อสูร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ตามความเชื่อในศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ อสูร (สันสกฤต: บาลี: असुर) คือเทวดาจำพวกหนึ่ง มีนิสัยดุร้าย เป็นปฏิปักษ์กับเทวดาพวกอื่นซึ่งอาศัยบนสวรรค์ อสูรเพศหญิงเรียกว่าอสุรี

พัฒนาการความเชื่อ[แก้]

ในคัมภีร์ฤคเวทตอนต้นใช้คำว่า อสูร หมายถึงเทพชั้นหัวหน้า เช่น พระอินทร์ พระพิรุณ พระอัคนี และเป็นคำเดียวกับคำว่า อหุระ (Ahura) ในพระนาม “พระอหุระมาซดะพระเป็นเจ้าในศาสนาโซโรอัสเตอร์[1] สมัยต่อมา “อสูร” กลับใช้หมายถึง ศัตรูของเทพ ซึ่งพระประชาบดีทรงสร้างขึ้นมาจากลมหายใจของพระองค์ โดยคำว่า “อสุ” หมายถึงลมหายใจของพระประชาบดี[1] คัมภีร์ชั้นหลังต่อมา เช่น ฤคเวทภาคหลัง อาถรรพเวท และปุราณะต่าง ๆ มีการตีความหมายใหม่ว่า “อสุระ” แปลว่า ไม่ใช่เทพ (อ (ไม่ใช่) + สุระ (เทพ)) คือเป็นอริกับเหล่าเทพ[2] และปรากฏตำนานหลายเรื่องกล่าวถึงสงครามหรือความขัดแย้งระหว่างเทพกับอสูร เช่น ตอนกวนเกษียรสมุทรในกูรมาวตาร เทวาสุรสงคราม เป็นต้น

อสูร จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความชั่ว ความโหดร้าย[2] ต่างจากเทวดาซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความดีและความเมตตา

ศาสนาพุทธ[แก้]

ศาสนาพุทธเชื่อว่า แต่เดิมอสูรเป็นเทวดาอาศัยในเมืองสุทัศน์ บนยอดเขาพระสุเมรุ มีท้าวเวปจิตติเป็นจอมเทพ ต่อมาถูกมฆมานพซึ่งมาเกิดเป็นพระอินทร์และบริวารมอมเหล้าจนไม่ได้สติ จึงถูกจับโยนลงมาอยู่ใต้เขาพระสุเมรุ ด้วยอำนาจบุญเก่าจึงเกิดเป็นเมืองใหม่ลักษณะเหมือนเมืองสุทัศน์ อยู่ใต้เขานั้นเป็นที่อาศัยของเหล่าอสูร เหล่าอสูรก้เข้าใจว่าตนยังอยู่บนเขาพระสุเมรุ จนเมื่อเห็นต้นแคฟอยในเมืองออกดอก อสูรจึงระลึกได้ว่าตนเองอยู่ใต้เขา เพราะในเมืองสุทัศน์มีต้นปาริชาต[3] อสูรก็จะแต่งกองทัพอสูรยกไปหมายจะชิงเอาเมืองสุทัศน์คืน จึงเรียกว่า "เทวาสุรสงคราม" (สงครามระหว่างเทพกับอสูร) ทั้งสองฝ่ายผลัดกันแพ้ชนะเรื่อยมา ฝ่ายใดแพ้ก็จะหนีกลับเข้าเมือง ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถตีเข้าเมืองได้ ตกยกทัพกลับไป ทั้งสองเมืองจึงได้ชื่อว่าอยุชฌปุระ (เมืองที่ไม่มีใครรบชนะได้)

อสูรที่สำคัญ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  • ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานกรมศัพท์วรณกรรมไทย, กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2552.
  • พระสัทธัมมโชติกะ, ปรมัตถโชติกะ มหาอภิธัมมัตถสังคหฎีกา ปริจเฉทที่ 5 เล่ม 1 วีถิมุตตสังคหะ ภูมิจตุกกะและปฏิสนธิจตุกกะ, พิมพ์ครั้งที่ 6, กรุงเทพฯ : มูลนิธิสัทธัมมโชติกะ, 2546.
  1. 1.0 1.1 พจนานุกรมศัพท์วรรณกรรมไทย, หน้า 368
  2. 2.0 2.1 พจนานุกรมศัพท์วรรณกรรมไทย, หน้า 549
  3. ปรมัตถโชติกะ, หน้า 78