การสิ้นพระชนม์ของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์
| รายละเอียด | |
|---|---|
| วันเวลา | 31 สิงหาคม พ.ศ. 2540 เวลา 00.23 น. |
| สถานที่ | ถนนลอดอุโมงค์ ปองต์ เดอ ลัลมา ปารีส ประเทศฝรั่งเศส |
| พิกัดภูมิศาสตร์ | 48°51′51.7″N 2°18′06.8″E / 48.864361°N 2.301889°Eพิกัดภูมิศาสตร์: 48°51′51.7″N 2°18′06.8″E / 48.864361°N 2.301889°E |
| ข้อมูลพาหนะ | รถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์สีดำ รุ่น S-Class 280 พ.ศ. 2537 ทะเบียน 688LTV75 |
| สถิติ | |
| จำนวนผู้ประสบเหตุ | ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ (สิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา) โดดี ฟาเยด (เสียชีวิต) อองรี ปอล (เสียชีวิต) เทรเวอร์ รีส์-โจนส์ |
วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์สิ้นพระชนม์หลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ถนนลอดอุโมงค์ปองต์ เลอ ลัลมา กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พร้อมด้วยโดดี ฟาเยด คู่รัก และอองรี ปอล คนขับรถ ซึ่งทั้งคู่เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวในเหตุการณ์นี้คือองครักษ์ของฟาเยด ในตอนแรกสื่อมวลชนได้ตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มปาปารัสซีเป็นสาเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ แต่ที่สุดกลับพบว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นจากความประมาทของคนขับ ผู้เป็นหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยของโรงแรมริทซ์ ที่ไปยั่วยุอารมณ์ของเหล่าช่างภาพที่ดักรออยู่นอกโรงแรม[1] การสืบสวนของคณะลูกขุนฝรั่งเศสนานกว่า 18 เดือน สรุปว่าคดีนี้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของอองรี ปอล ที่ไม่สามารถควบคุมรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ขับด้วยความเร็วสูง ทั้งยังอยู่ในอาการมึนเมา ผลการชันสูตรพลิกศพยังพบยาระงับประสาทและยานอนหลับในผลการตรวจวิเคราะห์เลือดของอองรีอีกด้วย[2] [3]
เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด พ่อของโดดีและเจ้าของโรงแรมริทซ์ กล่าวหาว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นแผนการลอบสังหารที่จัดฉากขึ้น [4] โดยหน่วยราชการลับเอ็มไอ-6 ของอังกฤษตามพระบัญชาของเจ้าฟ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ[5] ข้อกล่าวหาของโมฮัมหมัดถูกปฏิเสธจากผลสรุปคดีของทีมสืบสวนฝรั่งเศส[2] และหน่วยปฏิบัติการพาเก็ท (Operation Paget) ของกรมตำรวจนครบาลลอนดอนใน พ.ศ. 2548 [6]
คดีการสิ้นพระชนม์ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาไต่สวนอีกครั้งโดยผู้พิพากษาสก็อต เบเกอร์ เพื่อพิจารณาการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงแห่งเวลส์และการเสียชีวิตของโดดี ฟาเยดที่ผิดธรรมชาติ โดยเริ่มการพิจารณาครั้งที่สอง ณ รอยัลคอร์ทออฟจัสติซในกรุงลอนดอน ในวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ต่อจากการพิจารณาครั้งแรกใน พ.ศ. 2547[7] 7 เมษายน พ.ศ. 2551 คณะผู้พิพากษาได้แถลงอย่างเป็นทางการว่า ไดอานาและโดดีสิ้นพระชนม์และเสียชีวิตอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการกระทำของอองรี ปอล ที่ขับรถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อและปาปารัสซี[8] แม้ว่าคำตัดสินอย่างเป็นทางการจะพาดพิงถึงพาหนะที่ติดตามมา แต่ก็ระบุด้วยว่า อาการมึนเมาของคนขับและการที่เหยื่อไม่คาดเข็มขัดนิรภัย เป็นปัจจัยเอื้อต่อการสิ้นพระชนม์และเสียชีวิตด้วย ทั้งนี้รถเมอร์เซเดส-เบนซ์คันเกิดเหตุขับด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายฝรั่งเศสกำหนดไว้สำหรับถนนบริเวณนี้ถึงสองเท่า อีกทั้งรถได้ทิ้งระยะห่างจากขบวนช่างภาพไกลพอควรก่อนที่อุบัติเหตุจะเกิดขึ้น[9]
เนื้อหา |
[แก้] ประสบอุบัติเหตุ
30 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์เสด็จถึงกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พร้อมด้วยโดดี ฟาเยด ลูกชายของโมฮัมหมัด อัล ฟาเยด มหาเศรษฐีชาวอียิปต์ ทั้งสองได้หยุดแวะกลางทางที่ปารีสก่อนที่จะเดินทางไปลอนดอน หลังกลับจากพักร้อนสองต่อสองเป็นเวลาเก้าวันบนเรือยอทช์หรูของโมฮัมหมัดที่เฟรนช์และอิตาลีริเวียร่า ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไดอานากับโดดีตั้งใจจะค้างคืนที่อพาร์ตเมนต์ของครอบครัวฟาเยด ซึ่งตั้งอยู่บนถนนอาร์แซน-อูสเซ กลางกรุงปารีส ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมริทซ์ กิจการของโมฮัมหมัด และอยู่ใกล้กับถนนชองส์ เซลีเซ่
อองรี ปอล รักษาการหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยของโรงแรมริทซ์ ได้ถูกเรียกตัวให้เป็นคนขับรถเมอร์เซเดสเบนซ์คันสีดำ รุ่น S280 ปี ค.ศ. 1994 ที่เช่ามาจากร้านเช่าแห่งหนึ่งในปารีสเพื่อเตรียมให้ไดอานาและโดดีหลบหนีจากปาปารัสซี[10] นอกจากนี้ทางโรงแรมได้เตรียมพาหนะนกต่อไว้อีกคันหนึ่งไว้เบี่ยงเบนความสนใจของปาปารัสซี โดยเจ้าหญิงไดอานาและโดดีจะออกจากโรงแรมทางด้านหลังแทน ในเวลาประมาณ 0.20 น. ของวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2540 เจ้าหญิงไดอานาและฟาเยดเสด็จออกจากโรงแรมริทซ์เพื่อกลับอพาร์ทเมนต์บนถนนอาร์แซน-อูสเซ ทั้งสองนั่งบนเบาะหลังของรถเมอร์เซเดสเบนซ์ S280 สีดำ ป้ายทะเบียน 688 LTV 75 โดยมีอองรี ปอลเป็นคนขับ และมีเทรเวอร์ รีส์-โจนส์ องครักษ์ทีมคุ้มกันส่วนบุคคลของตระกูลฟาเยด นั่งอยู่ที่เบาะหน้าข้างคนขับ
รถคันดังกล่าวขับออกทางด้านหลังของโรงแรมริทซ์ สู่ถนนกองบง และวิ่งผ่านไปตามถนน รู เดอ ริวอลี จากนั้นขับผ่านจตุรัสปลาส เดอ ลา คองคอร์ด แล้วเลี้ยวขวาวิ่งไปตามถนนคู่ขนานฝั่งแม่น้ำแซน กูร์ ลา แรน และกูร์ อัลแบร์ที่ 1 และตั้งใจที่ข้ามฝั่งแม่น้ำแซนโดยใช้อุโมงค์ลอดใต้สะพานปลาซ เดอ ลัลมา ในเวลาราว 0.23 น. คนขับสูญเสียการควบคุมรถที่หน้าทางลงอุโมงค์ที่ขับมาด้วยความเร็วสูง รถเบี่ยงไปทางเลนซ้ายของถนนสองเลนอย่างกะทันหัน ก่อนพุ่งชนตอม่อค้ำหลังคาที่ 13 ทางด้านหน้า ด้วยความเร็วที่ประเมินไว้ 105 กิโลเมตรต่อชั่วโมง[11] จากนั้นตัวรถหมุนกลับไปชนกำแพงอุโมงค์ที่เป็นหินด้านหลัง กระทั่งหยุดลง ผลที่เกิดจากการชนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหน้าของรถ ซึ่งทั้งในสมัยนั้น (และปัจจุบัน) ไม่มีราวเหล็กกั้นถนนระหว่างตอม่อเพื่อป้องกันเหตุทำนองนี้ ทางลอดปลาส เดอ ลัลมา เป็นถนนตลิ่งทางเพียงเส้นเดียวที่มีตอม่อค้ำหลังคา
ขณะที่ผู้ประสบอุบัติเหตุนอนอยู่ภายในซากรถเบนซ์ บรรดาช่างภาพก็ตามมาถ่ายรูปต่อ เจ้าหญิงไดอานาที่ทรงได้รับบาดเจ็บสาหัสทรงพึมพำซ้ำไปซ้ำมาว่า "Oh my God!" (โอ้พระเจ้า!) และ "leave me alone" (ปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียว) หลังบรรดาช่างภาพถูกผลักออกไปโดยหน่วยกู้ภัย[12]
โดดี ฟาเยด ที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ผู้โดยสารด้านหลังซ้าย ซึ่งเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ แต่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังคงพยายามกู้ชีพเขา แต่ต่อมาแพทย์ผู้หนึ่งยืนยันว่าเขาเสียชีวิตแล้วเมื่อ เวลา 1.32 น. ส่วนอองรี ปอล คนขับรถ ถูกประกาศว่าเสียชีวิตเมื่อร่างถูกย้ายออกจากซากรถ ศพทั้งสองถูกนำไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บศพของกรุงปารีส แอ็งสตีตืตท์ เมดีโก-เลกาล ผลการชันสูตรพลิกศพออกมาว่า ทั้งโดดีและอองรี เสียชีวิตจากหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาแตกและกระดูกสันหลังร้าว อองรีไขสันหลังแตก และโดดีเสียชีวิตจากไขสันหลังที่บริเวณต้นคอแตก สภาพของทั้งสองศพแหลกเละจนจำเค้าเดิมไม่ได้
เทรเวอร์ รีส์-โจนส์ องครักษ์ที่ติดตามไปด้วย ยังคงมีสติอยู่ แต่ได้รับบาดเจ็บหลายแห่งที่ใบหน้า ส่วนถุงลมนิรภัยหน้ารถยังทำงานตามปกติ แต่ไม่มีผู้โดยสารคนใดในรถคาดเข็มขัดนิรภัย
เจ้าหญิงไดอานา ผู้ทรงประทับอยู่เบาะหลังด้านขวาก็ยังคงมีสติอยู่เช่นกัน ทรงหมอบลงพื้นบนรถ และหันหลังออกมาให้ถนน มีรายงานว่าช่างภาพคนหนึ่งบรรยายสภาพของเจ้าหญิง ณ ขณะนั้น ว่า พระโลหิตไหลออกมาจากพระนาสิกและพระกรรณของพระองค์ ขณะที่กำลังพิงพระเศียรกับเบาะรถ เขาพยายามดึงพระองค์ออกจากซากรถยนต์แต่ว่าพระบาทติด เขาจึงทูลกับพระองค์ว่า ความช่วยเหลือกำลังมาถึง และให้ตื่นไว้ แต่ไม่มีคำตอบใดจากไดอานา นอกจากทรงกะพริบพระเนตรเท่านั้น
ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 สารคดี Diana: The Witnesses in the Tunnel ที่ออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 ยืนยันว่าบุคคลแรกที่ได้แตะต้องพระวรกายของไดอานา คือ นายแพทย์มาลแลซ์[13] ที่ขับรถผ่านที่เกิดเหตุโดยบังเอิญ มาลแลซ์เล่าว่า เจ้าหญิงทรงไม่มีบาดแผลที่พบเห็นได้ภายนอก แแต่ทรงตกอยู่ในอาการช็อก ดังนั้นเขาจึงได้ให้ออกซิเจนแก่พระองค์
เจ้าหน้าที่ตำรวจลาดตระเวนกลุ่มแรงมาถึงที่เกิดเหตุเมื่อเวลาประมาณ 0.30 น. และช่างภาพทั้งหมด 7 คนในที่เกิดเหตุถูกจับกุมทันที เจ้าหญิงทรงได้รับการช่วยเหลือให้ออกมาจากรถเบนซ์ในเวลาตีหนึ่ง แต่พระหทัยล้มเหลว การนวดหัวใจผายปอดกู้ชีพช่วยให้พระหทัยของพระองค์กลับมาเต้นอีกครั้ง พระองค์ทรงถูกนำตัวขึ้นไปถวายการรักษาบนรถพยาบาล SAMU เมื่อเวลา 1.18 น. และรถพยาบาลได้ขับออกจากสถานที่เกิดเหตุเมื่อ 1.41 น. และถึงโรงพยาบาลปีเต-ซัลแปตริแยร์เวลา 2.06 น.[14] พระองค์ทรงได้รับถวายการรักษาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล โดยมีนายแพทย์บรูโน ริอู เป็นหัวหน้าทีมแพทย์ถวายการรักษา แต่แม้ว่าทีมแพทย์จะได้ทำการช่วยชีวิตของเจ้าหญิงอย่างสุดความสามารถ แต่อาการบาดเจ็บของพระองค์สาหัสเกินไป พระหทัยย้ายตำแหน่งจากอุระข้างซ้ายไปข้างขวา ซึ่งมีผลทำให้เส้นเลือดดำในปอดและเยื่อหุ้มหัวใจฉีกขาด ในท้ายสุดการยื้อชีวิตของพระองค์ไร้ผล หลังจากทีมแพทย์ได้ช่วยฟื้นคืนชีพ รวมทั้งการนวดพระหทัยภายใน เจ้าหญิงไดอานาทรงสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 4.00 น.[15] เวลา 5.30 น. นายแพทย์ฌ็อง ปิแอร์ เชอแวเนอมองต์ แถลงข่าวการสิ้นพระชนม์ของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ที่ห้องประชุมของโรงพยาบาลปีเต-ซัลแปตริแยร์ พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส และเซอร์ไมเคิล เจย์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำสาธารณรัฐฝรั่งเศส
หลายคนให้ความเห็นว่า ถ้าในคืนนั้นไดอานาทรงคาดเข็มขัดนิรภัย พระองค์อาจทรงได้รับบาดเจ็บน้อยกว่านี้มาก[16] รายงานข่าวในเบื้องต้น อ้างว่า เทรเวอร์ รีส์-โจนส์ เป็นผู้โดยสารในรถเพียงคนเดียวที่คาดเข็มนิรภัย แต่ต่อมาข้อมูลนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าไม่ถูกต้อง จากผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสและอังกฤษสรุปว่า ไม่มีผู้โดยสารในรถคาดเข็มขัดแม้แต่คนเดียวในขณะที่เกิดอุบัติเหตุ[17][18]
ตอนสายของวันที่ 31 สิงหาคม นายแพทย์เชอแวเนอมองต์ พร้อมด้วย ลีออนาล โฌสแป็ง นายกรัฐมนตรีแห่งฝรั่งเศส, เบนาเด็ต ชีรัค (ภริยาของประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศส ฌาค ชีรัค) และเบนาร์ด กูชเน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศส เดินทางถึงโรงพยาบาลปีเต-ซัลแปตริแยร์ เพื่อถวายความไว้อาลัยครั้งสุดท้ายต่อพระศพของไดอานา หลังจากนั้นคุณพ่อมาร์ติน เดรเปอร์ อัครสังฆานุกร (archdeacon) แองกลิคันแห่งฝรั่งเศส ได้เข้ามาในห้องที่เก็บพระศพ และได้สวดบทสรรเสริญจากหนังสือสวดมนต์ Book of Common Prayer
เวลา 14.00 น. วันเดียวกัน เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฏราชกุมารแห่งสหราชอาณาจักร (อดีตพระสวามีของไดอานา) พร้อมด้วยพี่สาวของไดอานา เลดี้ซาราห์ แมคคอร์ควอเดล และเลดี้เจน เฟลโลวส์ เดินทางถึงนครปารีสเพื่อรับพระศพของไดอานากลับเกาะอังกฤษ
[แก้] การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน
ในตอนแรก สื่อมวลชนระบุว่า รถเบนซ์ได้พุ่งชนเสาตอม่อของอุโมงค์ด้วยความเร็ว 190 กม/ชม. เพราะเข็มไมล์บนแผงหน้าปัดค้างอยู่ที่่ตำแหน่งนี้ แต่ต่อมาได้แก้ข่าวว่าความเร็วของรถอยู่ที่ประมาณ 95-110 กม./ชม. เท่านั้น และเครื่องวัดความเร็วบนแผงหน้าปัดที่ติดตั้งมากับรถเมอร์เซเดสเบนซ์ W140 S-Class เป็นหน้าปัดบอกความเร็วแบบดิจิตอลและไม่สามารถอ่านค่าความเร็วได้จากหน้าจอโดยตรงหลังเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะมาด้วยความเร็วใดก็ตาม รถคันดังกล่าวน่าจะขับมาด้วยความเร็วเกินกว่า 50 กม/ชมอย่าแน่นอน ซึ่งความเร็ว 50 ก./ชมนี้เป็นความเร็วที่กำหนดไว้สำหรับถนนลงอุโมงค์ในฝรั่งเศส
ในปี 2542 หน่วยสืบสวนฝรั่งเศสตั้งข้อสงสัยว่า รถเมอร์เซเดสเบนซ์อาจเฉี่ยวชนกับรถยนต์อีกคันหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าเป็นรถเฟียต อูโนสีขาว ในอุโมงค์ก่อนเกิดการชนครั้งรุนแรง แต่ก็ไม่มีผู้ใดออกมายืนยันว่าเป็นเจ้าของรถเฟียตลึกลับนี้ และไม่สามารถตรวจสอบว่ารถเฟียตอูโนคันนี้มีอยู่จริงหรือไม่ ในที่สุดหน่วยสืบสวนใช้เวลานานกว่า 18 เดือนในการสรุปคดีอุบัติเหตุที่พรากชีวิตเจ้าหญิงนั้นมีสาเหตุมาจากคนขับที่มีอาการมึนเมาและไม่สามารถควบคุมรถยนต์ที่ขับมาด้วยความเร็วสูงได้ และทำให้โศกนาฏกรรมขึ้นในคืนนั้น[16]
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2546 หนังสือพิมพ์เดลิมิเรอร์ในอังกฤษ ตีพิมพ์จดหมายส่วนพระองค์ของเจ้าหญิงแห่งเวลส์ที่เขียนไว้ 10 เดือนก่อนหน้าที่จะสิ้นพระชนม์ ซึ่งระบุว่า มีแผนการลอบปลงพระชนม์ชีพของพระองค์ โดยการทำให้ระบบเบรกรถยนต์ทำงานขัดข้อง ซึ่งส่วนหนึ่งของจดหมายฉบับนั้นที่เขียนด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์เขียนไว้ว่า "ชีวิตของฉันตอนนี้กำลังตกอยู่ในอันตรายมากที่สุด สามีของฉันกำลังวางแผนที่จะทำให้รถยนต์ของฉันเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ระบบเบรกทำงานผิดผลาดและทำให้ฉันได้รับบาดแผลฉกรรจ์ที่ศีรษะ เพื่อกำจัดฉันให้พ้นทางและชาร์ลส์จะได้เสกสมรสใหม่อีกครั้ง" [19][20]
ในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2547 6 ปีหลังการสิ้นพระชนม์ คดีสิ้นพระชนม์ของไดอานาและการเสียชีวิตของโดดี อัล ฟาเยด ถูกรื้อฟื้นมาไต่สวนใหม่อีกครั้งที่กรุงลอนดอน ภายใต้การนำขอวไมเคิล เบอร์เจส เจ้าหน้าที่ไต่สวนคดีมรณกรรมของสมเด็จพระราชินีและคณะพิจารณาคดีได้ขอให้เซอร์จอห์น สตีเว่นส์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากหน่วยตำรวจนครบาลลอนดอน เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยว่าไดอานาไม่ได้สิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุ และทีมโอเปอเรชั่นพาเก็ตได้ทำการสรุปผลการสืบสวนลงในผลรายงานในเดือนธันวาคม 2548
ต่อมาในปีพ.ศ. 2547 สถานีโทรทัศน์ CBS ในสหรัฐอเมริกาเผยแพร่ภาพถ่ายรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์ในอุโมงค์ปองต์ เดอ ลัลมา ที่หน้ารถพังยับเยินรวมทั้งภาพของเจ้าหญิงไดอานาที่ไม่มีเลือดไหลและบาดแผลภายนอก ในภาพพระองค์ก้มลงบนพื้นรถยนต์ และประตูรถยนต์ด้านขวาเปิดอ้าอยู่.[21] การนำเสนอภาพนี้สร้างความไม่พอใจไปทั่วเกาะอังกฤษ เพราะเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวของพระองค์มากเกินไป และทำให้นายโมฮัมหมัด อัล ฟาเยดฟ้องร้องคดีนี้กับสถานีโทรทัศน์
ในเดือนมกราคม 2548 ลอร์ดสตีเว่นส์กล่าวในการให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ GMTV ว่าพยานหลักฐานในคดีนี้ซับซ้อนกว่าที่คาดไว้ตั้งแต่แรก
หนังสือพิมพ์ซันเดย์ ไทมส์ ฉบับวันที่ 29 มกราคม 2548 ได้นำเสนอข่าวการออกมาปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ของหน่วย MI-6 ในประเด็นที่ว่ามีเจ้าหน้าที่อยู่ในกรุงปารีสในวันที่เจ้าหญิงไดอานาประสบอุบัติเหตุ และเจ้าหน้าที่จากองค์การลับนี้ได้สลับผลการตรวจเลือดของคนขับรถด้วยตัวอย่างจากผลตรวจอื่น (ซึ่งไม่มีหลักฐานยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่) [22] [23]
ในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 นิตยสารรายสัปดาห์ของอิตาลี Chi ตีพิมพ์ภาพถ่ายของไดอานาในนาทีสุดท้ายของชีวิต แม้ว่าจะได้มีการสั่งห้ามมิให้เผยแพร่ภาพชุดดังกล่าว ภาพชุดนี้ถูกถ่ายหลังจากเกิดอุบัติเหตุได้ไม่นาน และภาพแสดงให้เห็นไดอานาที่ทรุดตัวลงที่เบาะหลัง ขณะที่หน่วยกู้ชีพได้พยายามสวมเครื่องช่วยหายใจให้พระองค์ และภาพนี้ถูกตีพิมพ์ลงนิตยสาร, หนังสือพิมพ์ภาษาอิตาลีและสเปนหลายสำนักพิมพ์
บรรณาธิการนิตยสาร Chi ออกมากล่าวปกป้องการตัดสินใจในครั้งนี้ว่า ได้ยินยอมให้เผยแพร่ภาพของเจ้าหญิงเพราะได้มาจากสำนวนคดีของทางการฝรั่งเศส และแก้ตัวง่ายๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า ยังไม่เคยมีใครเห็นภาพนี้มาก่อนและไม่ได้คิดว่าภาพพวกนี้จะเป็นการหมิ่นพระเกียรติของเจ้าหญิงผู้ล่วงลับแต่อย่างใด [24]
[แก้] พิธีพระศพ
ดูเพิ่มเติมที่ พิธีพระศพของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์
การสิ้นพระชนม์อย่างกระทันหันของไดอานาสร้างความตกตะลึงให้กับชาวโลก ประชาชนชาวอังกฤษต่างตกอยู่ในอาการโศกเศร้าและร้องไห้คร่ำครวญต่อเจ้าหญิงในดวงใจ พิธีพระศพถูกจัดขึ้นอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ.2540 โดยมีประชาชนราว 3 ล้านคนมาร่วมไว้อาลัยและยืนรอบนถนนเพื่อชมขบวนพระศพที่ดำเนินผ่านในกรุงลอนดอน [25] และพิธีนี้ได้มีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก กลายเป็นข่าวสำคัญกว่าการเสียชีวิตของแม่ชีเทเรซาที่เสียชีวิตในสัปดาห์เดียวกันนั้น
ประชาชนจำนวนมากได้ร่วมลงนามถวายความอาลัยที่พระราชวังเซนต์เจมส์ ตลอดทั้งวันมีสมาชิกจากหน่วยอาสาสมัครหญิงในสหราชอาณาจักรและกองทหารราบจากแคว้นเวลส์มาผลัดเปลี่ยนหน้าที่ดูแลควบคุมฝูงชนจนถึงกลางคืน [26] และยังมีกองดอกไม้จำนวนมหาศาลหลายล้านช่อที่ประชาชนได้นำมาวางไว้ที่ถนนหน้าพระราชวังเคนซิงตัน พระราชวังที่ไดอานาเคยพำนักอยู่ ส่วนที่คฤหาสน์อัลธอร์พประจำตระกูลของพระองค์ได้ขอร้องห้ามให้ประชาชนนำดอกไม้วางบนถนนหน้าคฤหาสน์ เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย
กระทั่งวันที่ 10 กันยายน กองดอกไม้ภายนอกพระราชวังเคนซิงตันกองทับกันสูงกว่า 1.5 เมตร ชั้นดอกไม้ชั้นล่างสุดเริ่มเน่าเปื่อยและส่งกลิ่นเหม็น [27] ส่วนที่พระราชวังเซนต์เจมส์ ประชาชนยังคงอดทนรอต่อแถวเพื่อลงนามถวายการไว้อาลัยด้วยอาการสงบ
ทั้งนี้ได้เกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อยเมื่อ ฟาบิโอ ปีราส นักท่องเที่ยวชาวซาร์ดิเนีย ถูกจำคุก 1 สัปดาห์หลังหยิบเอาตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ออกจากกองดอกไม้และถูกปรับเป็นเงิน 100 ปอนด์ นายปีราสถูกประชาชนกลุ่มหนึ่งชกเข้าที่ใบหน้าหลังเดินทางออกจากศาล [28] วันต่อมา มาเรีย ริโกซีโอวา ครูโรงเรียนมัธยมวัย 54 ปี และอิกเนสซา ซิเฮลกา ช่างเทคนิคโทรคมนาคมถูกจับกุมและศาลตัดสินให้จำคุกนาน 28 วัน เพราะได้ขโมยตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ 11 ตัวและช่อตอกไม้จำนวนหนึ่งที่หน้าพระราชวังเซนต์เจมส์ แต่ต่อมาถูกลดโทษเป็นค่าปรับคนละ 200 ปอนด์ หลังถูกกักขังนาน 2 วัน [29]
บางคนวิจารณ์ว่าปฏิกิริยาของประชาชนที่มีต่อการสิ้นพระชนม์ของไดอานาในตอนนั้นว่า "ร้องไห้ตีโพยตีพายเกินไป" และ "ไม่มีเหตุผล"
ในปีพ.ศ. 2542 แอนโทนี โอเฮียร์ ระบุว่า ความเศร้าสลดเสียใจในครั้งนั้นได้นิยามความหมายของคำ "การแสดงความรู้สึกออกมามากไปของชาวอังกฤษ" เมื่อปรากฎการณ์เกิดขึ้นโดยมีสื่อเป็นต้นเหตุ ทำให้ภาพลักษณ์และความเป็นจริงปะปนสับสนกันจนแยกไม่ออก [30] และนักวิจารณ์ยังคงกล่าวพาดพิงเหตุการณ์นี้ซำ้อีก ในวันครบรอบปีที่ 10 ของการสิ้นพระชนม์ ซึ่งนักหนังสือพิมพ์โจนาธาน ฟรีดแลนด์ แสดงความเห็นว่า "เป็นความหลังที่น่าอับอาย เหมือนสมุดไดอารี่ของวัยรุ่นที่น่าหมั่นไส้และชวนให้สมเพชตัวเอง เราต้องแสร้งทำเป็นก้มหน้าอายเมื่อหวนรำลึกถึงเรื่องนี้" แต่ว่านักวิเคราะห์บางคนกลับไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ เดบอราห์ สไตนเบิร์ก นักสังคมวิทยา ชี้แจงว่า ชาวอังกฤษมากมายมีความสัมพันธ์กับเจ้าหญิงไดอานาผ่านทางสังคมที่แปรเปลี่ยนไปและโอออ้อมอารีกว่าเดิม โดยไม่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์เลย และกล่าวทิ้งท้ายว่า "ฉันไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องคร่ำครวญเกินกว่าเหตุ การสูญเสียบุคคลสำคัญจะเป็นสิ่งทดสอบทุกอย่างในสังคม"[31]
[แก้] เหตุการณ์หลังสิ้นพระชนม์
[แก้] ปฏิกิริยาจากราชวงศ์
ปฏิกิริยาของราชวงศ์ต่อการสิ้นพระชนม์ของไดอานาสร้างความไม่พอใจและขุ่นเคืองให้กับประชาชนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งในเวลานั้นสมาชิกราชวงศ์ต่างประทับอยู่ที่ปราสาทบัลมอรัล พระราชวังฤดูร้อนในสกอตแลนด์ และทั้งหมดทรงตัดสินพระทัยว่าจะไม่เสด็จกลับลอนดอนเพื่อร่วมพิธีพระศพ การตัดสินพระทัยของสมเด็จพระราชินีเช่นนี้ทำให้พระองค์ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนอย่างหนัก เพราะราชวงศ์ยังยึดติดอยู่กับราชประเพณีโบราณอย่างเข้มงวด และไม่ใส่พระทัยต่อพระโอรสทั้งสองของไดอานาที่กำลังเศร้าโศกต่อการจากไปของพระมารดา และทำให้สื่อมวลชนให้ความเห็นว่าเย็นชาเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิเสธลดธงราชวงศ์ลงครึ่งเสาบนพระราชวังบักกิงแฮม ได้ทำให้หนังสือพิมพ์ในอังกฤษพาดหัวข่าวด้วยภาษาที่รุนแรงว่า "Where's our Queen? Where's her flag?" [32] ทั้งนี้ท่าทีของสำนักพระราชวังเป็นไปตามราชประเพณีข้อหนึ่ง ซึ่งการเชิญธงราชวงศ์ขึ้นสู่ยอดเสาบนพระราชวังบักกิงแฮมจะกระทำต่อเมื่อสมเด็จพระราชินีประทับอยู่ในพระราชฐานเท่านั้น แต่ในเวลานั้นพระองค์กำลังประทับอยู่ในสกอตแลนด์ นอกจากนี้ธงประจำพระองค์ไม่เคยเชิญลงครึ่งเสาเพราะพระมหากษัตริย์ไม่เคยสวรรคตเนื่องจากกษัตริย์องค์ใหม่จะขึ้นครองราชย์ทันที
ในที่สุด สำนักพระราชวังยอมเชิญธงยูเนียนแจ็กขึ้นสู่ยอดเสาของพระราชวังบักกิงแฮมแทน โดยลดธงลงครึ่งเสาซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่มีการเชิญธงยูเนี่ยนแจ็กขึ้นสู่ยอดเสาของพระราชวังบักกิ้งแฮม และหลังจากเสด็จพระราชดำเนินไปร่วมพิธีพระศพของไดอานา สมเด็จพระราชินีเสด็จกลับสก็อตแลนด์ทันทีในเวลาเที่ยงของวันเดียวกัน และตั้งแต่นั้นมาธงยูเนียนแจ็กจะขึ้นสู่ยอดเสาเมื่อสมเด็จพระราชินีไม่อยู่ในพระราชฐาน
สมเด็จพระราชินีทรงเห็นด้วยให้มีการถ่ายทอดสดพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อเจ้าหญิงแห่งเวลส์ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ BBC ในเย็นวันที่ 4 กันยายน
[แก้] ปฏิกิริยาจากสาธารณชน
ผู้คนหลายล้านคนยืนต่อแถวยาวกว่า 6 กิโลเมตร ตั้งแต่พระราชวังเคนซิงตันจนถึงมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ [33] ด้านหน้ามหาวิหารและลานในไฮด์ปาร์กต่่างแน่นขนัดไปด้วยประชาชนที่รับชมพิธีศพบนหน้าจอขนาดใหญ่และการกล่าวคำไว้อาลัยจากบุคคลสำคัญที่เข้าร่วมพิธี รวมทั้งตัวแทนจากองค์กรการกุศลที่ไดอานาได้เป็นผู้อุปถัมภ์ ผู้เข้าร่วมพิธีที่มีชื่อเสียงได้แก่ นางฮิลลารี่ ร็อดแฮม คลินตัน (ภริยาของประธานาธิบดีบิล คลินตัน แห่งสหรัฐอเมริกา), นางเบนาเด็ต ชีรัค (ภริยาของประธานาธิบดีฌ้าค ชีรัค แห่งฝรั่งเศส) และดาราชื่อดังหลายคน เช่น ลูเซียโน พาวาร็อตติ และนักร้องที่เป็นเพื่อนสนิทของเจ้าหญิงอย่าง เอลตัน จอห์น และจอร์จ ไมเคิล ซึ่งเอลตันได้ขับร้องเพลง Candle in the Wind ที่ประพันธ์เนื้อร้องขึ้นใหม่เพื่ออุทิศให้แก่พระองค์ [34] พิธีนี้ได้มีการถ่ายทอดผ่านดาวเทียม มีผู้รับชมกว่า 2.5 พันล้านคนทั่วโลก [35]
ในการนี้ราชประเพณีอันเก่าแก่ได้ถูกละเลยเพิกเฉย เนื่องจากแขกในพิธีได้ปรบมือให้กับคำไว้อาลัยของเอิร์ลสเปนเซอร์ น้องชายของเจ้าหญิงไดอานา ที่วิจารณ์สื่อมวลชนและราชวงศ์ต่อการที่พวกเขาปฏิบัติต่อพี่สาวของเขาอย่างเผ็ดร้อน [36] หลังเสร็จสิ้นพิธีที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ โลงพระศพถูกนำขึ้นรถเดมเลอร์เพื่อเดินทางต่อไปยังคฤหาสน์อัลธอร์พเพื่อทำพิธีฝังพระศพอย่างเป็นส่วนตัว [37] เกือบตลอดเส้นทางที่ขบวนรถพระศพขับผ่าน ประชาชนได้ร่วมกันโยนดอกไม้ใส่ขบวนรถเพื่อแสดงความไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย
พระศพถูกฝังภายในอาณาเขตของคฤหาสน์อัลธอร์พ บนเกาะกลางทะเลสาบ ภายในโลงพระศพ ไดอานาฉลองพระองค์ชุดเดรสแขนยาวสีดำของแคทเธอรีน วอล์กเกอร์ พระหัตถ์ทั้งสองกุมสร้อยประคำของขวัญจากแม่เทเรซา ผู้ที่เสียชีวิตสัปดาห์เดียวกับพระองค์ [38]
ในปีพ.ศ. 2541 คฤหาสน์ได้เปิดให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมนิทรรศการที่เกี่ยวพระองค์และเดินเล่นรอบทะเลสาบบริเวณสุสานของไดอานา รายได้จากการเข้าชมผลงานและนิทรรศการที่อัลธอร์พได้บริจาคให้แก่กองทุนอนุสรณ์ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์
4 สัปดาห์หลังการสิ้นพระชนม์ อัตราการฆ่าตัวตายทั่วประเทศอังกฤษและเวลส์เพิ่มสูงขึ้น 17 % และการทำร้ายตัวเองพุ่งสูงกว่า 44.3 % เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติเดิมในรอบ 4 ปี นักวิจัยเห็นว่าการเพิ่มขึ้นของอัตราการฆ่าตัวตายมีสาเหตุจากปรากฏการณ์ "แสดงตัวตน" ของผู้คนที่ส่วนใหญ่ที่ความกดดันคล้ายคลึงกับไดอานา คือ ผู้หญิงวัย 25 − 44 ปี ที่กลุ่มนี้ฆ่าตัวตายมากกว่า 45% [39]
แม้ว่าเจ้าหญิงไดอานาจะสิ้นพระชนม์ไปนานหลายปีแล้ว แต่ความสนใจในชีวิตของพระองค์ยังคงอยู่ อนุสรณ์ที่ใช้รำลึกชั่วคราวที่หน้าอุโมงค์ปองต์ เดอ ลัลมา ชื่อ "ฟลามม์ เดอ ลา ลิเบอร์เต้" ที่มีความสัมพันธ์กับรูปปั้นอนุสาวรีย์เทพีสันติภาพในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ของขวัญจากชาวฝรั่งเศส โดยหลังเกิตอุบัติใหม่ๆ ชาวปารีเซียงและนักท่องเที่ยวได้เขียนถ้อยคำไว้อาลัยทิ้งไว้บนฐานของ "ฟลามม์ เดอ ลา ลิเบอร์เต้" แต่ต่อมาข้อความถูกลบออกและไม่ได้ใช้เป็นอนุสรณ์อย่างเป็นทางการอีกต่อไป แต่ว่านักท่องเที่ยวยังคงลักลอบเขียนข้อความทิ้งไว้อยู่เรื่อยๆ
สำหรับอนุสรณ์ถาวรคือ น้ำพุอนุสรณ์แด่ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ในไฮดปาร์ก ที่ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2547
ไดอานา ฟรานเซส เจ้าหญิงแห่งเวลส์อยู่ในโพลสำรวจของ BBC ในปี 2545 ในหัวข้อ "ชาวอังกฤษผู้ยิ่งใหญ่" ลำดับที่ 3 แซงหน้า ชาร์ลส์ ดาร์วิน (อันดับ 4), วิลเลี่ยม เช็กสเปียร์ (อันดับ 5) และไอแซค นิวตัน (อันดับ 6)
ในปีพ.ศ. 2546 สำนักพิมพ์มาร์เวลคอมิกส์ ประกาศตีพิมพ์การ์ตูน X-Statix ของปีเตอร์ มิลลิแกน นักเขียนการ์ตูนล้อเลียน ในตอน Di Another Day (Di คือ Diana อ้างอิงจากชื่อจากภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ตอน Die Another Day) ล้อเลียนการฟื้นคืนชีพของไดอานาด้วยพลังมหัศจรรย์ สร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนจำนวนมากและตอน Di Another Day ถูกสั่งระงับหยุดพิมพ์ทันที [40] บริษัทเฮลิโอกราฟ สร้างเกมจำลองบทบาท Diana: Warrior Princess ผลงานของมาร์คัส แอล. โรวแลนด์ ที่ดัดแปลงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 จนกลายเป็นเรื่องเหนือจินตนาการ
เควิน คอสเนอร์ ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดังที่เคยเข้าเฝ้าเจ้าหญิงไดอานา ผ่านซาร่าห์ เฟอร์กูสัน ดัชเชสแห่งยอร์ก ได้ออกมาอ้างว่าเคยรบเร้าให้เจ้าหญิงไดอานาร่วมแสดงภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง "The Bodyguard" ซึ่งนำแสดงโดย คอสเนอร์ และวิทนีย์ ฮุสตัน แต่ต่อมาสำนักพระราชวังบักกิ้งแฮมได้ออกมาปฏิเสธว่าคำกล่าวอ้างของคอสเนอร์ว่าไม่มีมูลความจริง [41]
[แก้] ทฤษฎีสมคบคิดการสิ้นพระชนม์
ดูเพิ่มที่ ทฤษฎีสมคบคิดการสิ้นพระชนม์ของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์
แม้ว่าหน่วยสืบสวนของเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสได้สรุปคดีว่า เจ้าหญิงไดอานาสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่นายโมฮัมหมัด ฟาเยด กลับเชื่อว่าเจ้าหญิงไดอานาและลูกชายของเขาถูกลอบสังหาร ด้วยแผนการสมคบคิดอันแยบยล และหนังสือพิมพ์เดลี่เอ็กซ์เพรสเสนอว่า พระองค์อาจถูกลอบปลงพระชนม์ ในปีพ.ศ. 2547 ได้มีการตั้งทีมสืบสวนคดีสิ้นพระชนม์โดยหน่วยตำรวจนครบาลลอนดอน "โอเปอเรชั่น พาเก็ต" ซึ่งมีลอร์ดสตีเว่นส์ เป็นหัวหน้าทีมนี้
ผลการสืบสวนคดีถูกเผยแพร่สู่สาธารณะในวันที่ 14 ธันวาคม 2548 และปิดคดีในเดือนเมษายน 2551
[แก้] การไต่สวนคดีการสิ้นพระชนม์ในปี 2551
ภายใต้กฎหมายอังกฤษ จำเป็นต้องมีการพิจารณาคดีหากมีการตายอย่างกะทันหันหรือตายลงโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง [42] คดีการสิ้นพระชนม์ของไดอานาและคดีการเสียชีวิตของนายโดดี ฟาเยด ถูกนำมาไต่สวนในวันที่ 8 มกราคม 2550 โดยมีท่านผู้หญิงเอลิซาเบธ บัตเลอร์-สลอส ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รับผิดชอบดูแลการพิจารณาคดีสิ้นพระชนม์ประจำราชสำนัก โดยบัตเลอร์-สลอสตัดสินใจที่จะไต่สวนคดีเป็นการภายในโดยไม่มีคณะลูกขุนร่วมฟังการพิจารณาคดี [43] แต่ต่อมาศาลสูงได้มีคำสั่งระงับการตัดสินใจของบัตเลอร์-สลอส [44] และได้รับความเห็นชอบจากคณะเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาคดีประจำราชสำนัก และในวันที่ 24 เมษายน 2550 ท่านผู้หญิงบัตเลอร์-สลอส ประกาศถอนตัวจากการทำหน้าที่พิจารณาคดีสิ้นพระชนม์ โดยให้เหตุผลว่า เธอไม่มีประสบการณ์ที่จะร่วมพิจารณาคดีกับคณะลูกขุน ดังนั้นหัวหน้าผู้พิพากษาสกอต เบเกอร์ จึงได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่แทนบัตเลอร์-สลอส อย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มิถุนายนปีเดียวกัน ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาคดีมรณกรรมแห่งกรุงลอนดอนตะวันตกชั้นใน 27 กรกฎาคม 2550 เบเกอร์ได้ตั้งประเด็นที่น่าจะนำไปสู่การพิจารณาสำนวนคดีนี้ และหน่วยโอเปอเรชั่นพาเก็ตได้สืบสวนข้อเท็จจริง และได้ข้อมูลเป็นประโยชน์จำนวนมาก
20 ประเด็นที่ได้ทำการสืบสวนมีดังต่อไปนี้
- ความผิดพลาดของอองรี ปอล ก่อให้เกิด/หรือเป็นสาเหตุหนึ่งของการชนหรือไม่
- ความสามารถในการขับขี่รถยนต์ของนายอองรี ปอลลดลงเพราะ ได้ดื่มสุราหรือใช้ยาหรือไม่
- รถเฟียตอูโน หรือยานพาหนะอื่น ก่อให้เกิด/หรือเป็นสาเหตุหนึ่งของการชนหรือไม่
- การกระทำของช่างภาพอิสระ ก่อให้เกิด/หรือเป็นสาเหตุหนึ่งของการชนหรือไม่
- ลักษณะของถนน/อุโมงค์ และสิ่งปลูกสร้างต่างมีลักษณะที่เป็นอันตรายอยู่แล้วใช่หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ถนน/อุโมงค์ และสิ่งปลูกสร้างมีส่วนทำให้เกิดการพุ่งชนหรือไม่
- มีแสงจ้าหรือแสงแฟลชที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือไม่ ถ้ามี แสงนั้นมาจากที่ใด
- ใครเป็นผู้ตัดสินใจให้เจ้าหญิงแห่งเวลส์และโดดี ฟาเยดออกจากประตูด้านหลังโรงแรมริทซ์ และให้นายอองรี ปอล เป็นคนขับรถเมอร์เซเดสเบนซ์
- ความเคลื่อนไหวของนายอองรี ปอล ตั้งแต่เวลา 19.00-22.00 น. ในวันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม 2540
- รายละเอียดเงินสด/ทรัพย์สินทั้งหมดที่นายอองรี ปอลเป็นเจ้าของ และบัญชีเงินฝากในธนาคารของเขา
- แอนแดนสันอยู่ในกรุงปารีสในคืนที่ไดอานาประสบอุบัติเหตุหรือไม่
- ไดอานาจะไม่สิ้นพระชนม์ หากถูกนำส่งโรงพยาบาลเร็วกว่านี้หรือได้รับการรักษาจากแพทย์ด้วยวิธีที่แตกต่างออกไป
- ไดอานาทรงพระครรภ์จริงหรือไม่
- ไดอานาและนายโดดี ฟาเยด กำลังจะประกาศพิธีหมั้นในช่วงเวลานั้นหรือไม่
- เจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงหวั่นเกรงต่อความปลอดภัยต่อพระชนม์ชีพของพระองค์จริงหรือไม่ และถ้าเป็นเช่นนั้นมีหลักฐานใดที่บ่งบอกความจริงของประเด็นนี้บ้าง
- หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการซื้อแหวนที่พบในซากรถเบนซ์
- กรณีการอาบยาพระศพของไดอานา
- มีพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทอมลินสันที่เชื่อมโยงกับการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนั้นหรือไม่
- หน่วยข่าวกรองของอังกฤษหรือองค์กรอื่นใดมีส่วนพัวพันกับการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้หรือไม่
- มีความมุ่งร้ายที่แอบแฝงอยู่ในเหตุการณ์ต่อไปนี้หรือไม่ (1) การบุกลักทรัพย์ที่สำนักงานของเชอร์รูออลท์ ช่างภาพราชสำนัก และ (2) การก่อกวนที่สำนักงานบิ๊กพิคเจอร์ส
- จดหมายของเจ้าหญิงแห่งเวลส์ (รวมทั้งจดหมายจากเจ้าชายฟิลิป) สูญหายไปจริงหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น มีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ถึงเหตุการณ์นี้หรือไม่ [45]
การพิจารณาคดีมีขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ตุลาคม 2550 หลังจากคณะลูกขุน 11 คน (เป็นหญิง 6 คนและชาย 5 คน) ได้ทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง และผู้พิพากษาสกอต เบเกอร์ ได้กล่าวเบิกความและบอกเล่าความเป็นมาของเหตุการณ์ [46] สำนักข่าว BBC ได้รายงานว่า นายโมฮัมหมัด อัล ฟาเยด ได้เบิกความว่า ลูกชายของเขาและเจ้าหญิงไดอานาถูกลอบสังหารจากคำส่ังของราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งถูกสื่อวิพากย์วิจารณ์ว่า "เป็นการเบิกคดีที่ อคติ"[47]
คณะลูกขุนได้รับฟังคำให้การจากบุคคลที่ได้ติดต่อกับไดอานาจนกระทั่งเหตุการณ์ที่นำไปสู่อุบัติเหตุ พยานปากสำคัญได้แก่ พอล เบอเรล, โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด, เรน แมคคอร์ควอเดล แม่เลื้ยงของไดอานา รวมทั้งเทรเวอร์ รีส-โจนส์ ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากอุบัติเหตุ และอดีตผู้บังคับบัญชาหน่วยงาน MI 5 ของอังกฤษ [48]
ผู้พิพากษาสกอต เบเกอร์ได้สรุปผลการสืบสวนต่อคณะลูกขุนในวันที่ 31 มีนาคม 2551 [49] และกล่าวว่าไม่มีหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับดยุกแห่งเอดินเบอระ ว่าเป็นผู้สั่งสังหารไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ หรือมีองค์การใดๆ มีส่วนพัวพันกับอุบัติเหตุ [50] และเบเกอร์สรุปคดีเสร็จสิ้นเมื่อ 2 เมษายน 2551 หลังฟังคำสรุปคดีเสร็จสิ้นคณะลูกขุนได้ทำการหารือและพิจารณา 5 คำตัดสินที่ไม่ตายตัว ในวันที่ 7 เมษายน 2551 คณะลูกขุนได้อ่านคำพิพากษาว่า ไดอานาสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับขี่โดยประมาทของอองรี ปอลและยานพาหนะที่ไล่ตามรถยนต์ที่เกิดเหตุ [51] [8] [8][52] [49]
ในการพิจารณาคดีสิ้นพระชนม์ครั้งนี้ใช้งบประมาณสูงถึง 12 ล้านปอนด์ โดยเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเจ้าหน้าที่พิจารณาคดี 4.5 ล้านปอนด์ และค่าใช้จ่ายของตำรวจนครบาลลอนดอนอีก 8 ล้านปอนด์ การพิจารณาคดีกินเวลานาน 6 เดือน มีการรับฟังพยานกว่า 250 ปาก ซึ่งการใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาลนี้ถูกสื่อมวลอังกฤษวิพากย์วิจารณ์อย่างหนัก [53]
[แก้] การรายงานข่าวบนอินเทอร์เน็ต
ไดอานาสิ้นพระชนม์ในช่วงที่การใช้อินเทอร์เน็ตกำลังเฟื่องฟูทั่วโลก และหนังสือพิมพ์ในอังกฤษหลายสำนักเพิ่งเปิดให้บริการเว็บไซต์ข่าวออนไลน์บนอินเทอร์เน็ต ซึ่ง BBC News ได้นำเสนอข่าวการเลือกตั้งทั่วไปในอังกฤษตั้งแต่ต้นปี 2540 และความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้คนมากมายที่มีต่อการสิ้นพระชนม์ของไดอานา ทำให้เว็บไซต์ BBC News ได้นำเสนอข่าวการสิ้นพระชนม์บนหน้าเว็บทันที และรายงานข่าวพิธีพระศพและเหตุการณ์อิ่นๆ ที่เกิดขึ้นตามมา ข่าวการสิ้นพระชนม์ไดอานาทำให้สำนักงาน BBC News ได้ตระหนักว่าบริการข่าวสารออนไลน์บนอินเทอร์เน็ตที่กำลังจะเปิดตัว มีความสำคัญเพียงใด และวันที่ 4 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน เว็บไซต์ BBC News ได้เปิดบริการข่าวสารออนไลน์บนอินเทอร์เน็ตอย่างเต็มรูปแบบ
[แก้] เชิงอรรถและอ้างอิง
- ^ "The Coronation of Elizabeth II/The Death of Diana". Director: David Bartlett, Executive Producer: David Upshal. Days That Shook the World. BBC.
- ^ 2.0 2.1 "Diana crash caused by chauffeur, says report", The Daily Telegraph
- ^ Barbour, Dr. Alan D.. "Synopsis of Autopsy Findings". http://www.public-interest.co.uk/diana/dianasynop.htm. เรียกข้อมูลเมื่อ 15 August 2010.
- ^ "Diana crash was a conspiracy – Al Fayed", BBC News, 12 February 1998. สืบค้นวันที่ 5 August 2008
- ^ "Point-by-point: Al Fayed's claims", BBC News, 19 February 2008. สืบค้นวันที่ 5 August 2008
- ^ "Diana death a 'tragic accident'", BBC News, 14 December 2006. สืบค้นวันที่ 5 August 2008
- ^ "Inquests into the deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed: FAQs". Coroner's Inquests into the Deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed. Judicial Communications Office. 2008. http://www.scottbaker-inquests.gov.uk/faq/index.htm. เรียกข้อมูลเมื่อ 4 June 2010.
- ^ 8.0 8.1 8.2 "Hearing transcripts: 7 April 2008 - Verdict of the jury". Judicial Communications Office. http://www.scottbaker-inquests.gov.uk/hearing_transcripts/verdict.htm. เรียกข้อมูลเมื่อ 15 August 2010.
- ^ "Diana crash inquiry puts paparazzi and Ritz in clear.". Birmingham Post & Mail Ltd. 1999. http://www.thefreelibrary.com/Diana+crash+inquiry+puts+paparazzi+and+Ritz+in+clear.-a060552567. เรียกข้อมูลเมื่อ 15 August 2010.
- ^ "Timeline: How Diana died", The Conspiracy Files, BBC Online, 14 December 2006. สืบค้นวันที่ 13 October 2008
- ^ John Stevens, Baron Stevens of Kirkwhelpington p. 41.
- ^ "Special Report: Princess Diana, 1961–1997", Time. สืบค้นวันที่ 1 May 2010
- ^ channel4.com
- ^ John Stevens, Baron Stevens of Kirkwhelpington pp. 525-527.
- ^ Rees-Jones, Trevor; Johnston, Moira (2000). The Bodyguard's Story: Diana, The Crash, And the Sole Survivor. Warner Books. ISBN 0446527750.
- ^ 16.0 16.1 "Diana crash caused by chauffeur, says report", The Daily Telegraph. สืบค้นวันที่ 13 October 2008
- ^ ทีมโอเปอเรชั่น พาเก็ตให้ข้อมูลว่า จากการตรวจสอบตำแหน่งลักษณะของเข็มขัดนิรภัย เข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งในรถเมอร์เซเดสเบนซ์ไม่ได้ถูกใช้งานเลยในขณะที่เกิดการพุ่งชน รวมทั้งที่นั่งของเทรเวอร์ รีส์-โจนส์ และเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะได้พยายามรัดเข็มขัดตลอดเวลาที่เกิดการพุ่งชน
- ^ เทรเวอร์ รีส์-โจนส์ ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากอุบัติเหตุให้การว่า "ผมคิดว่า ตัวเองไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย และคงเป็นการรายงานข่าวที่คลาดเคลื่อน ถุงลมหน้ารถได้ช่วยชีวิตผมไว้ในการชนครั้งแรก แต่หน้าและหน้าอกของผมถูกกระแทกกับแผงหน้ารถเมื่อตอนที่รถได้เหวี่ยงไปรอบๆ "
- ^ Conspiracy Planet – Princess Diana: Murder-Coverup – Princess Diana Letter: 'Charles plans to kill me'
- ^ Jane Kerr (20 October 2003). "Diana letter sensation: "They will try to kill me"". mirror.co.uk. http://www.thedossier.ukonline.co.uk/Web%20Pages/MIRROR_Diana%20Letter%20Sensation%20'They%20Will%20Try%20To%20Kill%20Me'.html.
- ^ http://www.coverups.com/diana/photos-2.htm see also photo no. 5.
- ^ Leppard, David. "Doubts cast over blood samples in Diana inquiry", The Sunday Times – Britain, 29 January 2006. สืบค้นวันที่ 1 May 2010
- ^ The Diana Investigation: What Lord Stevens Really Said. The Royalist (30 January 2006).
- ^ "BBC", BBC News, 14 July 2006. สืบค้นวันที่ 2 January 2010
- ^ "Diana, Princess of Wales: The story so far". LondonNet. http://www.londonnet.co.uk/ln/talk/news/diheadlines_previous1.html.
- ^ "Public Mourning Continues – Royal Family "Deeply Touched"", BBC. สืบค้นวันที่ 11 November 2007
- ^ The Independent, 10 September 1997.
- ^ Dutter, Barbie. "Punch in face for teddy bear thief", The Daily Telegraph, 11 September 1997. สืบค้นวันที่ 8 June 2010
- ^ "Women jailed for Abbey thefts"[ลิงก์เสีย], The Independent, 12 September 1997.
- ^ O'Hear, Anthony (1998) 'Diana, Queen of Hearts: Sentimentality personified and canonised" in Anderson and Mullen Faking It: The sentimentalisation of modern society, Social Affairs Unit ISBN 978-0-907-63175-0
- ^ Sandie Benitah. "Hysteria after Diana's death: A myth or reality?". CTV News. http://www.ctv.ca/servlet/ArticleNews/story/CTVNews/20070830/diana_grieving_070831/20070831/.
- ^ Sandie Benitah. "Hysteria after Diana's death: A myth or reality?". CTV News. http://www.ctv.ca/servlet/ArticleNews/story/CTVNews/20070830/diana_grieving_070831/20070831/.
- ^ "On this day 6 September 1997", BBC, 6 September 1997. สืบค้นวันที่ 30 October 2007
- ^ Elton's re-written song "Candle in the Wind". BBC News. http://www.bbc.co.uk/politics97/diana/lyrics.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 22 October 2007.
- ^ "On this day 6 September 1997, BBC,", BBC News, 6 September 1997. สืบค้นวันที่ 30 October 2007
- ^ "BBC", BBC News, 21 April 1999. สืบค้นวันที่ 2 January 2010
- ^ Sholto Byrnes, "Pandora", The Independent, 1 May 2003, p. 17.
- ^ "The Funeral Service of Diana, Princess Wales". BBC. 6 September 1997.
- ^ Hawton, Keith; Harriss, Louise; Simkin, Sue; Jusczcak, Edmund; Appleby, Louise; McDonnell, Ros; Amos, Tim; Kiernan, Katy et al. (November 2000). "Effect of death of Diana, princess of Wales on suicide and deliberate self-harm.". British Journal of Psychiatry (The Royal College of Psychiatrists) (ฉบับที่ 177): 463–466. PMID 11060002. http://bjp.rcpsych.org/cgi/reprint/177/5/463. เรียกข้อมูลเมื่อ 4 June 2010.
- ^ Milligan, Peter. "Princess Diana, superhero", The Guardian, Guardian News and Media, 25 June 2003. สืบค้นวันที่ 22 October 2007
- ^ "Costner: Role to Di For". People.com. 28 April 1998. http://www.people.com/people/article/0,,619348,00.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 22 October 2007.
- ^ "Coroners, post-mortems and inquests". Directgov. http://www.direct.gov.uk/en/Governmentcitizensandrights/Death/WhatToDoAfterADeath/DG_066713. เรียกข้อมูลเมื่อ 8 June 2010.
- ^ Lee Glendinning. "No jury for Diana inquest", The Times, Times Newspapers, 15 January 2007. สืบค้นวันที่ 4 June 2010
- ^ "Diana inquest to be heard by jury", BBC News, 2 March 2007. สืบค้นวันที่ 4 June 2010
- ^ "Inquests into the deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed: Pre-inquest Hearing - 27 July 2007 - List of Likely Issues". Coroner's Inquests into the Deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed. Judicial Communications Office. 27 July 2007. http://www.scottbaker-inquests.gov.uk./directions_decs/issueslist_27072007.htm. เรียกข้อมูลเมื่อ 4 June 2010.
- ^ "Inquests into the deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed: Hearing transcript - 2 October 2007 Morning". Coroner's Inquests into the Deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed. Judicial Communications Office. 2008. http://www.scottbaker-inquests.gov.uk./hearing_transcripts/021007am.htm. เรียกข้อมูลเมื่อ 4 June 2010.
- ^ "BBC Report of First Day of Inquests, see video report with Nicholas Witchell", BBC News, 2 October 2007. สืบค้นวันที่ 2 January 2010
- ^ "Al Fayed gets his 'moment' in court", BBC News, 18 February 2008. สืบค้นวันที่ 2 January 2010
- ^ 49.0 49.1 "Duke 'did not order death of Diana'", BBC News, 31 March 2008. สืบค้นวันที่ 2 January 2010
- ^ "Hearing transcripts: 2 April 2008 Morning session". Coroner's Inquests into the Deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed. Judicial Communications Office. 31 March 2008. http://www.scottbaker-inquests.gov.uk./hearing_transcripts/310308am.htm. เรียกข้อมูลเมื่อ 28 May 2009.
- ^ "Hearing transcripts: 4 April 2008 Morning session". Coroner's Inquests into the Deaths of Diana, Princess of Wales and Mr Dodi Al Fayed. Judicial Communications Office. 2 April 2008. http://www.scottbaker-inquests.gov.uk./hearing_transcripts/020408am.htm. เรียกข้อมูลเมื่อ 28 May 2009.
- ^ "Princess Diana unlawfully killed", BBC News, 7 April 2008. สืบค้นวันที่ 5 August 2008
- ^ "Diana inquiry costs exceed £12m", BBC News, 15 April 2008. สืบค้นวันที่ 5 August 2008
|
||||||||||||||||||||||