ยุทธการที่ดันเคิร์ก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ยุทธการดันเคิร์ก
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามโลกครั้งที่สอง
British gunner beach dunkirk.png
ทหารอังกฤษตั้งหลักก่อนล่าถอยที่หาดดันเคิร์ก
วันที่ 26 พฤษภาคม-4 มิถุนายน พ.ศ. 2483
สถานที่ ดังเคิร์ก, ประเทศฝรั่งเศส
ผลลัพธ์ เยอรมนีชนะศึก, ฝ่ายสัมพันธมิตรดำเนินการอพยพก่อนการปะทะ
คู่ขัดแย้ง
Flag of the United Kingdom.svg สหราชอาณาจักร
Flag of France.svg ประเทศฝรั่งเศส
Flag of Belgium.svg ประเทศเบลเยียม
Flag of German Reich (1935–1945).svg
นาซีเยอรมนี
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
Flag of the United Kingdom.svg ลอร์ดกอร์ท
Flag of France.svg นายพลเวย์กันด์
เกิร์ด วอน รุนด์ชเต็ดท์ (ควบคุมเหล่าทัพบก A)
อีวัลด์ วอน ไคลสท์ (ควบคุมกองพลรถถังพานเซอร์ Panzergruppe von Kleist)
กำลังพลสูญเสีย
บาดเจ็บและเสียชีวิต 68,000 นายรวมถึง
ถูกจับไปเป็นเชลยสงคราม 34,000 นาย
เรือพิฆาต 6 ลำและเรือชนิดอื่นๆ อย่างน้อย 200 ลำอับปาง
เครื่องบิน 177 ลำถูกยิงตก
ไม่ทราบจำนวนผู้เสียชีวิต
เครื่องบิน 132 ลำถูกยิงตก

ยุทธการดันเคิร์กคือหนึ่งในศึกครั้งใหญ่ในสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม จนถึงวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1940) ในขณะนั้นกองกำลังขนาดใหญ่ของสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสถูกล้อมไว้โดยหมู่ยานเกราะเยอรมัน ซึ่งครอบครองอาณาบริเวณตลอดชายฝั่งช่องแคบที่เมืองคาเลส์ ทหารสัมพันธมิตรกว่า 330,000 นายสามารถอพยพผ่านทางทะเลมาได้

ภูมิหลัง[แก้]

หลังจากสงครามลวง (Phony War) ยุทธการฝรั่งเศสก็เริ่มขึ้นวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 กองพลรถถังพานเซอร์เยอรมันผ่านแคว้นอาร์เดนส์และมุ่งหน้าไปทางเหนือซึ่งมีเส้นทางคดเคี้ยวคล้ายคลึงกับเคียว จึงทำให้ยุทธวิธีการเคลื่อนพลนี้ถูกเรียกว่า "การเคลื่อนพลแบบเคียวผ่า" ส่วนในทางฝั่งตะวันออกกองทัพเยอรมันได้เปิดฉากการบุกและทำการผนวกเนเธอร์แลนด์เข้าเป็นรัฐของตนเอง และมุ่งหน้าไปยังเบลเยียมอย่างรวดเร็ว

กองกำลังผสมของสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส และเบลเยียมดำเนินการตั้งรับโดยการคุ้มกันอาณาบริเวณรอบ ๆ หมู่บ้านอาร์เมนติเยร์ ส่วนกองกำลังเยอรมันทางเหนือก็ยังมุ่งหน้าต่อไป โดยการยึดเมืองคาร์เลส์ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญที่สุดทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ทำให้กองกำลังเยอรมันสามารถตรึงกำลังทหารสัมพันธมิตรจำนวนมาก ให้ถูกปิดล้อมจากชายฝั่งทะเลในพรมแดนฝรั่งเศส-เบลเยียม เมื่อฝ่ายกองกำลังผสมจนมุมก็เท่ากับแพ้ศึกครั้งนี้

ปัญหาที่ตามมาของสัมพันธมิตร คือจะอพยพทหารสัมพันธมิตรให้กลับไปยังเขตปลอดภัยในประเทศอังกฤษได้ทั้งหมดอย่างไร ก่อนที่ประเทศฝรั่งเศสจะถูกยึดและพวกเขาจะถูกทำลาย

ยุทธการไดนาโม[แก้]

ในวันที่ 22 พฤษภาคม ปฏิบัติการเตรียมความพร้อมเพื่อการอพยพก็เริ่มขึ้น, ภายใต้รหัส ยุทธการไดนาโม ซึ่งถูกสั่งการมาจากเมืองโดเวอร์โดยพลเรือโทเบอร์แทรม แรมเซย์ ซึ่งมีจุดประสงค์แรกคือการระดมกองเรือให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยสั่งการให้เรือราชนาวีทุกลำที่สามารถบรรทุกทหารได้ลำละ 1,000 นายขึ้นไปภายในพิกัด มุ่งหน้าไปยังเมืองดันเคิร์กเพื่อขนถ่ายกองกำลังผสมแห่งเกาะบริเตนใหญ่ 45,000 นายกลับมายังประเทศอังกฤษให้ได้ภายในสองวัน ห้าวันต่อมากองเรือสามารถขนถ่ายกำลังพลกลับมาได้ 120,000 นาย ในวันที่ 27 พฤษภาคม รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ทำการขอความร่วมมือพลเรือนที่ครอบครองเรือและอยู่ในพิกัด ให้ช่วยปฏิบัติการอพยพโดยการสนับสนุนเรือกระบังแคบทุกลำที่มีปริมาตรตั้งแต่ 9.14-30.48 เมตร (30-100 ฟุต) ให้แก่ทางราชการเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการครั้งนี้ ในคืนเดียวกันนั้นการดำเนินการอพยพอย่างเป็นทางการครั้งแรกก็เริ่มต้น เรือจำนวนมากรวมถึงเรือจับปลาและเรือเก่าที่ถูกซ่อมแซมใหม่, ร่วมด้วยเรือนาวิกพานิชย์และเรือรบราชนาวี, เดินเรือไประดมพลกันที่เมืองเชียร์เนสแล้วทุกลำจึงมุ่งหน้าไปยังดันเคิร์กและล้อมชายฝั่งใกล้ๆ เพื่อขนถ่ายกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรกลับมา แต่เนื่องจากการระดมยิงด้วยปืนใหญ่อย่างหนักโดยฝ่ายเยอรมัน มีทหารเพียง 8,000 นายเท่านั้นที่รอดกลับมาได้

เรือพิฆาตอีกสิบลำได้ถูกเรียกระดมพลเพื่อปฏิบัติการอพยพครั้งที่สองในวันที่ 28 พฤษภาคมในช่วงเช้าตรู่ แต่ก็ไม่สามารถประชิดชายฝั่งได้มากพอเนื่องจากน้ำตื้นเกินไป อย่างไรก็ตามทหารหลายพันนายก็ได้รับการช่วยเหลือออกมาได้ และแสดงให้เห็นว่าเรือลำเล็กกว่ามีประโยชน์มากกว่าเรือลำใหญ่ในบางสถานการณ์ ทำให้อู่ต่อเรือก็เริ่มค้นหาเรือที่มีขนาดพอเหมาะ และให้พวกมันไปรวมกันที่เมืองเชียร์เนส, แชทแฮม และโดเวอร์ ด้วยเรือที่มีขนาดเล็กลงทำให้จุดรวมพลสัมพันธมิตรอยู่ใกล้ขึ้น 30 ตารางกิโลเมตรภายในวันที่เดียวกัน ยุทธการหลังจากได้เรือลำเล็กแล้วประสบความสำเร็จดีเยี่ยม, พร้อมกับทหารอีก 16,000 นายที่สามารถอพยพกลับมาได้ แต่ยุทธการทางอากาศของเยอรมันก็เพิ่มขึ้นเช่นกันและเรือหลายต่อหลายลำถูกอับปางลง และอีกหลายต่อหลายลำที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก, รวมทั้งเรือพิฆาตเก้าลำ

ในวันที่ 29 พฤษภาคม กองกำลังยานเกราะของเยอรมันหยุดการบุกเมืองดันเคิร์กแล้วปล่อยให้ทหารราบเป็นผู้บุกซึ่งกำลังเดินทางตามมา, และลุฟวาฟฟ์ (กองทัพอากาศเยอรมัน) ยุทธวิธีที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์นิยมนำมาใช้ กลับไร้ผลและขาดประสิทธิภาพเทียบจากการปฏิบัติการในศึกครั้งนี้กับศึกครั้งก่อน (การบุกครองโปแลนด์) แต่ถึงกระนั้นก็มีทหารเพียงแค่ 14,000 นายเท่านั้นที่อพยพกลับมาในวันนั้น และในตอนโพล้เพล้ของวันที่ 30 พฤษภาคม เรือลำเล็กจำนวนมากเข้าเทียบท่าพร้อมกับทหาร 30,000 นาย ในวันที่ 31 พฤษภาคม กองกำลังสัมพันธมิตรต้อนเข้ามาสู่เมืองลา ปานน์ และเบรย์-ดันย์ ซึ่งห่างจากเมืองดันเคิร์กอีก 5 กิโลเมตร ในวันเดียวกันนั้นทหารถึง 68,000 นายถูกอพยพกลับมา และอีก 10,000 นาย ภายในคืนเดียวกัน การอพยพครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายคือในในวันที่ 1 มิถุนายน ทหารอีก 65,000 นายเดินทางกลับมายังอังกฤษ แต่ปฏิบัติการย่อยๆ นั้นยังคงยังคงดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 4 มิถุนายน

สาเหตุที่กองพลยานเกราะเยอรมันถูกสั่งหยุด[แก้]

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่กองพลยานเกราะของเยอรมันถูกฮิตเลอร์สั่งหยุดนั้น เนื่องจากฮิตเลอร์มีความต้องการที่จะปล่อยให้พวกอังกฤษ ข้ามช่องแคบกลับไปอย่างง่ายดาย คำสั่งนี้ถูกท้วงติงอย่างหนักจากนักการทหารระดับสูงของเยอรมัน เพราะทั้งๆที่สามารถทำลาย หรือจับทหารพันธมิตรเป็นเชลยได้ทั้งหมด แต่เพราะฮิตเลอร์ มีความคิดที่ว่า ชาวเยอรมันและชาวอังกฤษนั้น มีความใกล้เคียงกันทางสายเลือด ถือว่าเป็นเผ่าพันธุ์ชั้นสูง หรือ master race ซึ่งในประวัติศาสตร์แล้ว ชาวอังกฤษทางตอนใต้นั้นก็คือ พวกเยอรมัน ฮิตเลอร์จึงสั่งกองพลยานเกราะหยุด เพื่อหวังว่าอังกฤษจะยอมรับคำขอสงบศึกและเป็นพันธมิตรกับตน แต่อังกฤษปฏิเสธมาตลอดจนจบสงคราม นี่คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของฮิตเลอร์

ผลจากการรบ[แก้]

รวมแล้วมีทหาร 338,226 นายที่สามารถอพยพกลับมาได้ (เป็นทหารบริเตนประมาณ 220,000 นาย และทหารฝรั่งเศสประมาณ 120,000 นาย) โดยใช้เรือทั้งหมดอย่างน้อย 900 ลำในยุทธการนี้

กองกำลังทหารที่ถูกอพยพกลับมา ต่อมาได้รับใช้ชาติในการป้องกันเกาะอังกฤษ

ดูเพิ่ม[แก้]