ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน เป็นหนังสือของ วินทร์ เลียววาริณ วางจำหน่ายใน พ.ศ. 2537 และได้รางวัลซีไรต์ใน พ.ศ. 2540[1] ฉบับภาษาอังกฤษให้ชื่อว่า (Democracy, Shaken & Stirred) วางจำหน่าย พ.ศ. 2546
เป็นนิยายเชิงการเมืองไทย โดยดำเนินเรื่องตามการปฏิวัติในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2475 จนถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในพ.ศ. 2535 ตัวละครหลักในเรื่องเป็นตัวละครสมมติ แต่มีการใช้บุคคลในประวัติศาสตร์มากมาย
วินทร์ได้ใช้ลักษณะการเขียนแบบเดียวกันนี้ในนิยายอีกเรื่องของเขา คือ ปีกแดง (พ.ศ. 2545) เพียงแต่เป็นเรื่องของลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
[แก้] เกริ่น
หนังสือเรื่องนี้ เป็นการจำลองภาพในเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีความสำคัญในยุคต่างๆ นับตั้งแต่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย แม้จะไม่ใช้ประชาธิปไตยแบบเต็มใบจ นถีงในช่วง หกสิบปีต่อมาที่มีการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยแต่ละขั้น โดยมีการถ่ายเทอำนาจจากบุคคลหนึ่งไปหาอีกกลุ่มบุคคลหนึ่ง โดยถ่ายทอดผ่านการดำเนินชีวิตของบุคคลสองคน ที่แตกต่างกันในด้านการใช้ชีวิตและแตกต่างกันในทางด้านอุดมการณ์ แต่ทั้งสองมีจุดมุ่งหมายปลายทางเพื่อการได้มาชึ่งความสงบสุขของบ้านเมือง สิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียนกัน และได้มาชึ่งการมีประชาธิปไตยที่เต็มใบ เปรียบเสมือนทางเดินเพื่อไปหาประชาธิปไตย แต่เดินเป็นแนวที่ขนานกันไปไม่สามารถจะใช้วิธีร่วมกันได้
[แก้] เนื้อเรื่องโดยย่อ
| ระวังเสียอรรถรส ข้อความด้านล่างนี้กล่าวถึงเนื้อเรื่องหรือฉากจบ |
ฝนเทลงมาเหมือนทะเลคลั่งในคืนหนึ่งของเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2535 เช้าวันรุ่งขึ้น ที่มุมหนึ่งของสวนลุมพินี ชายชราสองคนนั่งด้วยกันบนม้านั่งตัวหนึ่งชายชราคนแรกร่างสูงใหญ่ ผมขาวแชมเทาทั่งศีรษะ ริ้วรอยบนใบหน้าแสดงถึงประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชน สายตาคมกริบและเปี่ยมพลังแฝงแววเฉลียวฉลาดแม้จะอยู่วัยใกล้ฝังชายชราอีกคนหนึ่ง รูปร่างไล่เลี่ยกันกับคนแรก ปีกไหล่ทั่งสองหนาบึกบึน คล้ายกันต้องแบกภาระหนักมาตลอดชีวิต สายตาผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างมากมาย
ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอีกครั้งหนึ่งนับตั้งแต่เจอกันครั้งแรกเมื่อ 60 ปีก่อน
ชายคนแรกตามเนื้อเรื่อง เขาคือ เสือย้อยที่มีถิ่นอาศัยอยู่แถบเมืองเพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ผู้ที่เป็นโจรแต่มีแววตาที่ฉลาด ดูมีการศึกษาที่สูงที่ไม่เหมือนกับโจรทั่วไป ที่เป็นเช่นนี้เพราะชายผู้นี้มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า หลวงกฤษดาวินิจ บุคคลที่มีการศึกษาสูง และเป็นทหารที่มีความจงรักภัคดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้ที่ต่อต้านการปฏิวัติที่ต้องการอำนาจของบุคคลเพียงบางกลุ่ม จนถูกบีบบังคับให้มาเป็นโจร
ชายชราอีกคนหนึ่งคือนายตำรวจที่มี ชื่อว่า ร.ต.ต ตุ้ย พันเข็ม นายตำรวจที่มีอุดมการณ์สูงรักประเทศยิ่งชีวิต ผู้มีบทบาทตั่งแต่นายตำรวจธรรมดาที่ปราบโจรที่มีชื่อต่างๆ จนเป็นที่เลืองลือจนได้รับฉายาว่า " จ่าตุ้ยปืนผี " จนถึงนายตำรวจที่มีบทบาทอย่างสูงทางการเมืองในยุค 60 ปีของการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ นายตำรวจที่เป็นคนสนิทของผู้นำประเทศที่มีอำนาจมหาศาลที่สุดในยุคหนึ่งของประเทศ
ทั้งสองเป็นทั้งเพื่อนและศัตรูกันทางด้านแนวคิด
ต่อจากนี้เป็นเรื่องที่กล่าวโดยย่อถึงเนื้อเรื่องที่เกิดขี้น พ.ศ. ต่าง ๆ
- พ.ศ. 2476 ในยุคแรกเริ่มของการได้มาซึ่งประชาธิปไตย ร.ต.ต ตุ้ย พันเข็ม ขณะยังมียศเป็นจ่าสิบตำรวจได้รับรู้ที่มาของเสือย้อย โจรที่ฉลาดและเป็นอดีตทหารที่เข้าร่วมกับฝ่ายกบฏบวรเดช เขาได้ออกไล่ล่าเสือย้อยเพื่อจะจับกุมตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา แต่สุดท้ายกลับได้เสือย้อยเป็นเพื่อนที่ต่างอุดมการณ์ เรื่องราวต่างๆ จึงเริ่มต้นขึ้น ณ จุดนี้
- พ.ศ. 2482 เสือย้อยถูกจับกุมเพื่อเตรียมถูกประหารในคดีลอบสังหารจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดย ร.ต.ต.ตุ้ยเป็นผู้ควบคุมการประหารด้วยตนเอง แต่ด้วยที่เสือย้อยเป็นโจรที่มีการศึกษาสูงและมีบทบาททางการเมือง จึงสามารถรอดพ้นการถูกประหารมาได้
- พ.ศ. 2483/2488 เป็นเรื่องราวของเสือย้อยในสองช่วงเวลา โดยช่วง พ.ศ. 2483 เสือย้อยถูกส่งตัวไปที่เกาะตะรุเตา เสือย้อยพยายามแหกคุกหนีออกมาจากเกาะตะรุเตา แต่โชคร้ายที่ผู้คุมคนหนึ่งเห็นตัวเข้า เสือย้อยคิดว่าตัวเองจะถูกผู้คุมยิงตายแล้ว แต่น่าแปลกที่ผู้คุมกลับปล่อยตัวเขาไป ส่วนช่วง พ.ศ. 2488 นั้นเป็นช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว เสือย้อยได้อาสาเป็นคนส่งความลับทางทหารให้กับคณะเสรีไทยแต่พลาดท่าถูกทหารญี่ปุ่นจับได้ เผอิญเวลานั้นญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตร และทหารญี่ปุ่นกลุ่มที่จับเสือย้อยรู้จักยอมรับความพ่ายแพ้ ทำให้เสือย้อยรอดพ้นจากความตายมาได้
- พ.ศ. 2494 เกิดกบฎแมนฮันตันขึ้น มีการจับตัวจอมพล ป. พิบูลสงครามไว้เป็นตัวประกันโดยกลุ่มทหารเรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ แต่ไม่สำเร็จ ผู้ที่ผิดหวังที่สุดในครั้งนี้คือเสือย้อยที่จะทำการปฏิวัติ แต่ช้ากว่าพวกกบฎแมนฮันตัน
- พ.ศ. 2500 พ.ต.ต ตุ้ยในฐานะนายตำรวจคนสนิทของจอมพล ป. พาจอมพล ป. หนีไปที่ชายแดนเขมรหลังหมดอำนาจ จากการถูกรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
- พ.ศ. 2508 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยประกาศสงครามกับฝ่ายอำนาจรัฐ ตุ้ย พันเข็มได้เข้าร่วมงานศพผู้เสียชีวิตในการปราบปรามคอมมิวนิสต์รายหนึ่ง เขาได้หวนนึกถึงชีวิตของเพื่อนตำรวจคนหนึ่งซึ่งมาจากภาคอีสานด้วยกัน เพื่อนของเขาคนนี้เคยมีส่วนรวมในการก่อคดีสังหารโหด 4 อดีตรัฐมนตรีที่บางเขน คดีสังหารนายเตียง ศิริขันธ์และพรรคพวกรวม 5 คน ตามใบสั่งของอำนาจรัฐ และเป็นเพชฌฆาตประหารนักโทษตามมาตรา 17 ในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สิ่งที่ตลกร้ายที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ ตุ้ยต้องมาทำหน้าอย่างเดียวกับเพื่อนของเขา โดยการจับกุมพ่อของเพื่อนตำรวจคนดังกล่าวไปประหารชีวิตด้วยข้อหามีความคิดเป็นคอมมิวนิสต์
- พ.ศ. 2516 เป็นปีที่มีการเรียกร้องประชาธิปไตยโดยหมู่นิสิตนักศึกษา ที่บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจรคืออำนาจให้ประชาชน มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น หนึ่งในเหตุการณ์นั่นคือการเผาอาคารสถานที่ราชการแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในที่ประท้วง โดยฝีมือของลูกน้องนักการเมืองที่อำพรางว่าเป็นฝีมือของประชาชน ซึ่ง พล.ต.ต ตุ้ยต้องสืบหาความจริงเรื่องนี้
- พ.ศ. 2519 พล.ต.ท ตุ้ยได้รับคำสั่งให้มาจับเสือย้อย ที่มีความเคลื่อนไหวว่าได้ปล้นรถบรรทุกนักโทษและได้ไปเข้าร่วมกับฝ่ายคอมมิวนิตส์ แต่เมื่อได้พบกันแล้วกลับพบความจริงว่า ลูกชายของเสือย้อยถูกจับ และเสือย้อยได้ฝากลูกชายไว้กับ พล.ต.ท ตุ้ยเพื่อให้กลับมาใช้ชิวิตในเมืองต่อไป ระหว่างเดินทางกลับ ลูกชายเสือย้อยถูกยิงเสียชีวิตเนื่องจากความเข้าใจผิดของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ
- พ.ศ. 2523 รัฐบาลในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ออกนโยบายที่จะกำจัดพวกคอมมิวนิสต์ โดยเน้นไปที่การปราบปรามโดยใช้การเมืองและระบอบประชาธิปไตยแทนที่จะใช้กำลัง
- พ.ศ. 2535 ปีที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทั้งเสือย้อยและ พล.ต.ต ตุ้ยย่างเข้าวัยชราแล้ว แต่ยังต้องข้องเกี่ยวกับการเมืองของนักการเมืองคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคลื่นลูกใหม่ที่มาแทนคลื่นลูกเก่า ทั้งสองคนต้องพิสูจน์ถึงคุณสมบัติของเสือที่ยังไว้ลายแม้จะแก่แล้วก็ตาม
[แก้] อ้างอิง
- ^ เพลินพิศ ศรีบุรินทร์ . วินทร์ เลียววาริณ นักเขียนสองซีไรต์. Positioning Magazine ตุลาคม 2548
| รายนามผลงานที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน จากประเทศไทย |
|---|
| พ.ศ. 2522-2530 | ลูกอีสาน (พ.ศ. 2522) - เพียงความเคลื่อนไหว (พ.ศ. 2523) - ขุนทอง เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง (พ.ศ. 2524) - คำพิพากษา (พ.ศ. 2525) - นาฏกรรมบนลานกว้าง (พ.ศ. 2526) - ซอยเดียวกัน (พ.ศ. 2527) - ปูนปิดทอง (พ.ศ. 2528) - ปณิธานกวี (พ.ศ. 2529) - ก่อกองทราย (พ.ศ. 2530) |
| พ.ศ. 2531-2540 | ตลิ่งสูง ซุงหนัก (พ.ศ. 2531) - ใบไม้ที่หายไป : กวีนิพนธ์แห่งชีวิต (พ.ศ. 2532) - อัญมณีแห่งชีวิต (พ.ศ. 2533) - เจ้าจันท์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน (พ.ศ. 2534) - มือนั้นสีขาว (พ.ศ. 2535) - ครอบครัวกลางถนน (พ.ศ. 2536) - เวลา (พ.ศ. 2537) - ม้าก้านกล้วย (พ.ศ. 2538) - แผ่นดินอื่น (พ.ศ. 2539) - ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน (พ.ศ. 2540) |
| พ.ศ. 2541-2550 | ในเวลา (พ.ศ. 2541) - สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน (พ.ศ. 2542) - อมตะ (พ.ศ. 2543) - บ้านเก่า (พ.ศ. 2544) - ความน่าจะเป็น (พ.ศ. 2545) - ช่างสำราญ (พ.ศ. 2546) - แม่น้ำรำลึก (พ.ศ. 2547) - เจ้าหงิญ (พ.ศ. 2548) - ความสุขของกะทิ (พ.ศ. 2549) - โลกในดวงตาข้าพเจ้า (พ.ศ. 2550) |
| ดูเพิ่ม | รางวัลซีไรต์ |


