การบุกครองญี่ปุ่นของมองโกล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การบุกครองญี่ปุ่นของมองโกล
เป็นส่วนหนึ่งของ การขยายอาณาเขตของจักรวรรดิมองโกล
Mōko Shūrai Ekotoba 2.jpg
การบุกเอะโกะโตะบะของมองโกล:
ทหารมองโกลและเกาหลีเผชิญหน้ากับซะมุไร
วันที่ 4-19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1274
9 มิถุนายน - 21 สิงหาคม ค.ศ. 1281
สถานที่ ญี่ปุ่น, คีวชู
ผลลัพธ์ ชัยชนะของญี่ปุ่น
การเสื่อมถอยของจักรวรรดิมองโกล
คู่ขัดแย้ง
White Sulde of the Mongol Empire.jpg จักรวรรดิมองโกล
Sasa Rindo.svg ญี่ปุ่น
ผู้บังคับบัญชา
ฮินตู (Hintu)
ฮงดากู
หลิวฟู๋เฮง
อาลาเตมูร์
โชนิ ซุเกะโยะชิ
โชนิ สึเนะสึเกะ
โชนิ คะเงะซุเกะ
โอโตะโมะ โยะริยะซุ
กำลัง
1274: 23,000 กำลังผสมของมองโกล, จีน และ เกาหลี
300 เรือรบขนาดใหญ่
400-500 เรือรบขนาดรอง
1281: 2 กองกำลังผสมของมองโกล, จีน และ เกาหลี
  • 100,000 นาย และ 3,500 เรือรบ
  • 40,000 นาย และ 900 เรือรบ
1274: 100,000 นาย
1281: 290,000 นาย
กำลังพลสูญเสีย
1274: 22,500 เสียชีวิตก่อนขึ้นฝั่ง
1281: 130,500 เสียชีวิตก่อนขึ้นฝั่ง
1274/1281: เล็กน้อย

การบุกครองญี่ปุ่นของมองโกล (元寇 (Genkō?)) เป็นเหตุการณ์ที่กองทัพของจักรวรรดิมองโกล เข้ารุกรานญี่ปุ่นสองครั้ง ในปี ค.ศ. 1274 และ 1281

ขณะนั้น จักรวรรดิมองโกลขณะนั้นปกครองดินแดนมากกว่าครึ่งของทวีปเอเชีย และบางส่วนของยุโรป เป็นชาติมหาอำนาจที่เป็นที่หวั่นเกรงของทุกอาณาจักร ได้นำพาเกาหลีภายใต้ราชวงศ์โครยอ ซึ่งยอมสวามิภักดิ์ต่อมองโกลมาเป็นแนวร่วมในการรุกรานญี่ปุ่น

แม้มองโกลจะมีกำลังทหารที่เหนือกว่าญี่ปุ่นมหาศาล แต่การรุกรานทั้งสองครั้งของมองโกลประสบความล้มเหลวอย่างยิ่งยวดอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติที่ร้ายแรง การสูญเสียไพร่พลจากการรุกรานครั้งที่สองนับแสนนายนั้น เป็นการนำมาซึ่งการเสื่อมถอยของจักรวรรดิมองโกล จนล่มสลายในอีก 87 ปีต่อมา

เนื้อหา

เบื้องหลัง [แก้]

ภายหลังการแผ่ขยายอาณาเขตของมองโกลอย่างรวดเร็วในปี ค.ศ. 1231-1259 พระเจ้าโคจงแห่งโครยอทรงตระหนักว่า มันยากเย็นนักที่จะต่อต้านมองโกลที่มีกำลังทหารอย่างมหาศาล และการต่อต้านมองโกลนั้นก็อาจจะนำมาซึ่งผลที่ร้ายแรง ดังนั้น เกาหลีจึงได้ยินยอมเป็นประเทศราชของจักรวรรดิมองโกล ในปี ค.ศ. 1258 จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1270 เมื่อมองโกลสามารถยึดครองเกาหลีได้อย่างสมบูรณ์ กุบไล ข่าน จึงได้สถาปนาราชวงศ์หยวนแห่งจักรวรรดิมองโกลขึ้นอย่างสมบูรณ์

ญี่ปุ่นในขณะนั้นปกครองโดย "ชิกเก็ง" (ผู้สำเร็จราชการแทนโชกุน) ที่มาจากตระกูลโฮโจ ซึ่งเป็นตระกูลที่กุมอำนาจบริหารประเทศมาตั้งแต่ ค.ศ. 1203 ในนามของโชกุนแห่งรัฐบาลโชกุนคะมะกุระ ซึ่งขณะนั้นมีโชกุนคือ เจ้าชายโคะเระยะซุ

การทูต [แก้]

ในปี ค.ศ. 1266 กุบไล ข่าน ได้ส่งคณะทูตไปยังญี่ปุ่น โดยมีผู้รับสาส์นคือโฮโจ โทะกิมุเนะ ผู้สำเร็จราชการ โดยมีเนื้อความในราชสาสน์ว่า:

ขอน้อมนำอาณัติสวรรค์ จักรพรรดิมองโกลผู้ยิ่งใหญ่มีพระราชสาส์นนี้ถึงกษัตริย์แห่งญี่ปุ่น ผู้ทรงอำนาจสูงสุดแห่งแดนน้อย อันร่วมขัณฑสีมา นานมาแล้วที่เป็นห่วงถึงความสัมพันธ์ของเราอันจะนำพาไปสู่การเป็นมิตรไมตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับแต่บรรพบรุษของข้ารับบัญชาจากสวรรค์ ดินแดนไกลนับไม่ถ้วนต้อต้านพลังและอำนาจอันน้อยนิดของเรา โครยอได้แสดงความขอบคุณสำหรับการยุติการรบและการบูรณะชาติและราษฎรของเขาเมื่อข้าได้ขึ้นครองราชย์ ความสัมพันธ์ของเรานั้นซื่อสัตย์เปรียบเสมือนพ่อลูก เราคิดว่าท่านทราบเรื่องนี้แล้ว โครยอนั้นเป็นประเทศราชทางตะวันออกของข้า ซึ่งญี่ปุ่นก็ได้เป็นพันธมิตรต่อโครยอในบางโอกาสพร้อมๆกับจีนนับแต่ก่อกำเนิดชาติของท่านมา อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นไม่เคยส่งทูตมาเลยนับตั้งแต่การเถลิงราชย์ของข้า มันน่ากลัวที่จะคิดว่าอาณาจักรยังไม่ทราบเรื่องนี้ ดังนั้นเราจึงส่งคณะทูตพร้อมกับสาส์นของเราเพื่อแสดงความปรารถนาของเราเป็นพิเศษ สู่ความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างกันและกันนับแต่บัดนี้ไป เราคาดหวังว่าชาติทั้งหมดจะเป็นครอบครัวหนึ่งเดียว เรามีหนทางที่ถูกต้องยกเว้นในกรณีที่เราเข้าใจกัน ไม่มีใครปรารถนาที่จะใช้มาตรการรุนแรง[1]

ซึ่งครั้งนี้ ญี่ปุ่นก็ได้และตอบกลับไปเป็นการปฏิเสธ

แต่ต่อมา ใน ค.ศ. 1268 มองโกลก็ได้ส่งคณะทูตมาอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้โทะกิมุเนะสั่งให้ประหารทูตของมองโกลและส่งกลับมองโกล และนั่นเองก็ทำให้การเจรจาสิ้นสุดลง และสงครามกำลังจะเริ่มขึ้น

การรุกรานครั้งแรก [แก้]

ภาพวาดเรือรบของมองโกลถูกทำลายโดยไต้ฝุ่น, โดยคิกุชิ โยไซ ค.ศ. 1847

กุบไล ข่าน มีความปรารถนาอย่างมากที่จะทำสงครามต่อญี่ปุ่นในช่วงต้นปี 1268 หลังจากได้ได้รับการปฏิเสธมาแล้วถึงสองครั้ง แต่ก็พบว่าจักรวรรดิมองโกลยังขาดแคลนทรัพยากรและงบประมาณที่เพียงพอต่อการจัดตั้งกองเรือรบในเวลานั้น จนกระทั่งภายหลังจากมองโกลดำเนินนโยบายกลืนชาติเกาหลีโดยการที่ราชธิดาของกุบไลข่านได้อภิเษกสมรสกับรัชทายาทแห่งโครยอ การต่อเรือและจัดตั้งกองเรือรบจึงเริ่มขึ้นในชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาหลี ในขณะเดียวกันมองโกลก็เรียกร้องให้ญี่ปุ่นยอมจำนนอยู่เนืองๆ

ต่อมาในปี 1271 กุบไลข่านก็ได้สถาปนาราชวงศ์หยวน และในปี 1272 นั้นเอง พระเจ้าชุงยอลแห่งโครยอก็ได้เสนอไปยังกุบไลข่าน ว่า "ญี่ปุ่นยังไม่ทราบว่าโลกนั้นศักดิ์ศิทธิ์ ดังนั้นการส่งทูตและการส่งกำลังทหารของเราไปยังญี่ปุ่น เรือรบและทหารต้องถูกเตรียมให้ดี หากทรงแต่งตั้งหม่อมฉันแล้วโซร้ ก็ขอทรงพิจารณาในกำลังของหม่อมฉัน"[2] ซึ่งตามประวัติศาสตร์ของหยวน ก็ได้บันทึกไว้ว่า "กษัตริย์แห่งโครยอทูลถามกุบไลข่านสำหรับการพิชิตญี่ปุ่น ในการต่อเรือรบ 150 ลำและสนับสนุนชัยชนะเหนือญี่ปุ่น"[3]

ในที่สุด เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1274 กองเรือผสมของกองทัพจักรวรรดิมองโกล ด้วยดำลังทหารมองโกลและจีน 15,000 นายและทหารโครยอ 8,000 นาย พร้อมทั้งเรือรบขนาดใหญ่ 300 ลำและเรือรบขนาดรอง 400-500 ลำ และเข้าประชิดอ่าวฮะกะตะบนเกาะคีวชู ทันทีที่ทัพมองโกลยกพลขึ้นบก ก็ถูกโจมตีจากทหารญี่ปุ่นและซะมุไรราว 10,000 นายที่ตั้งทัพรออยู่ ญี่ปุ่นแม้จะมีประสบการณ์ในการจัดการกำกำลังพลขนาดใหญ่ (ระดมพลทั้งหมดของคีวชูเหนือ) แต่เนื่องจากมองโกลซึ่งครอบครองอาวุธชาวต่างชาติซึ่งรวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า (อาทิ ระเบิดเซรามิก ธนูเจาะเกราะ) มองโกลจึงพิชิตกองทัพญี่ปุ่นง่ายดายในการต่อสู้ภาคพื้นดินที่อ่าวฮะกะตะ ทั้งนี้มองโกลยังไม่สามารถรุกคืบต่อไปได้ ต้องรอกำลังเสริมอีกบางส่วน

และเมื่อกำลังเสริมมาถึงและกองทัพมองโกลเตรียมยกพลขึ้นฝั่ง ในตอนรุ่งสาง พายุไต้ฝุ่นที่มีความรุนแรงอย่างมหาศาลก็ได้มาถึง ณ ที่นั้น และได้พัดทำลายกองเรือมองโกลเสียหายไปอันมาก ทหารมองโกลต่างกระโดดหนีเอาชีวิตรอด ทหารจำนวนหลายพันจมน้ำเสียชีวิต ที่รอดชีวิตก็ว่ายน้ำหนีตายขึ้นฝั่งฮะกะตะ แต่ก็ถูกกองทัพซะมุไรสังหารเสียชีวิตและบางส่วนถูกจับเป็นเชลย อย่างไรก็ตาม เรือของญี่ปุ่นซึ่งมีขนาดเล็กกว่าและมีความคล่องตัวสูงซึ่งรอดจากพายุก็ได้ขึ้นโจมตีเรือรบมองโกลที่เหลือ

ภายหลังจากการรุกราน กองเรือพันธมิตรของมองโกลที่เหลืออยู่ก็กลับไปยังโครยอ และชาวญี่ปุ่นได้เทิดทูนว่าพายุลูกนั้นว่าเป็นพายุที่เทพเจ้าบันดาลมาปกป้องญี่ปุ่น และตั้งชื่อให้ว่า "คะมิกะเซะ" (วายุเทพ)

ภายหลังการรุกรานครั้งแรก [แก้]

พัฒนาการของญี่ปุ่น [แก้]

กำแพงหินที่ฮะกะตะเป็นที่กำบังและยุทธศาสตร์ที่ดีเยี่ยม ในการรับมือกองทัพมองโกล

หลังจากที่ได้รับชัยชนะในศึกครั้งแรก ทำให้การเมืองในญี่ปุ่นมีความมั่นคงมากขึ้น รัฐบาลโชกุนคะมะกุระสามารถกระชับอำนาจจากฝ่ายต่างๆได้ ดังนั้นในปี ค.ศ. 1275 รัฐบาลโชกุนคะมะกุระได้มีความพยายามอย่างมากต่อการเตรียมการรับมือสำหรับการรุกรานจากมองโกล ซึ่งทางญี่ปุ่นมั่นใจว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่ นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดระเบียบของซะมุไรในคีวชู และสั่งให้ก่อสร้างกำแพงหินขนาดใหญ่ (石塁 Sekirui เซะกิรุอิ) และการป้องกันอื่นๆในจุดที่จะเพิ่มศักยภาพด้านการรบ เช่นอ่าวฮะกะตะ ที่มีการสร้างกำแพงหินสูงสองเมตรขึ้นในปี 1276 ในด้านศาสนา ศาลเจ้าต่างๆถูกสร้างขึ้นใหม่หลังจากที่คราวก่อนถูกทำลายโดยกองทัพหยวน

ท่าทีของหยวน [แก้]

ภายหลังจากที่การรุกรานครั้งแรกประสบความล้มเหลว กุบไลข่านก็ได้ส่งทูตจำนวน 5 คนไปยังคีวชู เพื่อให้ยอมจำนน แต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับจากการที่ โฮโจ โทะกิมุเนะ ผู้สำเร็จราชการแทนโชกุนได้ตอบโต้ด้วยการตัดหัวเหล่าทูตหยวน [4] ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีสุสานของพวกเขาในคะมะกุระที่ทะสึโนะกุชิ[2]

ถึงแม้ทางญี่ปุ่นจะตัดหัวคณะทูตของหยวนไปก็ตาม กุบไขล่านก็ยังเห็นว่าอาจเป็นด้วยการสื่อสารที่ผิดพลาด หรือสารไม่ถึงที่หมาย จึงได้จัดให้มีการส่งคณะทูตชุดใหม่ไปเจรจาอีกครั้งในปี ค.ศ. 1279 แต่กระนั้นโทะกิมุเนะก็สั่งให้ประหารทูตเหมือนเดิม ความทราบถึงกุบไลข่านทำให้ทรงพิโรธ จึงมีบัญชาให้เตรียมกองทัพเข้ายึดทำลายญี่ปุ่นให้ราบคาบ

การรุกรานครั้งที่สอง [แก้]

ซะมุไรขึ้นโจมตีเรือรบของหยวน ค.ศ. 1281

มิถุนายน ค.ศ. 1281 กองเรือมองโกลแบ่งออกเป็นสองกองเรือ กองเรือแรกประกอบด้วยเรือรบ 900 ลำที่มีกำลังพลมองโกล, จีน และเกาหลี ราว 40,000 นาย ส่วนกองเรือที่สองจากจีนตอนใต้นั้นประกอบด้วยเรือรบ 3,500 ลำที่มีกำลังพลราว 100,000 นาย เดิมแผนการของมองโกลคือการรวมกลุ่มเรือรบและโจมตีอย่างประสานงานกัน แต่เนื่องด้วยกองเรือหลักของจีนนั้นล่าช้าจากการจัดเตรียมกองเรือและทหารจำนวนมหาศาล กองเรือจากเกาหลีจึงลงมือก่อนและก็ประสบกับความสูญเสียอย่างหนักที่สึชิมะจนต้องสั่งถอยทัพ ต่อมาในฤดูร้อน กองเรือเกาหลีและจีนก็สามารถยึดอิกิชะมะได้สำเร็จ และเข้าโจมตีเกาะคีวชู ที่เรียกว่า "การรบที่โคอัง" (弘安の役 Kōan noeki) หรือ "ศึกครั้งที่สองแห่งหาดฮะกะตะ" แต่จากการรับมือที่ดีพร้อมของญี่ปุ่น ทำให้กองกำลังของมองโกลถูกผลักดันกลับไปที่เรือของเขา กองทัพของญี่ปุ่นซึ่งมีจำนวนมากกว่าอย่างมากได้เสริมกำลังตามแนวชายฝั่งนั้นสามารถที่จะป้องกันกองหนุนของมองโกลได้อย่างง่ายดาย จนกระทั่งวันที่ 15 สิงหาคม พายุไต้ฝุ่นคะมิกะเซะก็ได้พัดเข้าสู่ชายฝั่งของคีวชูเป็นเวลาถึงสองวัน ทำลายกองเรือของมองโกลพินาศไปเกือบทั้งหมด [5] ทหารมองโกลและพันธมิตรเสียชีวิตกลางทะเลมากกว่าแสนนาย

สาเหตุส่วนหนึ่งที่กองเรือของมองโกลและพันธมิตรอัปปางลงจากพายุนั้น มาจากการที่โครยอและจีนเร่งรีบในการต่อเรือเกินไป ประกอบกับเรือแบบโครยอและซ่งใต้ซึ่งมีลักษณะที่เอื้ออำนวยในการออกทะเลมากกว่านั้นมีค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ดังนั้นจึงต้องต่อเรือแบบเดิมกับการรุกรานครั้งแรกขึ้น[6] ซึ่งมีท้องเรือที่แบนราบ (เรือเดินสมุทรโดยทั่วไปจะมีกระดูกงูโค้งเพื่อป้องกันการล่ม) เป็นเรื่องยากที่จะใช้เรือลักษณะดังกล่าวในทะเลที่มีพายุไต้ฝุ่น

อ้างอิง [แก้]

หลักแสดงสถานที่ตั้งของป้อมปราการในอดีตที่ใช้ในการป้องกันการรุกรานของชาวมองโกลในประเทศญี่ปุ่น
  1. ^ ข้อความดั้งเดิมเป็นอักษรจีน: 上天眷命大蒙古國皇帝奉書日本國王朕惟自古小國之君境土相接尚務講信修睦況我祖宗受天明命奄有區夏遐方異域畏威懷德者不可悉數朕即位之初以高麗無辜之民久瘁鋒鏑即令罷兵還其疆域反其旄倪高麗君臣感戴來朝義雖君臣歡若父子計王之君臣亦已知之高麗朕之東藩也日本密邇高麗開國以來亦時通中國至於朕躬而無一乘之使以通和好尚恐王國知之未審故特遣使持書布告朕志冀自今以往通問結好以相親睦且聖人以四海為家不相通好豈一家之理哉以至用兵夫孰所好王其圖之不宣至元三年八月日
  2. ^ ประวัติศาสตร์ของโครยอ『高麗史』世家巻第二十七 元宗十三年 三月己亥(11 มีนาคม 1272) 「惟彼日本 未蒙聖化。 故發詔使 繼糴軍容 戰艦兵糧 方在所須。儻以此事委臣 庶幾勉盡心力 小助王師」[1]
  3. ^ ประวัติศาสตร์ของหยวน『元史』 卷十二 本紀第十二 世祖九 至元十九年七月壬戌(9 สิงหาคม 1282)「高麗国王請、自造船百五十艘、助征日本。」
  4. ^ Reed, Edward J. (1880). Japan: its History, Traditions, and Religions, p. 291. ที่ Google Books
  5. ^ Winters, Harold et al. (2001). Battling the Elements, p. 14. ที่ Google Books
  6. ^ ประวัติศาสตร์ของโครยอ 『高麗史』 列伝巻十七 「若依蛮様則工費多将不及期」「用本國船様督造」

ข้อมูลเพิ่มเติม [แก้]