มหาวิหารนักบุญแอนโทนีแห่งปาดัว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ คริสต์ศาสนสถาน
บาซิลิกาซานอันโตนิโอแห่งปาดัว

Basilica of Saint Anthony of Padua

บาซิลิกาซานอันโตนิโอแห่งปาดัว
บาซิลิกาซานอันโตนิโอแห่งปาดัว
สิ่งก่อสร้าง
ฐานะ บาซิลิกา
นิกาย โรมันคาทอลิก
ที่ตั้ง ปาดัวในประเทศอิตาลี
ประเทศ Flag of Italy.svg ประเทศอิตาลี
การก่อสร้าง
แรกสุด ค.ศ. 1235ค.ศ. 1301
สร้างเสร็จ
แบบสถาปัตยกรรม โรมาเนสก์ กอธิค บาโรก ฟื้นฟูศิลปวิทยา
แบบผัง กางเขน
ผู้ออกแบบ/ตกแต่ง
ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว
พิกัด 45°24′5″N 11°52′48″E / 45.40139°N 11.88000°E / 45.40139; 11.88000
เว็บไซต์ บาซิลิกาซานอันโตนิโอแห่งปาดัว

บาซิลิกาซานอันโตนิโอแห่งปาดัว (อังกฤษ: Basilica of Saint Anthony of Padua, อิตาลี: Basilica di Sant'Antonio da Padova) เป็นคริสต์ศาสนสถาน นิกายโรมันคาทอลิกที่มีฐานะเป็นบาซิลิกา[1] ที่ตั้งอยู่ที่เมืองปาดัวในประเทศอิตาลี สถาปัตยกรรมที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นแบบฟื้นฟูศิลปวิทยา แม้ว่าจะเป็นคริสต์ศาสนสถานที่มีผู้มาเยี่ยมชมและแสวงบุญมากที่สุดแต่มิได้เป็นมหาวิหาร มหาวิหารของปาดัวเป็นอีกสิ่งก่อสร้างหนึ่ง บาซิลิกาซานอันโตนิโอรู้จักกันในท้องถิ่นว่า “il Santo”

ประวัติ[แก้]

การก่อสร้างบาซิลิกาอาจจะเริ่มขึ้นราว ค.ศ. 1235 สิบเก้าปีหลังจากการเสียชีวิตของนักบุญแอนโทนีแห่งปาดัวและสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1301 แม้จะยังมีการต่อเติมโครงสร้างอีกหลังจากนั้น (รวมทั้งการซ่อมแซมบริเวณจรมุข (ambulatory) ที่พังลงมา และการสร้างฉากกางเขนใหม่) ที่ทำระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 ถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 ตามความประสงค์ของนักบุญแอนโทนีร่างของท่านได้รับการฝังไว้ในวัดเล็กๆ ชื่อวัดซานตามาเรียมาเตอร์โดมินิ ที่อาจจะสร้างมาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ใกล้กับคอนแวนต์ที่ท่านก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1229 วัดนี้รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของบาซิลิกาปัจจุบันเป็น “ชาเปลมาดอนนาโมรา” หรือ “ชาเปลพระแม่มารีดำ” (Cappella della Madonna Mora)

สถาปัตยกรรม[แก้]

ซานอันโตนิโอเป็นสิ่งก่อสร้างที่ไม่บ่งลักษณะสถาปัตยกรรมของตระกูลใดตระกูลหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นสิ่งก่อสร้างที่วิวัฒนาการที่มาจากลักษณะสถาปัตยกรรมของหลายตระกูลที่เกิดขึ้นในช่วงหลายศตวรรษที่สร้างที่จะเห็นได้จากรายละเอียดของลักษณะภายนอก

บาซิลิกาใหม่เริ่มจากสิ่งก่อสร้างที่มีช่องทางเดินกลางเพียงทางเดินเดียวเช่นเดียวกับมหาวิหารเซนต์ฟรานซิสแห่งอาซิซิโดยมีบริเวณพิธีโค้งทางมุขตะวันออก แขนกางเขนกว้าง และหลังคาสี่เหลี่ยมสองหลังคาเหนือช่องทางเดินกลางที่ตอนบนเป็นโดมเช่นเดียวกับโดมที่วัดซานมาร์โคในเวนิส ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมโรมาเนสก์

ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ก็มีการต่อเติมช่องทางเดินข้างกระหนาบช่องทางเดินกลางเป็นลักษณะสถาปัตยกรรมกอธิคที่แบ่งเป็นสองช่วงที่เป็นเพดานโค้งและเพดานแบบโค้งสี่ (quadripartite)

ทางมุขตะวันออกก็ได้รับการต่อเติมเป็นแบบกอธิคแต่เป็นเพดานโค้งสันโดยมีชาเปลเก้าชาเปลกระจายออกไปตามแบบฝรั่งเศส ต่อมาก็มีการสร้าง ชาเปลเรลิควิโอเดลเทโซโร (Cappella delle Reliquie o del Tesoro) หรือชาเปลเก็บของมีค่า (Treasury chapel) ในปี ค.ศ. 1691 แบบบาโรกโดยฟิลิปโป พาโรดิ (Filippo Parodi) ลูกศิษย์ของจานโลเรนโซ แบร์นินี

ด้านหน้าตอนกลางเป็นอิฐแบบสถาปัตยกรรมโรมาเนสก์ที่ยื่นออกมาเมื่อมีการสร้างช่องทางเดินข้างซึ่งทำให้มีลักษณะเป็นโค้งเว้าเข้าไปสี่โค้งตรงทางเข้าแบบกอธิค เหนือทางเข้าเป็นระเบียงที่แล่นตามแนวขวางตลอดด้านหน้าของสิ่งก่อสร้าง

โดมสองโดมสร้างแบบเดียวกับโดมสูงของบาซิลิกาซานมาร์โคในเวนิสทำให้มีลักษณะที่ดูเหมือนสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ แต่หอระฆังเล็กๆ รอบโดมมีลักษณะคล้ายหอมินเนอเร็ตของสุเหร่าของสถาปัตยกรรมอิสลาม ด้านนอกหลังคาเป็นแบบจั่วแบบเกือบราบตกแต่งด้วยซุ้มโค้งบอดที่ทำด้วยอิฐ จั่วเมื่อรวมกับโดม ค้ำยันกว้าง และหอเล็กๆ สร้างลักษณะที่เป็นประติมากรรมที่ดูเทอะทะหนักที่ดูดีจากทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ด้านหน้าของวัดมีอนุสาวรีย์บนหลังม้าของทหารรับจ้างอิตาลี “กัตตาเมลาตา” โดยโดนาเทลโล

งานศิลปะ[แก้]

จิตรกรรมฝาผนังโดยอัลติเคียโร ดา เซวิโอ (Altichiero da Zevio) ในชาเปลเซนต์เจมส์

ภายในบาซิลิการมีสิ่งที่มีคุณค่าทางศิลปะหลายอย่างที่รวมทั้งอนุสรณ์ผู้ตายหลายอนุสรณ์ ชาเปลซานทิสสิโมซาคราเมนโต (Cappella del Santissimo Sacramento) ทางด้านช่องทางเดินข้างด้านขวาเป็นที่บรรจุศพของทหารรับจ้างอิตาลีคนสำคัญชื่ออีราสโมแห่งนาร์นิ หรือที่เรียกกันว่า “กัตตาเมลาตา” และลูกชายจานอันโตนิโอ ชาเปลนี้ตกแต่งด้วยแถบต่างสีและรายละเอียดแบบกอธิคตกแต่งมาเป็นระยะๆ ระยะสุดท้ายเป็นการตกแต่งด้วยงานโมเสกที่มีลำแสงทองส่องลงมายังท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม งานที่มีลักษณะเป็นนาฏกรรมนี้สร้างโดยโลโดวิโค โพเกลียกิ ระหว่าง ค.ศ. 1927 ถึง ค.ศ. 1936.

วัตถุมงคลของนักบุญแอนโทนีแห่งปาดัวตั้งอยู่ภายในชาเปลเรลิควิโอเดลเทโซโรที่ตกแต่งแบบบาโรกอย่างวิจิตรที่เริ่มในปี ค.ศ. 1691) ร่างของนักบุญที่เดิมตั้งอยู่ภายใน “ชาเปลพระแม่มารีดำ” ก็มาตั้งอยู่ในชาเปลต่างหากตั้งแต่ปี ค.ศ. 1350 การตกแต่งในชาเปลนี้เชื่อว่าทำโดยทุลลิโอ ลอมบาร์โด (Tullio Lombardo) ผู้ตกแต่งภาพนูนหลายชิ้นในวัด ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ก็มีการติดตั้งประติมากรรมโดยทิเชียโน อัสเพตติ (Tiziano Aspetti)

บาซิลิกามีศิลปะของพระแม่มารีหลายชิ้นที่รวมทั้ง “พระแม่มารีดำ” ที่เป็นประติมากรรมของพระแม่มารีและพระบุตรที่สร้างโดยประติมากรชาวฝรั่งเศส Rainaldino di Puy-l'Evéque ตั้งแต่ ค.ศ. 1396 ที่เรียกว่าพระแม่มารีดำเพราะมีพระเกศาสีดำและพระฉวีคล้ำ (olive skin)

“พระแม่พิลาสโตร” (Madonna del Pilastro) เป็นจิตรกรรมฝาผนังจากคริสต์ศตวรรษที่ 14 โดยสเตฟานโน ดา เฟอร์ราราที่อยู่บนเสาทางด้านซ้าย

ประติมากรรมชิ้นอื่นก็ได้แก่เชิงเทียนอีสเตอร์ในมุขตะวันออกที่สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1515 โดย อันเดรีย บริโอสโค (Andrea Briosco) ซึ่งถือว่าเป็นงานชิ้นเอก แต่สิ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดและเด่นที่สุดคือแท่นบูชาเอกที่มีประติมากรรมสัมริดของ “พระแม่มารีและพระบุตร” และนักบุญอีกหกองค์โดยโดนาเทลโล ผู้สร้างประติมากรรมภาพนูนเกี่ยวกับฉากชีวิตของนักบุญแอนโทนีอีกสี่ภาพด้วย

ทางด้านขวาของช่องทางเดินกลางเป็นอนุสรณ์ของนักบุญในชาเปลเซนต์เจมส์ที่โบนิฟาชิโอ ลูพิจ้างให้ทำในคริสต์ศตวรรษ 1370 เป็นแบบกอธิค ผนังของชาเปลเป็นจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับชีวิตของนักบุญเจมส์ ลูกของเซเบดีและพระเยซูตรึงการเขนโดยอัลติเชียโร ดา เซวิโอซึ่งถือว่าเป็นจิตรกรรมชิ้นสำคัญของคริสต์ศตวรรษที่ 14

อ้างอิง[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ บาซิลิกาซานอันโตนิโอแห่งปาดัว

ระเบียงภาพ[แก้]