ยุคเซงโงะกุ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

Mooko-Suenaga.jpg

ยุคเซงโงกุ (ญี่ปุ่น: 戦国時代 Sengoku-jidai ?) เป็นช่วงเวลาของความไม่สงบในญี่ปุ่นอันเกิดจากอำนาจการปกครองของโชกุนตระกูลอาชิคางาในสมัยมุโรมาจิเสื่อมลง ทำให้บรรดาไดเมียวเจ้าครองแคว้นต่างๆในญี่ปุ่นต่างพากันตั้งตนเป็นอิสระ โดยเฉพาะไดเมียวที่อยู่ห่างจากเกียวโตเมืองหลวงมากๆ และทำสงครามกันเองทำให้ญี่ปุ่นลุกเป็นไฟ บ้านเมืองไม่มีขื่อแป โชกุนที่เกียวโตไม่สามารถทำอะไรได้เพราะเป็นเพียงหุ่นเชิดของไดเมียวที่มีอำนาจ สมัยเซงโงกุ เป็นสมัยแห่งวีรบุรุษ โดยเฉพาะวีรบุรุษทั้งสามที่รวมประเทศญี่ปุ่นให้กลับเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งเป็นการสิ้นสุดสมัยเซงโงกุ ได้แก่ โอดะ โนบุนากะ โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ และโทคุงาวา อิเอยาสุ

สมัยเซงโงกุ เป็นส่วนหนึ่งของสมัยมุโรมาจิ ในสมัยเซงโงกุเองก็มีสมัยย่อยๆแฝงอยู่ คือ สมัยอาซุจิ และ สมัยโมโมยามะ เรียกรวมกันว่า สมัยอาซุจิ-โมโมยามะ

[แก้] สงครามโอนิน

ตำแหน่ง เคนเร คือ ผู้แทนโชกุน เป็นตำแหน่งที่มีอำนาจมาก โฮโซคาวา คัทซูโมโต เป็นเคนเรในสมัยของโชกุนอะชิคางะ โยชิมาสะ และวางแผนจะให้น้องชายของโชกุน คือ อาชิคางา โยชิมิ เป็นโชกุนคนต่อไป แต่พ่อตาของโฮโซคาวา คือ ยามานะ ซูเซน ต้องการจะตั้งลูกชายของโชกุน คือ อาชิคางา โยชิฮาสะ เป็นโชกุนแทน สงครามโอนินจึงเริ่มตั้นในค.ศ. 1467 โชกุนประกาศว่าถ้าฝ่ายไหนเริ่มก่อนจะเป็นกบฎ แม้ฝ่ายโฮโซคาวาจะเริ่มก่อนแต่ก็เกลี้ยกล่อมให้โชกุนเชื่อว่าฝ่ายยามานะเริ่มก่อน โชกุนจึงประกาศให้ยามานะเป็้นกบฏ ทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งจะสร้างความเสียหายให้อีกฝ่ายโดยการเผาบ้านเรือน การต่อสู้ทำให้เมืองเกียวโตพินาศย่อยยับ ชาวบ้านหอบข้าวของหนีออกนอกเมือง

สงครามลุกลามไปทั้งญี่ปุ่น บรรดาไดเมียวแตกเป็นสองฝ่าย แม้ประเทศจะตกอยู่ในกลียุคแต่โชกุนยังคงอาศัยอยู่ในคินคาคุ-จิ ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นโอกาสให้ไดเมียวต่างๆตั้งตนเป็นอิสระ ในค.ศ. 1471 จังหวัดคางะ พระสงฆ์นิกายแดนบริสุทธิ์ก่อกบฎขับไล่พวกไดเมียวออกไป เรียกว่า กบฎอิกโก-อิกกิ ประกอบด้วยชาวบ้านและซามูไรระดับล่าง กบฏอิกโก-อิกกิสะสมกำลังได้มากในตอนเหนือ

แม้ทั้งโฮโซคาวาและยามานะต่างเสียชีวิตในค.ศ. 1473 แต่สงครามยังไม่จบ ความเสียหายของเมืองเกียวโตครั้งนี้ถาวร ร้ายแรงเกินฟื้นฟู จนภายหลังโตคุงาวาต้องย้ายเมืองหลวงไปเอโดะในที่สุด

[แก้] อ้างอิง

  • Mikiso Hane, Modern Japan: A Historical Survey (Westview Press, 1992)