นกอัลบาทรอส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับภาพยนตร์ ดูที่ อัลบาทรอส (ภาพยนตร์)
นกอัลบาทรอส
ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่: โอลิโกซีน–ปัจจุบัน, 34.0–0 Ma
นกอัลบาทรอสคิ้วดำ (Thalassarche melanophris)
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: สัตว์
ไฟลัม: สัตว์มีแกนสันหลัง
ชั้น: สัตว์ปีก
ชั้นย่อย: Neornithes
Infraclass: Neoaves
อันดับ: นกจมูกหลอด
วงศ์: Diomedeidae
G.R. Gray 1840[1]
สกุล
การแพร่กระจายพันธุ์ (สีฟ้า)

นกอัลบาทรอส (อังกฤษ: Albatross) เป็นนกทะเลขนาดใหญ่ จัดอยู่ในวงศ์ Diomedeidae กระจายพันธุ์อยู่เป็นฝูงตามชายฝั่งทะเลและเกาะแก่งต่าง ๆ ในเขตร้อน และเขตอบอุ่นทั่วโลก (ดูในแผนที่)

นกอัลบาทรอสจัดว่าเป็นนกที่บินได้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก[2] เมื่อกางปีกออก โดยอาจกว้างได้ถึง 3.5 เมตร ในกลุ่มนกอัลบาทรอสใหญ่ แม้แต่ขนาดเล็กที่สุดก็ยังกว้างได้ถึง 2 เมตร นกอัลบาทรอสจะบินอยู่ตลอดเวลา โดยสามารถบินได้ไกลถึงวันละ 15,000 กิโลเมตร เพียงเพื่อหาอาหารกลับมาเลี้ยงลูกเท่านั้น แต่เมื่อนกอัลบาทรอสอยู่บนพื้นดินแล้วกลับมีพฤติกรรมที่งุ่มง่าม เนื่องจากไม่ถนัดในการเดิน เพราะมีฝ่าตีนที่แผ่แบนเป็นพังผืดเหมือนตีนเป็ด[3]

นกอัลบาทรอสสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 60 ปีแต่ขยายพันธุ์ช้ามากจนเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ภายในศตวรรษหน้า ภัยคุกคามสำคัญของมันคือการทำประมงเบ็ดราวในแต่ละปี มีนกอัลบาทรอสกว่า 100,000 ตัวที่ตายเพราะติดสายเบ็ดที่วางไว้เป็นล้านๆ เพื่อจับปลาทูน่า[4]

อนุกรมวิธาน[แก้]

นกอัลบาทรอสจัดอยู่ในอันดับนกจมูกหลอด (Procellariiformes) โดยมีความหมายว่า "จมูกที่เป็นท่อ" เพราะนกอัลบาทรอสมีท่อที่ยาวจากจงอยปากขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยให้มันสามารถตรวจจับอาหารและค้นหาพื้นที่สำหรับสร้างรัง[5]

ศัพทมูลวิทยา[แก้]

ชื่อของนก "อัลบาทรอส" แผลงมาจากคำว่า "อัลคาทราซ" ในภาษาโปรตุเกส มีความหมายว่า นกกระทุงขนาดใหญ่ เพราะกะลาสีเรือชาวโปรตุเกสในสมัยโบราณเรียกชื่อมันผิด ส่วนนักเดินเรือชาวดัตช์ เรียกมันว่า "มอลลีม้อก" ซึ่งมีความหมายว่า "นกนางนวลเซ่อซ่า" เพราะนกชนิดนี้นักเดินเรือชาวดัตช์เห็นว่ามันเซ่อซ่า เพราะมันยอมให้นักเดินเรือใช้เบ็ดสอยมันร่วงจากท้องฟ้า[6]

ประวัติศาสตร์[แก้]

การสังเกตการณ์[แก้]

ภาพนกอัลบาทรอสในวารสาร "O Panorama" ในปี ค.ศ. 1837

นกอัลบาทรอสปรากฏอยู่ในศิลปะ บทกวี และวรรณกรรมหลายเรื่องในสมัยก่อน โดยส่วนมากนกอัลบาทรอสจะถูกสังเกตโดยกะลาสีเรือ โดยในปี ค.ศ. 1593 ริชาร์ด ฮอว์กินส์ ได้อธิบายการเห็นนกทะเลชนิดหนึ่งในการเดินทางของเขาว่า เขาได้เห็นหงส์หลายตัว มีรูปร่างใหญ่ ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และบินไปไกลประมาณ 2 ฟาทอม ต่อมาในปี ค.ศ. 1672 จอห์น ไฟรเออร์ ได้บันทึกเกี่ยวกับนกอัลบาทรอสที่มีชื่อบันทึกว่า "albetrosses" ในระหว่างการเดินทางไปยังประเทศอินเดียว่า "เราได้พบกับประกาศกแห่งคาบสมุทรผู้ซึ่งล้วนแล้วไปด้วยขน...พวกอัลบาทรอส สัตว์เหล่านี้มีร่างกายอันใหญ่โต แต่ก็ยังไม่เท่าปีกของพวกมันซึ่งเมื่อกางแล้วจักทวีความยาวขึ้นเป็นสองเท่า" และต่อมาในปี ค.ศ. 1747 จอร์จ เอ็ดเวิร์ด นักประวัติศาสตร์เกี่ยวกับนก ได้วาดภาพนกอัลบาทรอสที่ถูกต้องตามลักษณะ[7]

ตำนาน[แก้]

ในปี ค.ศ. 1798 แซมมวล เทย์เลอร์ คอเลริดจ์ ได้ประพันธ์และตีพิมพ์ บทกวีของกะลาสีชรา แต่โคเลอริดจ์เองก็ไม่เคยเห็นนกอัลบาทรอสมาก่อน ในบทกวีกล่าวถึงนกอัลบาทรอสใจอารีที่ช่วยโบกลมให้เรือแล่น แต่เมื่อกะลาสีคนหนึ่งฆ่านกตายโดยไม่ทันคิด กะลาสีคนอื่น ๆ ก็หวาดกลัวได้ลงโทษกะลาสีคนนั้นด้วยการเอาซากนกแขวนไว้รอบคอเขา จากบทกวีนี้ได้สร้างความเชื่อที่ว่า การฆ่านกอัลบาทรอสจะนำความโชคร้ายมาให้ แต่ในความเป็นจริงกะลาสีเรือชาวอังกฤษฆ่าและกินเนื้อนกอัลบาทรอสอยู่เป็นประจำ รวมทั้งไข่นกด้วย ที่มีขนาดใหญ่กว่าไข่ห่าน น้ำหนักได้ถึงครึ่งกิโลกรัม กล่าวกันว่ามีรสชาติอร่อย แถมยังเอากระดูกมาทำกล้องยาสูบและเอาเท้ามาทำกระเป๋าเงินอีกด้วย[3][7]

ลักษณะ[แก้]

นกอัลบาทรอสเป็นนกทะเลขนาดใหญ่ โดยแบ่งลักษณะได้ตามขนาดของมัน คือ นกอัลบาทรอสขนาดเล็ก เช่น นกอัลบาทรอสชูตี้ อาจมีขนาดเท่ากับนกนางนวล เมื่อกางปีกออกจะกว้างได้ถึง 2 เมตร ส่วนนกอัลบาทรอสขนาดกลาง เช่น นกอัลบาทรอสคิ้วดำ มีส่วนหัวเท่าหรือใหญ่กว่าลูกเบสบอลเล็กน้อย จงอยปากยาวประมาณ 10 เซนติเมตร[3] นกขนาดโตเต็มที่มีความยาวลำตัว 80-100 เซนติเมตร และนกอัลบาทรอสขนาดใหญ่ เช่น นกอัลบาทรอสวอนเดอริ่ง มีขนาดจากปีกข้างหนึ่งไปถึงอีกปีกข้างหนึ่งอาจกว้างได้ถึง 3.5 เมตร[8][9] โดยส่วนมากนกอัลบาทรอสจะลำตัวมีสีขาว ปีกสีเทา แต่บางชนิดลำตัวสีน้ำตาล, สีเทา และสีดำ และแต่ละชนิดจะมีลักษณะเด่น เช่น นกอัลบาทรอสจมูกเหลืองแอตแลนติก และนกอัลบาทรอสจมูกเหลืองอินเดีย มีสีเหลืองตรงกลางจงอยปากสีดำ

นิเวศวิทยา[แก้]

การบิน[แก้]

นกอัลบาทรอสต่างจากนกทะเลจำพวกอื่น ๆ คือ จะบินอยู่ตลอดเวลา โดยสามารถบินได้ไกลถึงวันละ 15,000 กิโลเมตร เพียงเพื่อหาอาหารกลับมาเลี้ยงลูกเท่านั้น เป็นนกที่ออกบินตั้งแต่เช้า และจะกลับเข้ามาหาฝั่งต่อเมื่อผสมพันธุ์และเลี้ยงลูกเท่านั้น การติดตามโดยใช้ดาวเทียมเผยให้เห็นว่า นกอัลบาทรอสบางตัวใช้เวลาบินรอบโลกไม่ถึง 2 เดือน และสามารถลอยตัวอยู่บนอากาศได้นานถึง 6 วัน โดยไม่ต้องกระพือปีกเลย[10] แม้กระทั่งในกระแสลมแรง โดยการบินนั้นไม่ได้ใช้การกระพือปีกเหมือนนกจำพวกอื่น ๆ แต่กลับบินอยู่ใกล้ผิวทะเลโดยใช้ลมจากคลื่นมาช่วยในการพยุงการบินเหมือนการร่อนมากกว่า ช่วงเวลาที่นกอัลบาทรอสต้องใช้พลังงานในการบินมากที่สุดคือ ตอนที่จะทะยานขึ้นท้องฟ้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวที่ต้องกระพือปีกอย่างสุดกำลัง นกที่มีอายุมาก เช่น 50 ปี อาจมีระยะทางในการบินแล้วไม่ต่ำกว่า 6,000,000 กิโลเมตร

เหตุที่นกอัลบาทรอสสามารถบินได้ไกลก็ด้วย มีสมองที่ควบคุมทิศทางการบินได้อย่างยอดเยี่ยม โดยมีสรีระที่แข็งแกร่ง มีปีกทั้งคู่ที่เมื่อกางออกแล้วเต็มไปด้วยเอ็นกล้ามเนื้อที่ยึดระหว่างไหล่กับศอก มัดกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงแต่มีขนาดเล็กกว่าลำตัวมากเมื่อเทียบกับนกอื่น ๆ และเช่นเดียวกับนกทั่วไป คือ นกอัลบาทรอสไม่รับลมเข้าสู่ปอดโดยตรงแต่มีถุงลม ทำหน้าที่คอยเติมและปล่อยลม เพื่อควบคุมให้อากาศไหลผ่านปอดและเพิ่มการลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกาย ซึ่งศักยภาพของปีกนกอัลบาทรอสช่วยให้ทุกครั้งที่ร่อนอยู่ในอากาศเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ถึง 6 เมตร ทุกครั้งที่ปล่อยตัวตามแรงโน้มถ่วงของโลก จึงไม่อาจจะโบกปีกได้ตลอดเวลา

นกอัลบาทรอสมีวิธีการร่อนลม 2 แบบ คือ การร่อนระดับสูง เป็นการร่อนที่เลี้ยวเพื่อรับลมเพื่อไต่ระดับความสูงจากนั้นจึงทิ้งตัวดิ่งลงเบื้องล่าง เพื่อเร่งความเร็ว และการบินร่อนระดับต่ำ โดยใช้กระแสลมที่พัดผ่านเหนือคลื่นทำให้เกิดแรงยกตัว ซึ่งการร่อนทั้ง 2 แบบนี้ จะทำให้มีความเร็วถึง 65 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขณะที่ความสูงขณะบินสูงได้ถึง 18.3 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล โดยลมที่ลดความเร็วลงจากแรงเสียดทานบริเวณผิวน้ำเริ่มเร็วขึ้นอีกที่ระดับความสูง 4.5 เมตร ความเร็วที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นช่วยยกตัวให้นกอัลบาทรอสบินได้สูงขึ้นเมื่อลมพัดผ่านเหนือปีกได้เร็วกว่าใต้ปีก[3]

ถิ่นที่อยู่อาศัยและพฤติกรรม[แก้]

นกอัลบาทรอสจะทำรังบนหน้าผาหรือตามชายหาด ชายฝั่งทะเลต่าง ๆ ทั่วโลก ต่างกันตามแต่ละชนิด โดยเฉพาะในทะเลซีกโลกใต้ ในเขตละติจูดที่มีกระแสลมรุนแรงที่สุดในโลก เป็นถิ่นอาศัยของนกอัลบาทรอสทั้งหมด ซึ่งไม่ว่าจะบินไปไกลแค่ไหน ก็จะกลับมาทำรังยังถิ่นเกิด และนกอัลบาทรอส 4 ชนิด อาศัยอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือและกลาง มีพฤติกรรมผลัดกันกกไข่และออกหาอาหารในทะเล จากการศึกษาพบว่าใช้เวลานานถึง 10-30 วัน [3]

นกอัลบาทรอสอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงหรือนิคมขนาดใหญ่ ซึ่งมีจำนวนคู่นกได้มากถึงหลักแสนคู่ นกวัยรุ่นจะเริ่มมีพฤติกรรมจับคู่กัน เมื่อจับคู่ได้แล้วจะใช้เวลานานบางทีอาจถึง 2 ปี เพื่อทำความรู้จักกัน ช่วยกันสร้างรัง ก่อนถึงการผสมพันธุ์จริง ๆ ซึ่งบางชนิดอาจใช้เวลานานถึง 3-9 ปี และเมื่อจับคู่ผสมพันธุ์กันแล้วจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันซึ่งอาจจะถึง 20 ปี หรือนานกว่านั้น ซึ่งกิริยาที่นกแสดงออกว่าชอบพอกัน คือ การไซ้ขนให้กัน สลับกันทำหน้าที่ให้กัน เป็นต้น นกอัลบาทรอสวางไข่ครั้งละ 1 ฟอง ไข่มีน้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม ขนาดเท่ากับไข่ห่าน โดยวางไว้บนรังที่ทำจากโคลนที่ก่อขึ้นมาจากพื้นดิน เมื่อลูกนกฟักออกมาก็จะรอพ่อแม่อยู่ในรังนี้

เมื่อพ่อแม่นกกลับมายังรัง จะบดอาหารที่หามาได้เป็นของเหลวข้นลักษณะคล้ายน้ำมันที่เต็มไปด้วยแคลอรี เมื่อจะป้อนลูกจะเอาจะงอยปากไปขัดกับจะงอยปากของลูก จากนั้นจึงจะปล่อยของเหลวข้นนั้นเข้าปากลูก ซึ่งพ่อแม่นกอัลบาทรอสบางครั้งต้องใช้เวลานานถึง 15 นาทีเพื่อป้อนอาหารให้แก่ลูกนกซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 1 ใน 3 ของน้ำหนักตัวลูกนก ก่อนที่จะบินออกไปหาอาหารอีกนานหลายสัปดาห์หรือหลายพันกิโลเมตร ซึ่งในระหว่างมื้ออาหารนี้ ลูกนกจะเติบโตขึ้นทุกครั้ง ซึ่งพ่อแม่นกจะจดจำลูกของตัวเองไม่ได้จากลักษณะภายนอก ต้องอาศัยการสังเกตจากเสียงร้องหรือกลิ่นที่เป็นลักษณะเฉพาะ

เมื่อลูกนกอัลบาทรอสหัดบินมักจะตกน้ำทำให้ขนเปียกปอน ในช่วงนี้มีลูกนกจำนวนมากที่ต้องตายไปถึงร้อยละ 40 เพราะไม่มีพ่อแม่นกคอยช่วย เนื่องจากนกอัลบาทรอสไม่มีพฤติกรรมที่สอนลูกให้หัดบินหรือเดินทางหาอาหาร ลูกนกจึงต้องฝึกฝนทักษะเหล่านี้ด้วยตัวเอง [3]

ชนิด[แก้]

การศึกษาวิจัย[แก้]

ทีมนักวิจัยจาก National Centre for Scientific Research (CNRS-CEBC) ของฝรั่งเศส และ Helmholtz-Centre for Environmental Research (UFZ) ของเยอรมนี ได้นำข้อมูลการหาอาหารและสืบพันธุ์ของนกอัลบาทรอสที่สะสมไว้ยาวนานถึงกว่า 20 และ 40 ปี มาวิเคราะห์ ผลปรากฏว่านกอัลบาทรอสใช้เวลาในการบินออกหาอาหารน้อยลง จากที่ใช้เวลาประมาณ 12.4 วันต่อหนึ่งเที่ยวในปี ค.ศ. 1970 ลดลงเหลือแค่ 9.7 วันในปี 2008 เมื่อเทียบกับข้อมูลที่ได้จากการติดเครื่องส่งสัญญาณบนตัวนก ระยะทางการหาอาหารของนกไม่ได้เพิ่มหรือลดลงมากนัก คืออยู่ที่ประมาณ 3,500 กม. เหมือนเดิม แต่มีการเปลี่ยนเส้นทางไปบ้าง นกอัลบาทรอสมุ่งลงไปหาอาหารแถวขั้วโลกใต้ซึ่งมีลมแรงมากขึ้น นั่นแปลได้ว่านกอัลบาทรอสบินได้เร็วขึ้น และสาเหตุที่นกบินได้เร็วขึ้นก็เนื่องมาจากอุณหภูมิของมหาสมุทรซีกโลกใต้ที่เพิ่มขึ้น[11] เป็นประโยชน์ให้นกอัลบาทรอสได้อาศัยลมที่แรงขึ้นในการพยุงตัวร่อนไปตามลม การที่นกบินได้เร็วกว่าเดิม ทำให้แม่นกกลับมาป้อนอาหารให้ลูกนกได้ถี่ขึ้น เป็นการเพิ่มจำนวนประชากรนกอย่างอ้อม ๆ

ในปี ค.ศ. 1970 มีลูกนกเพียงร้อยละ 66 เท่านั้นที่ฟักเป็นตัว นอกนั้นตายตั้งแต่ยังไม่ได้ออกจากไข่ แต่ในปี ค.ศ. 2008 มีลูกนกร้อยละ 77 รอดออกมาดูโลกได้ ไม่ใช่แค่ลูกนกจะรอดเพิ่มขึ้นเท่านั้น นกอัลบาทรอสตัวเต็มวัยก็มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10-12 ด้วย (ประมาณ 1 กิโลกรัม) คาดว่าคงเป็นการปรับตัวเพื่อให้บินในสภาวะลมแรงได้ดีขึ้น เมื่อกางปีกออกจนสุด นกอัลบาทรอสเป็นนกทะเลที่มีวงปีกกว้างที่สุดในโลก ปัจจุบันคาดว่ามีประชากรนกที่สืบพันธุ์ได้ประมาณ 8,000 คู่ ประชากรนกอัลบาทรอสมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา สาเหตุส่วนใหญ่ก็มาจากการประมงที่ไปแย่งอาหารของนกอัลบาทรอส (ปลาและหมึกทะเล)[12][13][14][15]

สถานภาพในปัจจุบัน[แก้]

ซากของนกอัลบาทรอสเลย์สันแสดงให้เห็นขยะพลาสติกต่างๆที่ติดอยู่ในส่วนบริเวณท้องของมัน

นกอัลบาทรอสในปัจจุบันเป็นนกทะเลที่มีสถานะความเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ (Critically endangered) ยอมรับจากสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ประกาศในปี ค.ศ. 2004[7] โดยมีสามชนิดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ได้แก่ นกอัลบาทรอสอัมสเตอร์ดัม, นกอัลบาทรอสทริสตัน และนกอัลบาทรอสวอนเดอริ่ง และอีก 16 ชนิดที่กำลังถูกคุกคามและอาจสูญพันธุ์ในอนาคต[16] เนื่องจากกรณีในปี ค.ศ. 2009 นกอัลบาทรอส ได้รับผลกระทบจากแพขยะใหญ่แปซิฟิก (Great Pacific Garbage Patch) ที่อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ซึ่งขยะพวกนี้ทิ้งมาจากผืนดิน เช่น พลาสติก ทำให้นกอัลบาทรอสกินขยะพลาสติกจากแพขยะทะเลเหล่านี้เข้าไป เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นอาหาร ซึ่งทำให้เกิดการอุดตันอยู่ในกระเพาะอาหารสะสมไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถกินอะไรเข้าไปได้และตายในที่สุด[17][18] นอกจากสาเหตุนี้แล้วนกอัลบาทรอสยังติดสายเบ็ดจากการทำประมงเบ็ดราวและการแย่งอาหารของนกอัลบาทรอสจากการประมง ทำให้นกอัลบาทรอสมีจำนวนประชากรน้อยลง[4]

นกอัลบาทรอสในศิลปกรรม[แก้]

นกอัลบาทรอสได้ปรากฏในศิลปกรรมรูปหล่อทองแดง "Innocent Victims" ในห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์การสิ้นพระชนม์ของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ โดยในรูปหล่อทองแดงมีโดดี ฟาเยดที่กำลังเต้นรำกับไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์บนชายหาดภายใต้ปีกของนกอัลบาทรอส ใต้ฐานของรูปหล่อมีป้ายจารึกไว้ว่า "Innocent Victim" (เหยื่อผู้บริสุทธิ์)[19]

ความเชื่อ[แก้]

ในสมัยก่อนกะลาสีเรือมีความเชื่อว่าเมื่อมีลูกเรือตายจะกลับชาติไปเกิดเป็นนกอัลบาทรอส และเวลาใดที่กะลาสีเรือเห็นนกอัลบาทรอสขณะเรืออยู่กลางทะเลลึก เชื่อว่าพายุกำลังจะมา หรือถ้าใครฆ่านกอัลบาทรอส คนนั้นก็จะมีแต่เรื่องไม่ดีตลอดชีวิต ซึ่งต้องเอาซากนกอัลบาทรอสกรอบคอเพื่อลบล้างอาถรรพ์ กะลาสีเรือจึงถือว่านกอัลบาทรอสเป็นนกอัปมงคล จนกระทั่งในปัจจุบัน ความเชื่อในการเป็นนกอัลบาทรอสยังมีอยู่ ดังเช่นกรณีในปี ค.ศ. 1959 เรือสินค้า Calpen Star ได้ขนนกอัลบาทรอสจากทวีปแอนตาร์กติกไปเลี้ยงที่สวนสัตว์ในประเทศเยอรมนี ขณะเรือแวะจอดที่ลิเวอร์พูล ในประเทศอังกฤษ เหล่ากะลาสีได้ทิ้งเรือ เพราะเชื่อว่าอัลบาทรอสเป็นนกอัปมงคลที่ได้สร้างปัญหาตลอดทาง ทำให้กัปตันเรือต้องหาลูกเรือใหม่ เพื่อนำเรือออกจากท่าเดินทางต่อ[20]

อ้างอิง[แก้]

  1. Brands, Sheila (14 August 2008). "Systema Naturae 2000 / Classification - Family Diomedeidae". Project: The Taxonomicon. Archived from the original on 16 June 2009. สืบค้นเมื่อ 17 February 2009. 
  2. นก, สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 1. โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 3.5 หน้า 131-151, เหินร่อนหวงหาวกับเจ้าเวหา อัลบาทรอส โดย คาร์ล ซาฟินา, National Geographic ฉบับภาษาไทย: ฉบับที่ 77 ธันวาคม 2550 ISSN 1513-9840
  4. 4.0 4.1 นกอัลบาทรอส : Albatross ในเว็บไซต์สำรวจโลก จาก NextStep
  5. Albatross. ENCYCLOPÆDIA Britannica Facts matter
  6. คอลัมน์: สิงสาราสัตว์: นกอัลบาทรอส, วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553. อาร์วายทีไนน์
  7. 7.0 7.1 7.2 ALBATROSS NATURAL HISTORY. Cosee-west
  8. Albatross. องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล
  9. Wandering albatross. BBC
  10. นกอัลบาทรอส (Albatross), พฤศจิกายน พ.ศ. 2555. Explore2013.blogspot.com (บล็อกสำรวจโลก)
  11. นกอัลบาทรอสส์กับลม, gaga01, 23 มกราคม พ.ศ. 2555. Funny.hunsa.com
  12. Science DOI: 10.1126/science.1210270
  13. Discovery News
  14. PhysOrg
  15. sciencenow
  16. Albatrosses. เว็บไซต์บีบีซี
  17. แพขยะแห่งแปซิฟิก กับ นกอัลบาทรอส หนึ่งในสิ่งบ่งชี้ผลกระทบต่อธรรมชาติ ในเว็บไซต์กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม
  18. Chris Jordan– Midway ในเว็บไซต์ Photography for a Greener Planet
  19. "Harrods unveils Diana, Dodi statue". CNN. 1 September 2005. สืบค้นเมื่อ 13 October 2008. 
  20. นกอัลบาทรอส (Albatross ) เขียนโดย ณัฐฎา แสงคำ ในเว็บไซต์ ก้าวทุกวินาทีกับสหวิชา.com

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]