มหาวิหารซอลส์บรี
| มหาวิหารซอลส์บรี | |
|
Salisbury Cathedral |
|
มหาวิหารซอลส์บรี |
|
| สิ่งก่อสร้าง | |
|---|---|
| ฐานะ | มหาวิหาร |
| นิกาย | อังกลิคัน |
| ที่ตั้ง | ซอลส์บรี, มณฑลวิลท์เชอร์ |
| ประเทศ | |
| การก่อสร้าง | |
| แรกสุด | ค.ศ. 1220 |
| สร้างเสร็จ | ค.ศ. 1280 |
| ผู้สร้างปัจจุบัน | บาทหลวงริชาร์ด พัวร์ |
| แบบสถาปัตยกรรม | กอธิคอังกฤษสมัยต้น |
| โครงสร้าง | ส่วนใหญ่เป็นหินจากเพอร์เบ็ค |
| สูง | หอสูง 404 ฟุต (123 เมตร) |
| แบบผัง | กางเขนซ้อน |
| ผู้ออกแบบ/ตกแต่ง | |
| ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว | |
| สิ่งที่น่าสนใจ | ลักษณะกอธิคอังกฤษสมัยต้นแท้, ยอดหินแหลมสูงที่สุดในอังกฤษหนัก 6,397 ตัน, หอประชุมสงฆ์แปดเหลี่ยม, ที่เก็บมหากฎบัตรฉบับดั้งเดิม, ระเบียงคดที่ยังสมบูรณ์ |
| พิกัด | 51°03′53″N 1°47′51″W / 51.06472°N 1.79750°W |
| เว็บไซต์ | มหาวิหารซอลส์บรี |
มหาวิหารซอลส์บรี (อังกฤษ: Salisbury Cathedral) มีชื่อเป็นทางการว่า มหาวิหารเซนต์แมรี (Cathedral of Saint Mary) เป็นมหาวิหารนิกายอังกลิคันตั้งอยู่ที่เมืองซอลส์บรี มณฑลวิลท์เชอร์ในสหราชอาณาจักร เริ่มสร้างเมื่อ ค.ศ. 1221 แล้วเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1280 รวมระยะเวลาในการสร้าง 59 ปี ในปี ค.ศ. 2008 มหาวิหารซอลส์บรีฉลองครบรอบ 750 ปีตั้งแต่ได้รับสถาปนาเป็นมหาวิหารตั้งแต่ปี ค.ศ. 1258[1]
ยอดของมหาวิหารซอลส์บรีสูงจากพื้น 404 ฟุต (123 เมตร) ซึ่งสูงที่สุดในสหราชอาณาจักร ระเบียงคดมีเนื้อที่มากที่สุด และเนื้อที่บริเวณรอบมหาวิหารเท่ากับ 80 เอเคอร์ ซึ่งกว้างใหญ่ที่สุดในอังกฤษ[2] นอกจากนั้นมหาวิหารยังมีนาฬิกาที่สร้างเมื่อ ค.ศ. 1386 ที่ยังใช้การได้ และเป็นมหาวิหารที่เป็นที่เก็บหนึ่งในสี่ของมหากฎบัตรฉบับดั้งเดิม[2]
ความสำคัญของมหาวิหารซอลส์บรีทางสถาปัตยกรรม คือเป็นตัวอย่างที่ดีของสิ่งก่อสร้างแบบกอธิคของอังกฤษ[2] ตอนต้นที่เป็นแนวเดียวกันหมดเพราะสร้างรวดเดียวเสร็จ ไม่เหมือนมหาวิหารอื่นที่ใช้เวลาหลายร้อยปีจึงสร้างเสร็จจึงทำให้ลักษณะสถาปัตยกรรมเปลี่ยนไปตามสมัย
เนื้อหา |
ประวัติ [แก้]
เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างพระและฝ่ายทหารที่โอลด์เซรุม (Old Sarum) ที่เป็นที่ตั้งเดิมของมหาวิหารซอลส์บรีเสื่อมโทรมลง ทางวัดจึงตัดสินใจย้ายวัดไปตั้งที่ใหม่ที่เมืองซอลส์บรีในปัจจุบัน[3] การย้ายเกิดขึ้นในสมัยของบาทหลวงริชาร์ด พัวร์ (Richard Poore) ผู้ซึ่งเป็นผู้มีฐานะร่ำรวยและได้อุทิศที่ดินในการก่อสร้างมหาวิหารใหม่ แม้ว่าการก่อสร้างมหาวิหารใหม่ใช้เงินจากการอุทิศแต่ผู้อุทิศหลักก็คือพระแคนนอนและวิคาร์จากทางตะวันตกเฉียงใต้ผู้ถูกขอให้อุทิศเป็นจำนวนเจาะจงทุกปีจนกว่ามหาวิหารจะสร้างเสร็จ[4] ที่ตั้งปัจจุบันเลือกจากตำนานที่กล่าวว่าบาทหลวงแห่งโอลด์เซรุมยิงธนูไปทางทิศที่จะสร้างมหาวิหาร ไปโดนกวางที่เดินไปจนล้มลงตาย ที่ที่กวางตายก็คือที่สร้างมหาวิหารปัจจุบัน
ศิลาฤกษ์วางเมื่อวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1220[5] เพราะที่สร้างปัจจุบันมีระดับน้ำใต้ดินสูงมหาวิหารจึงมีฐานลึกเพียง 4 ฟุต ทางเดินกลาง, แขนกางเขน และบริเวณสงฆ์ (choir) สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1258, ด้านหน้าในปี ค.ศ. 1265, ระเบียงคดและหอประชุมสงฆ์ในปี ค.ศ. 1280 เพราะมหาวิหารสร้างเสร็จในระยะเวลาเพียง 38 ปี จึงทำให้เป็นลักษณะการก่อสร้างแบบเดียวที่สมบูรณ์แบบ--สถาปัตยกรรมกอธิคอังกฤษสมัยต้น
สิ่งที่มาสร้างภายหลังจากส่วนอื่นก็ได้แก่ระเบียงคด หอประชุมสงฆ์ หอระฆัง และมณฑปซึ่งสูง 404 ฟุต หรือ 123 เมตรซึ่งเห็นเด่นชัดมาแต่ใกลตั้งแต่ปี ค.ศ. 1320 แม้ว่าหอคอยของมหาวิหารจะเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาที่สุดของมหาวิหาร แต่ก็เป็นสิ่งที่เป็นปัญหาที่สุดเช่นเดียวกัน หอคอยและยอดซึ่งอยู่ตรงจุดตัดระหว่างทางเดินกลางและแขนกางเขนเพิ่มน้ำหนักให้แก่ตัวมหาวิหารขึ้นอีก 6,397 ตัน ซึ่งถ้าไม่มีกำแพงค้ำยัน, โค้งค้ำยัน, หรือผูกด้วยเหล็กแล้วก็คงล้มครืนลงมาเช่นยอดของแอบบีมาลมสบรี (Malmesbury Abbey) แต่ยอดของมหาวิหารซอลส์บรียังอยู่เป็นยอดวัดที่สูงที่สุดในโลกที่สร้างก่อน ค.ศ. 1400 ความหนักของยอดจะเห็นได้จากคอลัมน์สี่มุมภายในมหาวิหารที่โก่งตัวเพราะความกดดันและพื้นที่ทรุดลงจากบริเวณอื่น ทางวัดต้องสร้างเพดานปลอมเหนือจุดตัดภายใต้บริเวณโคม (lantern stage) เพื่อช่วยรับน้ำหนัก
การบูรณะครั้งสำคัญทำโดยสถาปนิกเจมส์ ไวแอ็ทท์ (James Wyatt) ในปี ค.ศ. 1790 รวมทั้งสร้างฉากกางเขนใหม่แทนฉากกางเขนเดิมที่ย้ายไปอยู่ในชาเปลข้างๆ และรื้อหอระฆังที่ตั้งห่างจากตัววัดไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 100 เมตรทิ้ง มหาวิหารซอลส์บรีเป็นหนึ่งในสามของมหาวิหารในอังกฤษที่ไม่มีหอระฆัง อึกสองมหาวิหารคือมหาวิหารนอริช และ มหาวิหารอีลี
หอประชุมสงฆ์และมหากฎบัตร [แก้]
ลักษณะเด่นของหอประชุมสงฆ์คือเป็นรูปแปดเหลื่ยมตกแต่งด้วยขอบรูปปั้นเหนือที่นั่งรอบภายในสิ่งก่อสร้างเป็นฉากจากพระธรรมปฐมกาลและ พระธรรมอพยพรวมทั้งอาดัมและอีฟ, เรือโนอาห์, หอบาเบล และ เอบราฮัม, ไอแซ็ค และ เจคอป นอกจากนั้นหอประชุมสงฆ์ยังเป็นที่ตั้งแสดงหนึ่งในสี่มหากฎบัตรฉบับแท้ มหาวิหารซอลส์บรีได้เป็นเจ้าของมหากฎบัตรเพราะอีไลอัสแห่งแดเรม (Elias of Dereham) ผู้มีหน้าที่แจกจ่ายมหากฎบัตรมาเป็นพระแคนนอนที่ซอลส์บรีและมาควบคุมการก่อสร้างมหาวิหารนำเอาติดตัวมาด้วย
อ้างอิง [แก้]
- ↑ "750th Anniversary, Salisbury Cathedral". สืบค้นเมื่อ 2008-01-17.
- ↑ 2.0 2.1 2.2 "Visitor Information, Salisbury Cathedral". สืบค้นเมื่อ 2008-01-17.
- ↑ Evans, p. 10-11
- ↑ Evans, p. 13
- ↑ Evans, p. 15
ข้อมูลเพิ่มเติม [แก้]
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ มหาวิหารซอลส์บรี- เอเดรียน เฟลทเชอร์สถานที่ขัดแย้ง – มหาวิหารซอลส์บรีและมหากฎบัตร
- ประวัติโรงเรียนร้องเพลงสวดและคณะนักร้องเพลงสวดของมหาวิหารซอลส์บรี
- ภาพมหาวิหารซอลส์บรี
- ภาพมหาวิหารซอลส์บรี (Flickr)
- แพโนรามิค
- ภาพรายละเอียดสถาปัตยกรรม
- เว็บไซต์ของสำนักงานท่องเที่ยวซอลส์บรี
สมุดภาพ [แก้]
-
แผนผังมหาวิหารเป็นกางเขนสองชั้นแสดงว่าเคยเป็นสำนักสงฆ์มาก่อน
-
รูปสลักหน้าบันของพระแม่มารีและพระบุตรและเทวดา