สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 1: ภัยซ่อนเร้น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ภัยซ่อนเร้น)
สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 1: ภัยซ่อนเร้น
250px
ภาพใบปิดภาพยนตร์
กำกับ จอร์จ ลูคัส
อำนวยการสร้าง ริค แมคเคลลัม
จอร์จ ลูคัส
เขียน จอร์จ ลูคัส
เขียนบท เดวิด แทตเตอร์ซอลล์
นำแสดง เลียม นีสัน
ยวน แมคเกรเกอร์
นาตาลี พอร์ตแมน
เจค ลอยด์
เอียน แมคเดียร์มิด
ดนตรีประกอบ จอห์น วิลเลียมส์
ตัดต่อ เบน เบิร์ต
ค่าย ทเวนตี้ เซนจูรี่ ฟอกซ์
ฉาย

31 พฤษภาคม ค.ศ. 1999 (สหรัฐอเมริกา)

18 มิถุนายน พ.ศ. 2542 (ประเทศไทย)
10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 (สามมิติ:สหรัฐอเมริกา)
9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 (สามมิติ:ประเทศไทย)
ความยาว 133 นาที (ต้นฉบับ)
136 นาที (ฉบับดีวีดี)
ภาษา อังกฤษ
งบประมาณ 115,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ต่อจากนี้ เอพพิโซด 2: กองทัพโคลนส์จู่โจม

สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 1: ภัยซ่อนเร้น (อังกฤษ: Star Wars Episode I: The Phantom Menace) เป็นภาพยนตร์อเมริกันแนวมหากาพย์ละครอวกาศ เขียนบทและกำกับโดยจอร์จ ลูคัส เป็นภาพยนตร์ลำดับที่ออกฉายเป็นลำดับที่สี่ของมหากาพย์ภาพยนตร์สตาร์ วอร์ส เป็นภาคแรกของภาพยนตร์สตาร์ วอร์ส ชุดไตรภาคต้น และเป็นภาพยนตร์ลำดับแรกสุดตามลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด นอกจากนี้ยังเป็นภาพยนตร์ที่เป็นผลงานกำกับของจอร์จ ลูคัส เรื่องแรกในรอบ 22 ปี หลังจากภาพยนตร์สตาร์ วอร์สภาคแรกสุด และเป็นผลงานกำกับเรื่องที่สี่ของเขา

ภาพยนตร์เล่าเรื่องของอาจารย์เจไดไควกอน จินน์ และศิษย์โอบีวัน เคโนบี ที่ได้รับมอบหมายภารกิจให้ร่วมเดินทางจากดาวนาบูไปยังคอรัสซานท์กับราชินีอมิดาลาในฐานะองครักษ์ เพื่อหาหนทางยุติความขัดแย้งทางการค้าที่มีโอกาสถูกจุดชนวนเป็นสงคราม และเล่าเรื่องราวของเด็กชายอนาคิน สกายวอล์คเกอร์ก่อนที่จะเข้าสู่หนทางเจได ในตอนที่ยังเป็นเด็กทาสที่มีสัมผัสแรงกล้าในพลัง และต้องเข้ามามีส่วนร่วมในเหตุการณ์การกลับมาอย่างเป็นปริศนาของเหล่าซิธ

จอร์จ ลูคัส เริ่มดำเนินงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้หลังจากพิจารณาแล้วว่าเทคนิกพิเศษในการถ่ายทำภาพยนตร์ในเวลานั้นก้าวหน้าไปมากจนทำให้เขาสามารถทำสิ่งที่ต้องการถ่ายทำให้ออกมาเป็นภาพได้จริง การถ่ายทำมีขึ้นในช่วง ค.ศ. 1997 (เริ่ม 26 มิถุนายน ค.ศ. 1997) ที่สถานที่ถ่ายทำต่างๆ เช่น สตูดิโอที่ลีฟส์เดน และทะเลทรายในตูนิเซีย เทคนิกพิเศษที่ใช้ในภาพยนตร์ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการใช้การสร้างภาพด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิก (CGI) เป็นจำนวนมาก ตัวละครบางตัวและฉากบางฉากถูกสร้างขึ้นในคอมพิวเตอร์ทั้งหมดและไม่ได้มาจากการถ่ายทำฉากหรือตัวละครที่สร้างขึ้นจริง

ภัยซ่อนเร้นออกฉายครั้งแรกในวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1999 นับเป็นเวลา 16 ปี หลังจากภาพยนตร์สตาร์ วอร์สภาคล่าสุดคือการกลับมาของเจไดออกฉายเมื่อ ค.ศ. 1983 เสียงตอบรับเป็นไปด้วยความตื่นเต้น ครอบครองพื้นที่สื่อจำนวนมาก และมีผู้ตั้งตารอคอยภาพยนตร์เรื่องนี้จำนวนมากเนื่องจากผลกระทบทางวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มาจากภาพยนตร์ภาคก่อนๆ เสียงวิจารณ์เป็นไปในทางก้ำกึ่งโดยเสียงชื่นชมมาจากงานภาพและฉากแอกชัน แต่นักวิจารณ์มักชี้ว่ามีจุดบกพร่องในการเขียนบท การสร้างตัวละคร การแสดง และการกำกับการแสดง อย่างไรก็ดีภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ไป 924.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั่วโลกจากการฉายครั้งแรก ทำให้เป็นภาพยนตร์สตาร์ วอร์สที่มีรายได้สูงที่สุดหากไม่ปรับตามค่าเงินเฟ้อ ปี ค.ศ. 2012 ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกนำมาปรับปรุงและฉายใหม่อีกครั้งในระบบสามมิติ จึงทำเงินเพิ่มได้อีก 102.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้มีรายรับรวมทั้งหมดทั่วโลกมากกว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัญฯ กลับมาอยู่ใน 10 อันดับภาพยนตร์รายรับสูงที่สุดตลอดกาล แต่คงอยู่ในตำแหน่งได้เพียงไม่กี่เดือนก่อนที่อัศวินรัตติกาลผงาดจะมาชิงตำแหน่งไป

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีภาคต่ออีก 2 ภาค ได้แก่ สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 2: กองทัพโคลนส์จู่โจม ออกฉาย ค.ศ. 2002 และ สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 3: ซิธชำระแค้น ออกฉาย ค.ศ. 2005

เนื้อเรื่องย่อ[แก้]

โอบีวัน เคโนบี และ ไควกอน จิน

ในปีที่ 32 ก่อนยุทธการยาวิน เกิดความขัดแย้งกันขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับการค้าระหว่างสหพันธ์พาณิชย์กับดาวนาบู (Naboo) ซึ่งก่อให้เกิดการปิดล้อมดาวนาบูขึ้น สมุหนายกวาโลรัมได้ลอบส่งอัศวินเจไดสองนาย คือ ไควกอน จินน์ (Qui-Gon Jinn) และโอบีวัน เคโนบี (Obi-Wan Kenobi) ออกไปแก้ปัญหาอย่างลับๆ แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า แท้จริงแล้วสหพันธ์พาณิชย์นั้นได้ร่วมมือกับดาร์ธ ซิเดียส (Darth Sidious) ผู้ลึกลับ ซึ่งเป็นผู้สั่งการรุกรานดาวนาบู และสั่งฆ่าเจไดทั้งสองทันทีที่เดินทางไปถึงยังยานสหพันธ์ แต่อย่างไรก็ตาม ไควกอน และโอบีวันก็หลบหนีออกมาได้และเดินทางไปยังพื้นผิวดาวนาบู

บนดาวนาบู เจไดทั้งสองได้พบกับจาร์ จาร์ บิงคส์ (Jar Jar Binks) ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บนดาวนาบู จาร์ จาร์ บิงส์ช่วยพาเจไดทั้งสองคนหลบหนีกองทัพสหพันธ์ฯ ไปยังนครกันก้าเมืองใต้บาดาลของชาวกันแกน ในขณะเดียวกันทางด้านสหพันธ์ฯ ก็บุกรุกเข้าสู่นาบูและจับตัวราชินีแพดเม่ อมิดาลา (Queen Amidala) ผู้นำนาบูไว้ ด้านเจไดได้พบกับบอสแนซ (Boss Nass) ผู้นำชาวกันแกน และขอให้แนซช่วยชาวนาบู แต่แนซปฏิเสธและให้ยานแก่เจไดทั้งสองไป ด้วยยานดังกล่าว เจไดทั้งสองพร้อมด้วยจาร์จาร์บิงส์ได้เดินทางไปถึงเมืองหลวงของนาบู และเข้าช่วยเหลือราชินีอมิดาล่าจากกองทัพดรอย์ของสหพันธ์ไว้ได้ จากนั้นพวกเขาเดินทางสู่คอรัสซานท์ (Coruscant) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐ (Galactic Republic) เพื่อขอความช่วยเหลือจากสภาสูง ในระหว่างการเดินทางหลบหนีออกจากดาวนาบูนั้น ดรอย์ตัวหนึ่ง รหัส R2-D2 ได้กลายเป็นฮีโร่ เมื่อสามารถช่วยซ่อมแซมยานขณะถูกยานของสหพันธ์ไล่ยิงได้

อนาคิน สกายวอล์คเกอร์

อย่างไรก็ตาม จากการถูกโจมตีระหว่างเดินทางหลบหนีนั้น ทำให้จำเป็นต้องลงจอดยานบนดาวทะเลทรายทาทูอีนเพื่อทำการซ่อมแซม ในระหว่างหาซื้ออะไหล่ที่ต้องการอยู่นั้น พวกเขาก็ได้พบกับอนาคิน สกายวอล์คเกอร์ (Anakin Skywalker) ทาสของพ่อค้าอะไหล่ชาวต่างดาวนามวัตโต้ (Watto) อนาคินเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ทางด้านการเป็นนักบินและการประดิษฐ์สิ่งจักรกลต่างๆ (เขาได้สร้างดรอย์ตัวหนึ่งได้เกือบสมบูรณ์ โดยให้ชื่อว่า ซีทรีพีโอ (C-3PO) ไควกอน จินสัมผัสถึงพลังที่แข็งแกร่งในตัวอนาคิน และรู้สึกว่าเขาอาจเป็นผู้ที่ถูกเลือก และนำสมดุลมาสู่พลัง ตามคำทำนายโบราณของเจได

ไควกอนนำอนาคินเข้าสู่การแข่งขันพอดเรซ (podrace) และพนันกับวัตโต้ในการให้อิสระแก่อนาคินหากอนาคินชนะการแข่งขัน (เพียงอนาคินเท่านั้น เนื่องจากไควกอนไม่สามารถต่อรองขอแลกอิสรภาพของทั้งอนาคินและแม่ได้) พร้อมกับไควกอนจะได้อะไหล่ยานที่ต้องการ อนาคินชนะการแข่งขันและได้ร่วมเดินทางสู่คอรัสซานท์ซึ่งไควกอนตั้งใจจะขออนุญาตจากสภาเจไดในการฝึกฝนอนาคินให้เป็นเจได แต่ในขณะเดียวกันนั้นดาร์ธ มอล (Darth Maul) ศิษย์ของซีเดียสได้ถูกส่งมายังทาทูอีนเพื่อกำจัดเจไดทั้งสองและจับตัวควีนอมิดาล่า โดยดาร์ธ มอลปรากฏตัวขึ้นในขณะที่พวกไควกอนกำลังจะขึ้นยานเพื่อเดินทางออกจากทาทูอีน ดาร์ธ มอลได้ต่อสู้กับไควกอน แต่ไควกอนก็สามารถขึ้นยานและเดินทางออกจากทาทูอีนได้สำเร็จ

วุฒิสมาชิกพัลพาทีน

บนคอรัสซานท์ ไควกอนได้แจ้งแก่สภาเจไดถึงบุคคลลึกลับที่เขาต่อสู้ด้วยบนทาทูอีน และเนื่องจากบุคคลผู้นั้นมีศิลปะการต่อสู้แบบเจได ทำให้สภาเป็นกังวลว่านี่อาจจะเป็นสัญญาณการกลับมาของซิธ (Sith) ผู้อยู่ในด้านมืดของพลังที่ได้หายสาบสูญไปนานแล้ว จากนั้นไควกอนได้แจ้งแก่สภาถึงเรื่องอนาคินและหวังว่าเขาจะได้รับอนุญาตให้ฝึกฝนอนาคินเป็นเจได แต่หลังจากได้รับการทดสอบแล้ว สภาเจไดได้ทำการปฏิเสธที่จะฝึกฝนอนาคินให้เป็นเจไดเนื่องจากเขาวัยมากกว่าตามที่กฎของเจไดกำหนดไว้ และพวกเขายังกังวลถึงอนาคตที่มืดมัวและความกลัวอย่างรุนแรงที่พวกเขาสัมผัสได้ในตัวอนาคิน

ขณะเดียวกันวุฒิสมาชิกพัลพาทีน (จากดาวนาบู) ก็ได้ใช้สถานการณ์ของควีนอมิดาล่าให้เป็นประโยชน์ โดยโน้มน้าวให้เธอยื่นไม่ไว้วางใจสมุหนายกวาโลรัม เพื่อที่ตนเองจะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นสมุหนายกคนใหม่ หลังจากนั้นควีนอมิดาล่าได้ตัดสินใจเดินทางกลับไปยังนาบู เพื่อต่อสู้กับการรุกรานเนื่องจากเห็นว่าสภาไม่ให้ความช่วยเหลือใดๆ และกว่าที่พัลพาทีนจะได้รับเลือกให้เป็นสมุหนายกคนใหม่ก็คงสายเกินไป โดยที่เจไดทั้งสองนาย ไควกอนและโอบีวันได้ร่วมเดินทางไปยังนาบูกับราชินีอมิดาล่าด้วย

ไควกอน จินและโอบีวัน เคโนบีกำลังต่อสู้กับดาร์ธ มอลบนดาวนาบู

เมื่อถึงดาวนาบู ควีนอมิดาล่าได้เข้าพบชาวกันแกนและขอความช่วยเหลือ ในการต่อสู้กับกองทัพสหพันธ์ฯ หลังจากต่อสู้กับกองทัพดรอย์ของสหพันธ์ฯ ไปได้ระยะหนึ่ง กองทัพกันแกนก็จวนเจียนจะพ่ายแพ้ แต่ก็กลับมาเป็นฝ่ายชนะ เมื่ออนาคินขับเครื่องบินรบและสามารถทำลายยานบัญชาการกองทัพดรอย์ของสหพันธ์ฯ ซึ่งทำให้กองทัพดรอย์หยุดการทำงานได้สำเร็จ ขณะเดียวกัน ทางด้านราชินีอมิดาล่าก็ได้พากำลังทหารของเธอกลับไปที่พระราชวัง เพื่อจับตัวอุปราชของสหพันธ์ฯ และในเวลาเดียวกันดาร์ธ มอลก็กำลังต่อสู้กับเจไดทั้งสอง เขาสังหารไควกอนได้สำเร็จ แต่ดาร์ธ มอลก็กลับถูกโอบีวันฆ่าตาย ก่อนที่ไควกอนจะสิ้นใจ เขาได้สั่งเสียโอบีวันให้ฝึกฝนอนาคินเป็นเจได ซึ่งโอบีวันก็รับปากตามที่ไควกอนขอ

หลังการสู้รบจบสิ้น สภาเจไดแต่งตั้งให้โอบีวันเป็นอัศวินเจได โอบีวันเอ่ยถึงความตั้งใจของไควกอนที่ต้องการฝึกฝนให้อนาคินเป็นเจไดกับโยดา (Yoda) โยดาอนุญาตให้โอบีวันรับอนาคินเป็นศิษย์อย่างไม่เต็มใจ ในพิธีเผาศพของไควกอน เมซ วินดู (Mace Windu) และโยดาเห็นต้องกันว่าการตายของไควกอนนั้นเป็นฝีมือของซิธ และเนื่องจากซิธจะต้องมีสองคนเสมอ (อาจารย์และศิษย์) วินดูและโยดาจึงเชื่อว่ายังมีซิธอีกคนเหลืออยู่ที่ไหนสักแห่ง

ภาพยนตร์ปิดฉากลงด้วยการเฉลิมฉลองอิสรภาพจากสหพันธ์ฯ บนดาวนาบู ราชินีอมิดาล่าได้มอบของขวัญให้แก่แนซเพื่อเป็นการยกย่องและเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ

ตัวละครหลัก[แก้]

การตอบรับ[แก้]

สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 1: ภัยซ่อนเร้น ได้รับคำวิจารณ์หลายแบบจากนักวิจารณ์ รวมถึงเหล่าผู้ชมในต่างประเทศ ภาพยนตร์ชุดนี้ได้รับการตอบรับที่เรต 61% จากเว็บไซต์รอทเทนโตเมโต้ ด้วยคะแนนเฉลี่ยที่ 5.9/10 [1] ซึ่งถือเป็นอันดับต่ำสุดของภาพยนตร์ชุด สตาร์วอร์ส การเขียนสคริปต์บางส่วนได้รับการวิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จาร์ จาร์ บิงคส์ ที่ได้รับการสรุปโดยผู้ชมรุ่นเก่าหลายคนว่า เหมาะสำหรับจัดทำในรูปแบบเมอร์แชนไดส์มากกว่าตัวละครแบบจริงจังในภาพยนตร์[2][3][4]

บ็อกซ์ออฟฟิศ[แก้]

แม้จะได้รับคำวิจารณ์ที่หลากหลาย แต่ สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 1: ภัยซ่อนเร้น ก็ประสบความสำเร็จในแง่ของรายรับ ด้วยการทำลายสถิติบ็อกซ์ออฟฟิศจากการเปิดตัว ภาพยนตร์ชุดนี้ได้ทำลายสถิติ เดอะ ลอสต์ เวิลด์ จูราสสิค พาร์ค ด้วยรายรับภายในวันเดียวกว่า 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐของวันเปิดตัว (ก่อนที่ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ จะทำลายสถิติลงใน ค.ศ. 2001) และสามารถสร้างรายรับรวมได้ที่ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในช่วงระยะเวลาห้าวัน (ก่อนที่ สไปเดอร์แมน จะทำลายสถิติลงใน ค.ศ. 2002)[5] ภาพยนตร์ชุดนี้ยังเป็นภาพยนตร์ที่สามารถทำรายได้ที่ 200 ล้าน และ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำลายสถิติของ ไอดี 4 : สงครามวันดับโลก และ ไททานิก[6] โดย สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 1: ภัยซ่อนเร้น จัดเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดใน ค.ศ. 1999 ที่สามารถทำรายได้กว่า 431 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอเมริกาเหนือ และ 493 ล้านเหรียญสหรัฐในต่างแดน[6]

รายการอ้างอิง[แก้]

  1. "Star Wars Episode I: The Phantom Menace (1999)". Rotten Tomatoes. 1999. สืบค้นเมื่อ 2006-06-29. 
  2. Michael Okwu (1999-06-14). "Jar Jar jars viewers, spawns criticism". CNN. สืบค้นเมื่อ 2006-12-25. 
  3. Steve Wilson (1999-06-08). "I was a Jar Jar jackass". Salon Technology. Salon. สืบค้นเมื่อ 2006-12-25. 
  4. "The First Star Wars Prequel". The Sith Order. 2006-07-25. สืบค้นเมื่อ 2006-12-25. 
  5. Josh Wolk (1999-05-24). "Flip the Record : 'The Phantom Menace' topples two of three box office records". Entertainment Weekly. สืบค้นเมื่อ 2009-03-12. 
  6. 6.0 6.1 "Star Wars: The Phantom Menace". The Numbers. 2001-12-01. สืบค้นเมื่อ 2006-07-25. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]