บุปผาในกุณฑีทอง
| บุปผาในกุณฑีทอง | |
|---|---|
นางพานจินเหลียนกับซีเหมินชิ่ง |
|
| ผู้ประพันธ์ | หลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิง |
| ชื่อต้นฉบับ | 金瓶梅 |
| ประเทศ | จีน |
| ภาษา | ภาษาจีน |
| ชนิดสื่อ | หนังสือ |
บุปผาในกุณฑีทอง (จีน: 金瓶梅; พินอิน: Jīn Píng Méi จินผิงเหมย ;อังกฤษ: The Plum in the Golden Vase) เป็นวรรณกรรมจีนที่ประพันธ์ขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง อ้างตามฉบับพิมพ์สมัยราชวงศ์หมิงในช่วงรัชสมัยของของจักรพรรดิเสินจง ศักราชว่านลี่ ปีติงซื่อ (ปีที่ 45 ของรัชกาล) ผู้รจนานิยายเรื่องนี้ใช้นามปากกาว่า หลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิง (จีน: 兰陵笑笑生) เดิมนับว่าเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีนร่วมกับนวนิยายอีกสามเรื่องคือ สามก๊ก ซ้องกั๋ง และไซอิ๋ว เรียกรวมกันว่า "สี่วรรณกรรมอันยิ่งใหญ่" (四大奇書,四大奇书) แต่ต่อมาเรื่อง บุปผาในกุณฑีทอง ถูกต่อต้าน เนื่องจากในเรื่องมีการพรรณนาถึงบทสังวาสจำนวนมาก จนถูกเรียกว่าเป็นหนังสือโลกีย์[1] จึงมีการจัดให้ ความฝันในหอแดง นิยายอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีนแทนที่
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าบุปผาในกุณฑีทอง หรือ จินผิงเหมย จะเป็นนิยายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องโลกียะและบางยุคก็ถือเป็นหนังสือต้องห้าม แต่ก็แต่งด้วยสำนวนภาษาที่มีความงดงามละเมียดละไม[2] นิยายเรื่องนี้ได้ทำลายขนบในการเขียนนิยายอิงพงศาวดารและนิยายเกี่ยวกับผีสางเทวดาลง โดยใช้ลีลาการเขียนด้วยสำนวนง่ายๆ กะทัดรัด และมีชีวิตชีวา มีการบรรยายชีวิตตัวละครและตัวประกอบ โดยใช้ชีวิตประจำวันของซีเหมินชิ่งและคนในครอบครัวเป็นศูนย์กลาง[1] กล่าวถึงชีวิตของซีเหมินชิ่งที่รุ่งเรืองและตกอับ ทำอย่างไรให้ร่ำรวยขึ้นมา และทำอย่างไรให้ตัวตกอับ ถือเป็นการบรรยายถึงสภาพสังคมในช่วงราชวงศ์หมิง ซึ่งแสดงถึงทัศนคติและมุมมองของประชาชนทั่วไปในคริสต์ศตวรรษที่ 16 อีกด้วย[1]
เนื้อหา |
[แก้] ที่มาของชื่อเรื่อง
ที่มาของชื่อเรื่องจินผิงเหมยนี้ มักถูกเข้าใจว่าชื่อเรื่องมีความหมายว่า ดอกบ๊วยในแจกันทอง เนื่องจากนำคำว่า จิน (金-ทอง), ผิง (瓶-แจกัน) และคำว่าเหมย (梅-ดอกบ๊วย) มารวมกันทำให้มีความหมายดังกล่าว แต่แท้ที่จริงแล้วชื่อเรื่องจินผิงเหมย นำมาจากชื่อของตัวละครหญิงที่สำคัญ 3 คนในเรื่อง คือ พานจินเหลียน (潘金蓮), หลี่ผิงเอ๋อร์ (李瓶兒) และผังชุนเหมย (龐春梅)[2]
ในหนังสือบันทึกหยิวจวีซื่อลู่ของเหยวียนจงต้าวที่แต่งขึ้นในช่วงราชวงศ์หมิง ได้กล่าวไว้ว่า "...เหตุที่เรียกว่า 'จิน 金' คือ 'จินเหลียน 金蓮' นั่นเอง ที่เรียกว่า 'ผิง 瓶' นั่นก็คือ 'ผิงเอ๋อร์ 瓶兒' และ 'เหมย 梅' ก็คือ 'ชุนเหมย 春梅' นั่นเอง..."[3]
นอกจากนี้ ตงอู๋น่งจูเค่อ ได้กล่าวไว้ในคำนำของจินผิงเหมยว่า "...แม้ว่าเรื่องนี้จะมีชื่อผู้หญิงจำนวนมาก แต่ใช้เฉพาะชื่อของ 'พานจินเหลียน 潘金蓮' 'หลี่ผิงเอ๋อร์ 李瓶兒' และ 'ชุนเหมย 春梅' มาตั้งชื่อเท่านั้น..."[2]
[แก้] ประวัติ
บุปผาในกุณฑีทอง หรือ จินผิงเหมย เป็นวรรณกรรมจีนที่ประพันธ์ขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง อ้างตามฉบับพิมพ์สมัยราชวงศ์หมิงในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดิเสินจง ศักราชว่านลี่ ปีติงซื่อ (ปีที่ 45 ของรัชกาล) โดยพิมพ์จาก จินผิงเหมยฉือฮว่า ซึ่งเป็นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดฉบับหนึ่ง[3] ได้กล่าวถึงผู้ประพันธ์นิยายเรื่องจินผิงเหมยนั้น เป็นคนในช่วงราชวงศ์หมิง ใช้นามปากกาว่า หลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิง (จีน: 兰陵笑笑生)[4] แต่ไม่สามารถยืนยันชื่อและแซ่ของเจ้าของนามปากกานี้ได้[5]
เนื่องจากจินผิงเหมยฉบับดังกล่าวมีสำนวนภาษาหลู่หนาน ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นทางตอนใต้ของมณฑลซานตงจำนวนมาก ซึ่งทำให้ผู้อ่านทั่วไปเข้าใจได้ยาก ดังนั้นในรัชสมัยของจักรพรรดิฉงเจิน ได้มีปัญญาชนชาวเมืองหางโจวที่ไม่สามารถยืนยันแซ่ได้ ซึ่งได้ปรับปรุงเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้อ่านทางตอนใต้ การปรับปรุงดังกล่าวนั้นไม่เพียงแต่ตัดสำนวนภาษาพื้นบ้านกับบทบรรยายออกไปเท่านั้น แต่ยังได้แก้ไขปรับปรุงเนื้อหาและรายละเอียดต่าง ๆ จำนวนมาก จนเป็นที่มาของจินผิงเหมยฉบับฉงเจิน[3]
นับแต่นั้นมา จินผิงเหมยฉบับที่แพร่หลายเรียกว่า "จินผิงเหมยฉบับจริง" หรือ "จินผิงเหมยฉบับเก่าแก่" รวมไปถึงจินผิงเหมยที่ขายตามท้องตลาดในปัจจุบัน ล้วนมาจากฉบับเดียวกันทั้งสิ้น[3] แม้ว่าจะมีการแก้ไขอย่างดีแต่ก็มีหลายแห่งที่แก้ไขด้วยความเข้าใจผิด หรือแก้ผิดอยู่ โดยคนทั่วไปส่วนใหญ่มักจะได้อ่านจินผิงเหมยฉบับฉงเจิน แต่ไม่เคยได้อ่านจินผิงเหมยฉบับดั้งเดิมเลย จึงทำให้ไม่ทราบความแตกต่างของทั้งสองฉบับนี้ นอกจากนี้ยังมีภาษาท้องถิ่นที่มีความหมายไม่แน่ชัดทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน[3]
[แก้] เรื่องย่อ
เป็นเรื่องราวของซีเหมินชิ่งกับนางพานจินเหลียนซึ่งเป็นตัวละครของนิยายเรื่องซ้องกั๋ง มาเป็นตัวละครหลักในการประพันธ์ โดยกำหนดให้ซีเหมินชิ่งเป็นตัวเอกของเรื่อง เดิมซีเหมินชิ่งเป็นเศรษฐีที่ครอบครัวตกอับที่เมืองชิงเหอ แต่ในนิยายเรื่องนี้ซีเหมินชิ่งได้ร่ำรวยขึ้นมาอีกครั้งในบ้านมีภรรยาหลวง 1 คน และภรรยาน้อยอีก 3 คน เมื่อซีเหมินชิ่งได้มีความสัมพันธ์กับนางพานจินเหลียน ซีเหมินชิ่งก็ได้แต่งงานกับเศรษฐิณีม่ายชื่อเมิ่งอวี้โหลว หลังจากที่ซีเหมินชิ่งได้แต่งพานจินเหลียนเข้ามาแล้ว ซึเหมินชิ่งก็แอบไปมีความสัมพันธ์ลับกับนางหลี่ผิงเอ๋อร์ ภรรยาของพี่ชายร่วมสาบานชื่อฮวาจื่อซวี จนเมื่อฮาจื่อซวีเสียชีวิตไป ซีเหมินชิ่งก็ได้แต่งงานกับนางหลี่ผิงเอ๋อร์เข้ามาเป็นอนุภรรยาคนที่ 6 ซีเหมินชิ่งได้ทรัพย์สินเงินทองจากเมิ้งอวี้โหลวกับหลี่ผิงเอ๋อร์เป็นจำนวนมาก ทำให้ซีเหมินชิ่งสามารถติดสินบนกับบรรดาขุนนาง คบค้าสมาคมกับชนชั้นสูงเพื่อนที่ตนจะได้เป็นขุนนางบ้าง จนไม่ว่าจะเป็นราชองครักษ์, ขันที หรือแม้แต่ขุนนางท้องถิ่นก็ต้องลดตัวลงมาคบหาสมาคมกับซีเหมินชิ่ง
ด้วยเหตุนี้อำนาจของซีเหมินชิ่ง รวมทั้งกิจการการค้าก็รุ่งเรืองขึ้นทุกวัน นอกจากร้านขายยาสมุนไพร ก็ยังเปิดโรงรับจำนำ ร้านขายผ้าต่วน ผ้าแพร ร้านไหมพรม ทั้งยังมีเรือสินค้านำเกลือมาจากเมืองหยางโจวเข้ามาขาย เฉพาะหลงจู๊ของแต่ละกิจการก็มีมากกว่า 10 คน เมื่อมีทรัพย์มากก็มีอำนาจเพิ่มขึ้นโดยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหัวเมืองชายทะเลอย่าง เมืองหางโจว, หูโจว, ซงเจียง และหนานจิง
ทั้ง ๆ ที่เขาก็มีอนุภรรยาเป็นจำนวนมาก แต่เขาก็ไปมีความสัมพันธ์กับชุนเหมย สาวใช้ของพานจินเหลียน และยังไปแอบมีความสัมพันธ์กับสตรีคนอื่นทั้งในบ้านและนอกบ้านเพื่อบรรลุโลกิยสุขโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมและศีลธรรมและไม่สนว่าจะได้มาด้วยวิธีใด ทำให้ครอบครัวผู้อื่นบ้านแตกสาแหรกขาด ผู้คนล้มตาย จนท้ายที่สุดร่างกายของเขาก็ทรุดโทรมลง และเขาก็เสียชีวิตลงขณะร่วมสังวาสกับนางพานจินเหลียน
[แก้] การตีพิมพ์
เมื่อแรกเริ่มจินผิงเหมยจะเป็นรูปแบบที่เขียนด้วยมือ จนกระทั่งในช่วงปี ค.ศ. 1610 จึงได้มีการพิมพ์แกะไม้โบราณเป็นฉบับแรก[6] และในสมัยสาธารณรัฐจีน (民國-หมินกวั๋ว) ปีที่ 20 พบว่าได้มีการพิมพ์จินผิงเหมยจำนวน 100 ตอน โดยสมาคมจัดพิมพ์นิยายโบราณที่สูญหายแห่งเมืองเป่ย์ผิง (ปัจจุบันคือ กรุงปักกิ่ง) และฉบับของสำนักพิมพ์วรรณคดีประชาชนเป็นผู้เผยแพร่ในปี ค.ศ. 1933 และในปี ค.ศ. 1956 ตามลำดับ[2]
หนังสือเรื่องจินผิงเหมยจึงเป็นหนังสือที่หายาก ต่อมาภายหลังเมื่อได้รับการยกย่องด้านวรรณศิลป์มากขึ้นกว่าการขนานนามว่าเป็นหนังสือต้องห้าม[2] จึงได้มีการจัดพิมพ์อย่างแพร่หลาย เช่น ฉบับการจัดพิมพ์จินผิงเหมยที่กรุงไทเป, ฉบับฮ่องกงโดยสำนักพิมพ์เซียงกั่งม่อไฮ่เหวินฮว่า, ฉบับจีนโดยสำนักพิมพ์วรรณคดีประชาชน โดยมีจำนวน 100 ตอนเช่นเดียวกัน[2]
[แก้] การตีพิมพ์ในประเทศไทย
ในประเทศไทยได้มีการตีพิมพ์เรื่องจินผิงเหมยด้วยเช่นกัน โดยเป็นผลงานการแปลของโชติ แพร่พันธุ์ เจ้าของนามปากกา ยาขอบ สาเหตุที่เขาแปลจินผิงเหมยเป็นภาษาไทยนั้น เนื่องจากเขาได้รับหนังสือเรื่องจินผิงเหมยฉบับภาษาอังกฤษชื่อ Chin P'ing Mei ของเบอร์นาร์ด เมียลล์ (Bernard Miall) (ซึ่งแปลจากภาษาเยอรมันที่ ฟรันซ์ คูห์น (Franz Kuhn) ได้แปลมาจากภาษาจีน)[7] จากเพื่อนผู้หนึ่งมาอ่านขณะที่ตนเจ็บป่วยซึ่งแพทย์ก็ได้สั่งห้ามเขียนหนังสือ แต่ยาขอบได้ประทับใจนิยายเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ดังใจความตอนหนึ่งความว่า "...หนังสือเล่มนั้นดูดดึงความรู้สึกของข้าพเจ้าเหลือเกิน บัดนี้ข้าพเจ้ากล้ากล่าวได้อย่างเต็มปากว่าเพราะอาศัยความดื่มด่ำจากรสชาติของภาษาและความละมุนละไมตามเนื้อเรื่องของหนังสือเล่มนั้น-เล่มที่ข้าพเจ้าได้อ่าน-บัดนี้ข้าพเจ้าหาระย่อต่อความตายแล้วไม่!"[8]
ด้วยเหตุนี้เองยาขอบจึงได้แปลจนจบและมอบให้สำนักพิมพ์วรรธนะพิบูลย์พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2498[7] ก่อนหน้าที่ยาขอบจะเสียชีวิตได้ไม่นาน อย่างไรก็ตามบุปผาในกุณฑีทองของยาขอบหากเปรียบเทียบกับจินผิงเหมยฉบับภาษาจีนก็จะพบว่ายาขอบแปลเรื่องจินผิงเหมยตั้งแต่บทที่ 1 ขึ้นไปจนถึงบทที่ 26 เท่านั้น[7] จากทั้งหมด 100 ตอน หรือเพียง 1 ใน 4 ของต้นฉบับภาษาจีน[9] นอกจากนี้ยาขอบยังได้แบ่งตอนใหม่เป็น 45 ตอนและไม่ตรงตอนเดิมของฉบับภาษาจีน โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ตรงกับฉบับภาษาจีน แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนไปบ้างเนื่องจากการแปลของยาขอบแปลมาจากฉบับภาษาอังกฤษที่แปลมาจากภาษาเยอรมันและภาษาจีนอีกทอดหนึ่ง[10] การแปลจึงเป็นการแปลเอาความและมีลักษณะเอาของเก่ามาเล่าใหม่[10] แต่บุปผาในกุณฑีทองของยาขอบมีความพิเศษด้วยการหาคำประพันธ์ในวรรณคดีไทยที่มีเนื้อหาคล้องจองกันมาแทรกกับคำแปลได้อย่างเหมาะสม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถของยาขอบว่ามีความรู้ในวรรณคดีไทยเป็นอย่างดี[9]
ยาขอบได้ถ่ายชื่อตัวละครในเรื่องซึ่งรับชื่อมาจากอักษรโรมันจึงมีความคลาดเคลื่อนบ้าง นอกจากนี้ยังได้แปลงชื่อจากสำเนียงกลางให้เป็นสำเนียงแต้จิ๋ว เนื่องจากสำเนียงดังกล่าวถือเป็นสำเนียงที่คุ้นหูของคนไทยในสมัยนั้น หรือทำชื่อให้เป็นชื่อไทยเช่น นางบัวคำ นางขลุ่ยหยก และนางดวงแข จึงทำให้ชื่อตัวละครคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับภาษาจีน เช่น[11]
- ซี เหมินชิ่ง (จีน: 西門慶) ฉบับยาขอบใช้ว่า ไซหมึ่งเข่ง บ้างเรียก ตั้วกัวยิ้ง
- พาน จินเหลียน (จีน: 潘金蓮) ฉบับของยาขอบเรียกว่า พัวกิมเน้ย บ้างเรียก นางบัวคำ
- หลี่ ผิงเอ๋อร์ (จีน: 李瓶兒) ฉบับของยาขอบเรียกว่า นางลีปัง หรือ ฮวยลีปัง
นอกจากฉบับของยาขอบแล้ว ในระยะเวลาใกล้เคียงกันก็มีผู้แปลเรื่องจินผิงเหมยเป็นภาษาไทยอีกคนหนึ่งคือ เนียม กูรมะโรหิต ภรรยาของสด กูรมะโรหิต โดยใช้ชื่อเรื่องว่า ดอกเหมยในแจกันทอง ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แสนสุข แต่แปลและพิมพ์ไม่จบ[12]
[แก้] อ้างอิง
- ^ 1.0 1.1 1.2 ศานติ-นวรัตน์ ภักดีคำ. หน้า 163
- ^ 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 ศานติ-นวรัตน์ ภักดีคำ. หน้า 162
- ^ 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 ศานติ-นวรัตน์ ภักดีคำ. หน้า 161
- ^ Michael Dillon, China : a cultural and historical dictionary, Routledge, 1998, ISBN 0700704396, pp.163-164
- ^ Lu (2000) p.408
- ^ Lu (2000) pp.220-221
- ^ 7.0 7.1 7.2 ศานติ-นวรัตน์ ภักดีคำ. หน้า 164
- ^ ยาขอบ. บุปผาในกุณฑีทอง. กรุงเทพฯ:ดอกหญ้า. 2545, 2549, หน้า 11
- ^ 9.0 9.1 ศานติ-นวรัตน์ ภักดีคำ. หน้า 167
- ^ 10.0 10.1 ศานติ-นวรัตน์ ภักดีคำ. หน้า 166
- ^ ศานติ-นวรัตน์ ภักดีคำ. หน้า 168
- ^ ยาขอบ. บุปผาในกุณฑีทอง. กรุงเทพฯ:ดอกหญ้า. 2545, 2549, หน้า 10
[แก้] บรรณานุกรม
- ศานติ-นวรัตน์ ภักดีคำ. บุปผาในกุณฑีทอง:วรรณกรรมจีนฉบับ "ยาขอบ" ที่แปลไม่จบ. ในศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 29 ฉบับที่ 7 พฤษภาคม 2551. กรุงเทพ:สำนักพิมพ์มติชน,2551.
- Lu, Hsun (2000). A Brief History of Chinese Fiction. The Minerva Group, Inc.. ISBN 0898751543.
- Ruan, Fangfu; Matsumura, Molleen (1991). Sex in China: studies in sexology in Chinese culture. Perspectives in sexuality. Springer. ISBN 0306438607
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- The Golden Lotus with manhua: http://www.china-on-site.com/pages/comic/comiccatalog7.php
- Sample of a chapter from David Tod Roy's translation http://press.princeton.edu/chapters/s7134.html
- Research articles (ภาษาจีน): http://www.chinavalue.net/AuthorIndex_Boke.aspx?id=159797
|
||||||||