หมาป่าไคโยตี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ไคโยตี (แก้ความกำกวม)
หมาป่าไคโยตี
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: สัตว์
ไฟลัม: สัตว์มีแกนสันหลัง
ชั้น: สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม
อันดับ: สัตว์กินเนื้อ
วงศ์: หมา
สกุล: หมา
สปีชีส์: C. latrans
ชื่อทวินาม
Canis latrans
Say, 1823
ถิ่นอาศัย

หมาป่าโคโยตี หรือ ไคโยตี หรือ ไคโยต (สำเนียงอเมริกัน: /kaɪˈoʊt̬i/, kaɪˈoʊt) หรือ โคโยตี (สำเนียงบริเตน: /kɔɪˈəʊti/) จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นหมาป่าชนิดหนึ่ง ในตระกูลหมาใกล้เคียงกับหมาบ้าน หมาป่าไคโยตีมักออกล่าเหยื่อเดี่ยว และในบางครั้งอาจพบเจออยู่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ช่วงชีวิตของหมาป่าไคโยตีประมาณ 6 ปี อยู่อาศัยบริเวณทุ่งราบ และพบได้ในทวีปอเมริกาเหนือ หมาป่าไคโยตีถูกพบเจอครั้งแรกบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา และแถบคอสตาริกา ซึ่งภายหลังหมาป่าไคโยตีได้ขยายดินแดนขึ้นมาทางอเมริกาเหนือ

ชื่อ[แก้]

ชื่อ "ไคโยตี" เป็นภาษาสเปนคำว่า โคโยเต coyote ที่มาจากประเทศเม็กซิโก ที่ยืมต่อมาจาก ภาษานาวาเติล ของชาวแอซเทค คำว่า cóyotl [ˈkojoːtɬ] ที่หมายถึง สุนัขร้องเพลง

รูปร่างลักษณะ[แก้]

โครงกระดูกของไพลสโตซีน ไคโยตี (Pleistocene coyote (C. l. orcutti) )
หมาป่าไคโยตีหันด้านข้าง
กระโหลก

ขนของหมาป่าไคโยตีมีอยู่หลายสี ข้างบนมีตั้งแต่สีน้ำตาลอมเทาจนถึงสีเทาอมเหลือง ส่วนตรงลำคอและท้องมักมีน้ำตาลเหลือง หรือ สีขาว ขาหน้า ข้างหัว ปาก และ ตีน มักมีสีน้ำตาลอมแดง ขนสั้นตรงหลังมักมีสีเหลืองเข้ม ปลายสีดำ ซึ่งทำให้มีลายสีดำกลางหลัง ไหล่มักมีสีเข้มเป็นเส้นขวาง ต่อมกลิ่นอยู่ตรงปลายหางมักเป็นสีดำ หมาป่าไคโยตีสลัดขนปีละครั้ง โดยเริ่มจากเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่สลัดขนบาง จนกระทั่งถึงเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงที่สลัดขนมากกว่า หมาป่าไคโยตีมีหูขนาดใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของหัว ส่วนตีนมีขนาดเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของลำตัว[1]นักวิชาการหลายคนสังเกตว่ากระดูกหุ้มสมองของหมาป่าไคโยตีมีขนาดที่ใกล้เคียงกระดูกหุ้มสมองของหมาบ้านมากกว่ากระดูกหุ้มสมองของหมาป่า หมาป่าไคโยตีที่อาศัยอยู่ตามภูเขามักมีขนที่สีเข้มว่าหมาป่าไคโยตีที่อาศัยอยู่ตามทะเลทราย[2]

หมาป่าไคโยตีมีลำตัวยาวประมาณ 76–86 เซนติเมตร โดยไม่รวมหางซึ่งยาวประมาณ 30–41 เซนติเมตร ยืนสูงประมาณ 58–66 เซนติเมตร โดยวัดจากตีนถึงไหล่ มีน้ำหนักประมาณ 6.8–20.9 กิโลกรัม[3][4] หมาป่าไคโยตีพันธุ์ภาคเหนือมักตัวใหญ่กว่าหมาป่าไคโยตีพันธุ์ภาคใต้ โดยมีน้ำหนักหนักสุดคือ 33.91 กิโลกรัม ความยาวทั้งสิ้น 1.75 เมตร [5][6]

พฤติกรรม[แก้]

ส่วนมากฝูงหนึ่งมักมีหมาป่าไคโยตีที่อายุใกล้กันไม่ว่าจะโตเต็มตัวหรือกำลังเติบโตประมาณ 6 ตัว ฝูงหมาป่าไคโยตีส่วนใหญ่มักมีจำนวนน้อยกว่าฝูงหมาป่า และความสัมพันธุ์ระหว่างสมาชิกมักไม่มั่นคงเท่าความสัมพันธุ์ระหว่างสมาชิกของฝูงหมาป่า[7] ซึ่งทำให้พฤติกรรมทางสังคมของหมาป่าไคโยนีใกล้เคียงกับหมาป่าดิงโกมากกว่า[8]

การสื่อสาร[แก้]

เสียงร้องของหมาป่าไคโยตีเป็นเสียงที่สูง ไม่ว่าจะเป็นเสียงเห่าหรือหอน เสียงดั่งกล่าวอาจเป็นเสียงยาวจากต่ำไปสูงหรือจากสูงไปต่ำ (เวลาหอน) มักใช้เสียงนี้ยามกลางคืนหรือหัวค่ำ แต่บางครั้งก็อาจหอนยามกลางวัน มักใช้เสียงเหล่านี้ในยามฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นฤดูผสมพันธุ์ และในยามฤดูใบไม้ร่วงซึ่งเป็นยามที่ลูกหมาป่าไคโยตีต้องจากลาจากครอบครัวเพื่อไปตั้งรากฐานใหม่เป็นของตัวเอง หมาป่าไคโยตีมักร้องเป็นเสียงสูงเมื่อเรียกฝูงตนมารวมตัว ฝูงหมาป่าไคโยตีจะหอนเสียงสูงขึ้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมารวมตัวกันเป็นฝูงใหญ่

ในสื่ออื่น[แก้]

ในการ์ตูนเรื่องไวลี อี. ไคโยตี และโรด รันเนอร์ ไวลี อี. ไคโยตี เป็นหมาป่าไคโยตีที่ต้องวิ่งไล่จับนกโรด รันเนอร์แต่ไม่เคยสำเร็จ

ในภาพยนตร์เรื่อง โคโยตี้ อั๊กลี่ บาร์ห้าวสาวฮ็อต (Coyote Ugly) ลิล (เจ้าของบาร์) ได้ตั้งชื่อร้านตามคำสแลง ในภาษาอังกฤษจากคำว่า "coyote ugly" หมายถึง คนที่น่าเกลียดมาก ใช้กับเหตุการณ์ที่ผู้ชายหรือผู้หญิงตื่นขึ้นมาจากการร่วมหลับนอนกับคนที่เพิ่งพบกัน และสังเกตเห็นว่าคู่นอนหน้าตาน่าเกลียดมาก ไม่เหมือนกับตอนก่อนหลับนอนกัน และพยายามที่จะหนีแม้ว่าจะต้องตัดแขนตัวเองให้ขาด เปรียบเทียบกับ หมาป่าไคโยตีเมื่อเวลาติดกับดักจะพยายามดึงขาตัวเองให้หลุดออกจากกับดัก แม้ว่าขาจะขาดก็ตาม

อ้างอิง[แก้]

  1. "Canis latrans". Animal Diversity Web. สืบค้นเมื่อ August 15, 2007. 
  2. "Coyote". Lioncrusher's Domain. Archived from the original on 2008-05-03. สืบค้นเมื่อ August 15, 2007. 
  3. "Canis latrans". Animal Diversity Web. สืบค้นเมื่อ August 15, 2007. 
  4. Coyote (Canis latrans). University of Washington, Olympic Natural Resources Center
  5. "Coyote". Replay.web.archive.org. สืบค้นเมื่อ 2013-09-14. 
  6. Boitani, Luigi, Simon & Schuster's Guide to Mammals. Simon & Schuster/Touchstone Books (1984), ISBN 978-0-671-42805-1
  7. Macdonald, David (1984). The Encyclopedia of Mammals: 1. London: Allen & Unwin. p. 446. ISBN 0-04-500028-X. 
  8. Domestication: the decline of environmental appreciation by Helmut Hemmer, translated by Neil Beckhaus, Edition: 2, illustrated. Published by Cambridge University Press, 1990. ISBN 0-521-34178-7