทะ.เมธีตะวันออก. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สร้างสรรค์บุ๊ค, 2544.
  5. ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์.คัมภีร์เต๋าของเหลาจื๊อ.พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สร้างสรรค์บุ๊ค, 2553.
  6. ________________.วิธีสืบค้นวัสดุสารสนเทศ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.yokipedia.com/chinesegods/151-2010-09-09-17-56-06 (วันที่ค้นข้อมูล : 15 กันยายน 2556).
  7. ________________.วิธีสืบค้นวัสดุสารสนเทศ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.daodexinxi.org/cont.php?conW_id=80 (วันที่ค้นข้อมูล : 15 ตุลาคม 2556).
  8. www.baanmaha.com/community/thread 32133.html
  9. LaFargue, Michael and Pas, Julian. On Translating the Tao-te-ching in Kohn and LaFargue (1998), p. 277
  10. Welch (1965), p. 7
  11. The Journal of Religion
  12. The Journal of Religion
  13. "THE TAOISM OF THE WESTERN IMAGINATION AND THE TAOISM OF CHINA: DE-COLONIALIZING THE EXOTIC TEACHINGS OF THE EAST". Archived from the original on 2007-01-02. 
  14. Taoism: the enduring tradition – Google Books. Books.google.com. สืบค้นเมื่อ 2010-08-13. 
  15. Lao-tzu and the Tao-te-ching: Studies in Ethics, Law, and the Human Ideal
  16. Journal of the American Academy of Religion
  17. A. C. Gramham, Disputers of the Tao (lllinois: Open Courts, 1989), pp. 234-235. ผู้เขียนพยายามอธิบายว่าสิ่งซึ่งเป็น mystical นั้น จริงๆ แล้วเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งซึ่ง pracitical อย่างไร
  18. D. C. Lau, "The treatment of Opposites in Lao Tzu," Bulletin of the School of Oriental and African Studies (1958), p. 348.
  19. สุวรรณา สถาอานันท์. กระแสธารปรัชญาจีน : ข้อโต้แย้งเรื่องธรรมชาติ อำนาจ และจารีต. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : สยามปริทัศน์, 2556. หน้า 164-170