ทิเชียน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ทิเชียน
Tizian 078.jpg
ภาพเหมือนตนเองเขียนราว ค.ศ. 1512
ที่ (ครั้งหนึ่งเชื่อว่าเขียนโดยอาริออสโต (Ariosto))
การจัดรูปมาจากมีอิทธิพลจากแรมบรังด์


วันเกิด ค.ศ. 1485
พิเว ดี คาดอเร
วันเสียชีวิต 27 สิงหาคม ค.ศ. 1576
เชื้อชาติ อิตาลี
สาขา จิตรกร
ประเภทงาน ภาพเหมือน ภาพภูมิทัศน์
การศึกษา/ฝึก เซบาสเตียน ซุคคาโต เจ็นทิเล เบลลินี และ จิโอวานนี เบลลินี
ยุค ฟื้นฟูศิลปวิทยา
อิทธิพลจาก แรมบรังด์
อิทธิพลต่อ ปีเตอร์ พอล รูเบนส์
“ภาพเหมือน” (ราว ค.ศ. 1488)
ภาพเหมือนดยุ๊คแห่งเวนิสมาร์คานโตนิโอ เทรวิซานิ (Marcantonio Trevisani) ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่บูดาเพช ประเทศฮังการี
การใช้สีที่ไม่มีผู้ใดเทียบของทิเชียนในภาพ “เทพดานาเอ” (Danaë) ภาพหนึ่งจากหลายภาพจากตำนานเทพที่ทิเชียนเขียน จ้างโดยพระเจ้าฟิลลิปที่ 2 แห่งสเปนใน ค.ศ. 1554 แม้ว่าไมเคิล แอนเจโลจะติจากมุมมองของการวาดเส้นแต่ทิเชียนก็เขียนภาพนี้อีกหลายภาพให้กับผู้อุปถัมภ์อื่นๆ

ทิเซียโน เวเชลลี หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ทิเชียน หรือ ทิชัน (อังกฤษ: Tiziano Vecelli หรือ Tiziano Vecellio หรือ Titian) (ค.ศ. 1485 - 27 สิงหาคม ค.ศ. 1576) เป็นจิตรกรยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาคนสำคัญของประเทศอิตาลีในคริสต์ศตวรรษที่ 16 มีความสำคัญทางการเขียนภาพสีน้ำมัน ทิเชียนเป็นจิตรกรผู้นำของศิลปะเรอเนซองส์ของตระกูลการเขียนแบบเวนิส ทิเชียนเกิดที่พิเว ดี คาดอเร (Pieve di Cadore) ใกล้เมืองเบลลูโน ในรัฐอาณาจักรเวนิส จึงรู้จักกันในนามว่า “ดา คอเดเร” ตามเมืองเกิดด้วย

ทิเชียน เป็นจิตรกรที่มีความสามารถหลายด้าน ผู้เขียนได้ทั้งภาพเหมือนและภาพภูมิทัศน์อันเป็นสองลักษณะที่ทำให้มีชื่อเสียง และการเขียนตำนานเทพ และศิลปะคริสต์ศาสนา ถ้าทิเชียนเสียชีวิตเมื่ออายุได้เพียง 40 ปีก็ยังถือเป็นจิตรกรที่มีอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในสมัยนั้น แต่ทิเชียนก็อยู่ต่อมาอีก 50 ปีในขณะที่เปลี่ยนแปลงวิธีเขียนภาพจากเดิมไปเป็นอย่างมาก นักวิจารณ์บางคนไม่เชื่อว่างานที่สร้างเมื่อสมัยต้นและสมัยปลายของทิเชียนเป็นงานของจิตรกรคนเดียวกัน ลักษณะที่ทำให้ทราบว่าเป็นคนเดียวกันคือความสนใจอย่างลึกซึ้งในการใช้สี งานในสมัยหลังแม้จะไม่ใช้สีสดและเรืองอย่างสมัยแรก แต่ฝีแปรงที่พริ้วที่แฝงให้เห็นความที่จะเป็นสีต่างๆ เพียงเล็กน้อยเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก

ชีวิตเบื้องต้น[แก้]

วันเกิดจริงของทิเชียนไม่เป็นที่ทราบแน่นอน ในจดหมายที่เขียนถึงพระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งสเปนเมื่ออายุมากขึ้นทิเทียนก็อ้างว่าเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1477 ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้[1] นักเขียนผู้อื่นผู้ร่วมสมัยกับทิเทียนกล่าวว่าเกิดราวระหว่าง ค.ศ. 1473 ถึง ค.ศ. 1482 แต่นักวิชาการสมัยใหม่มีความเห็นว่าน่าจะเป็นปี ค.ศ. 1490 มากที่สุด ทิเชียนเป็นลูกคนโตในบรรดาพี่น้องสี่คนของเกรกอริโอ เวเชลลิ ผู้เป็นมีทหารและสมาชิกสภาผู้มีชื่อเสียงและภรรยาลูเชีย พ่อของทิเชียนเป็นหัวหน้าผู้ดูแลปราสาทของเมืองพิเอเวดิคาดอเร และบริหารเหมืองตามท้องถิ่นให้กับเจ้าของ[2] ญาติของทิเทียนหลายคนรวมทั้งปู่เป็นนายทะเบียน ครอบครัวของทิเชียนมาจากครอบครัวที่มีหลักฐานที่มีหลักแหล่งอยู่ในบริเวณที่ปกครองโดยเวนิส

เมื่อมีอายุได้ราว 10 ถึง 12 ปีทิเชียนและน้องชายผู้ที่อาจจะติดตามมาภายหลังถูกส่งตัวไปหาลุงที่เวนิสเพื่อเข้าไปฝึกงานกับช่างเขียน เซบาสเตียน ซุคคาโตผู้เป็นจิตรกรที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงผู้อาจจะเป็นเพื่อนของครอบครัว ผู้ที่ต่อมาจัดการให้สองพี่น้องไปฝึกงานกับเจ็นทิเล เบลลินีจิตรกรผู้มีอายุ และต่อมาก็ไปฝึกงานกับจิโอวานนี เบลลินี น้องชายของเจ็นทิเล[2] ในขณะนั้นพี่น้องเบลลินี โดยเฉพาะจิโอวานนีเป็นจิตรกรผู้มีชื่อเสียงของเวนิส ทิเชียนก็รวมกลุ่มศิลปินรุ่นๆ เดียวกันในเวนิสซึ่งรวมทั้ง จิโอวานนิ พาลมา ดา เซรินาลตา, ลอเร็นโซ ลอตโต (Lorenzo Lotto) , เซบาสเตียน เดล พิออมโบ (Sebastiano del Piombo) , และจอร์โจ ดา คาสเตลฟรังโค (Giorgio da Castelfranco) หรือที่เรียกกันเล่นๆ ว่า จอร์โจเน ฟรานเชสโค เวเชลโล น้องของทิเชียนต่อมาก็เป็นจิตรกรผู้มีชื่อพอตัวของเวนิส

เชื่อกันว่าจิตรกรรมฝาผนังเฮอร์คิวลีสที่วังโมโรซินี (Morosini Palace) เป็นงานชิ้นแรกๆ ที่สุด ของทิเทียน และอีกชิ้นหนึ่งคือ“พระแม่มารีและพระบุตร[1] ซึ่งเป็นแบบเบลลินีที่เรียกกันว่า “มาดอนน่ายิบซี” (Gypsy Madonna) ที่เวียนนา และ “การประกาศของพระแม่มารี” (Visitation of Mary and Elizabeth) ที่คอนแวนต์ซานอันเดรียปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เวนิส

ทิเทียนเป็นผู้ช่วยของจอร์โจเนแต่นักวิจารณ์ศิลปะร่วมสมัยเห็นว่างานของทิเทียนมีฝีมือดีกว่าเช่นงานจิตรกรรมฝาผนัง (ปัจจุบันสูญหายไปแล้ว) ที่ทั้งสองคนทำให้ฟอนดาชิโอ เดอิ เทเดสชิ และความสัมพันธ์ระหว่างจิตรกรทั้งสองคนก็ออกจะเหมือนเป็นคู่แข่งกันมากกว่า การแยกงานของจิตรกรสองคนนี้ในสมัยนี้เป็นเรื่องที่ยังโต้แย้งกันระหว่างนักวิชาการ และในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็มีงานหลายชิ้นแต่เดิมเชื่อกันว่าเป็นงานของจอร์โจเนกลับมาเชื่อกันว่าเป็นของทิเชียน แต่ไม่มีงานของทิเชียนที่เปลี่ยนกลับไปเป็นของจอร์โจเน งานชิ้นแรกๆ ที่สุดของทิเชียนเป็นภาพ “พระเยซูปางทรมาน” (Ecce Homo) [2]ที่วัดซานรอคโค (Chiesa di San Rocco) เป็นภาพที่ก่อนหน้านั้นเชื่อกันว่าเป็นงานเขียนโดยจอร์โจเน

ช่างเขียนสองคนนี้เป็นที่รู้จักกันในฐานะที่เป็นผู้นำในการเขียนภาพแบบ “สมัยใหม่” (arte moderna) ซึ่งเป็นการเขียนที่มีความยืดหยุ่นกว่าเดิม และไม่เน้นความสมมาตรอย่างเช่นที่พบในงานของเจ็นทิเล เบลลินี

ระหว่างปี ค.ศ. 1507 ถึงปี ค.ศ. 1508 จอร์โจเนได้รับสัญญาจากรัฐให้เขียนจิตรกรรมฝาผนังภายนอกหอพ่อค้าเยอรมัน (Fondaco dei Tedeschi) [3] ทิเชียนและมอร์โต ดา เฟลเตร (Morto da Feltre) ก็ทำงานชิ้นนี้ด้วย งานชิ้นนี้ยังมีเหลืออยู่บ้างแต่เป็นของจอร์โจเน งานของทิเชียนและจอร์โจเนเป็นที่ทราบเพราะงานสลักโลหะของฟอนทานา หลังจากจอร์โจเนเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1510 ทิเชียนก็ยังคงเขียนภาพแบบจอร์โจเนอยู่ระยะหนึ่ง แต่ก็เริ่มวิวัฒนาการมาเป็นเอกลักษณ์ของตนเองซึ่งเป็นการใช้ฝีแปรงที่แสดงความรู้สึกมากขึ้น

พรสวรรค์ของทิเชียนในการเขียนจิตรกรรมฝาผนังจะเห็นได้จากงานเขียนในปี ค.ศ. 1511 ที่วัดคาร์เมไลท์ที่ปาดัว และที่สคูโอลาเดลซานโต งานบางส่วนยังหลงเหลืออยู่บ้างรวมทั้ง “การพบกันที่ประตูทอง” (Meeting at the Golden Gate) , ฉากสามฉากจากชีวิตของนักบุญแอนโทนีแห่งปาดัว, “การฆาตกรรมของหญิงสาวโดยสามี” (Murder of a Young Woman by Her Husband) , “เด็กกล่าวเป็นพยานในความบริสุทธิ์ของแม่” (A Child Testifying to Its Mother's Innocence) และ “นักบุญรักษาชายหนุ่มแขนหัก” (The Saint Healing the Young Man with a Broken Limb)

เมื่อปี ค.ศ. 1512 ทิเชียนย้ายกลับไปเวนิสจากปาดัว และในปี ค.ศ. 1513 ก็ได้รับใบอนุญาตจากหอพ่อค้าเยอรมัน และได้เป็นหัวหน้างานของรัฐบาลที่มีหน้าที่บริหารการเขียนภาพต่อจากที่จิโอวานนี เบลลินีที่ทำค้างไว้ภายในวังของดยุก ทิเชียนตั้งสติวดิโอบนแกรนด์คาแนลที่ซานซามูเอล แต่ก็ไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่จากใบอนุญาตนี้จนกระทั่งหลังจากที่เบลลินีเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1516 ใบอนุญาตนี้ทำให้ทิเชียนได้รับเงินรายได้ปีละ 20 คราวน์และได้รับยกเว้นจากภาษีบางอย่างเป็นการแลกเปลี่ยนกับการเขียนภาพเหมือนของดยุกของเวนิสเป็นจำนวนเงิน 8 คราวน์ต่อภาพ ทิเชียนเขียนด้วยกันทั้งหมด 5 ภาพ

ผลงาน[แก้]

ทิเชียนใช้เวลาสองปีในการเขียนภาพอัสสัมชัญของพระแม่มารีซึ่งแบ่งเป็นสามตอนและใช้สีที่วิจิตรซึ่งทำให้ทิเชียนกลายมาเป็นช่างเขียนคนสำคัญที่สุดเหนือจากกรุงโรม

จอร์โจเนเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1510 และเจ็นทิเล เบลลินีผู้มีอายุมากแล้วในปี ค.ศ. 1516 ทำให้ทิเชียนไม่มีคู่แข่งในการเขียนภาพแบบเวนิส หลังจากนั้นก็เป็นช่างเขียนที่ไม่มีใครมีชื่อเสียงเท่าเทียมได้อยู่หกสิบปี ในปี ค.ศ. 1516ทิเทียนก็ได้รับเงินบำนาญจากเซเน็ท

ระหว่างปี ค.ศ. 1516 ถึงปี ค.ศ. 1530 เป็นช่วงเวลาที่ทิเทียนประสพความสำเร็จในวิธีการเขียน เริ่มแยกจากอิทธิพลของจอร์โจเนมาเป็นลักษณะการเขียนของทิเชียนเอง นอกจากนั้นก็ยังเลือกงานที่สลับซับซ้อนมากขึ้นและชิ้นใหญ่ขึ้น

ในปี ค.ศ. 1518 ทิเทียนเขียนฉากแท่นบูชาเอก “อัสสัมชัญของพระแม่มารี” ที่บาซิลิคา ดิ ซานตา มาเรีย กลอริโอซา เดอิ ฟราริ (Basilica di Santa Maria Gloriosa dei Frari) ที่ถือกันว่าเป็นงานชิ้นเอก งานเขียนชิ้นเด่นนี้เป็นงานเขียนขนาดใหญ่ซึ่งไม่เคยทำกันมาก่อนในอิตาลึ

โครงสร้างของภาพแบ่งเป็นสองหรือสามฉากที่รวมกันในภาพเดียวกันที่ทืเชียนนำไปใช้ในการเขียนภาพที่ซานโดเมนนิโคที่อันโคนาในปี ค.ศ. 1520, เบรสเชีย ในปี ค.ศ. 1522 และซานนิโคโล ในปี ค.ศ. 1523 แต่ละครั้งที่เขียนคุณภาพการเขียนก็ดีขึ้นเป็นลำดับ จนในที่สุดก็ถึงจุดที่เป็นสูตรคลาสสิกเช่นในภาพเขียน “พระแม่มารีเปซาโร” (ค.ศ. 1518-1526) ที่ซานตา มาเรีย กลอริโอซา เดอิ ฟราริ ที่เวนิส งานเขียนชิ้นนี้ของทิเชียนอาจจะเป็นงานเขียนชิ้นที่ศึกษากันมากที่สุด

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ทิเชียนมีชื่อเสียงมากที่สุดและงานของทิเชียนก็เป็นที่ต้องการจากผู้จ้าง ในปี ค.ศ. 1530 ทิเชียนเขียน “ความตายของนักบุญปีเตอร์ผู้พลีชีพ” (The Death of St. Peter Martyr) เดิมอยู่ที่วัดโดมินิกันบาซิลิกาดิซานซานิโปโลแต่ถูกทำลายโดยลูกระเบิดของออสเตรียในปี ค.ศ. 1867 ที่เหลือยู่ก็เพียงรูปที่สลักบนโลหะซึ่งแสดงถึงความรุนแรงของเนื้อหาของภาพและการวาดภูมิทัศน์ ที่ส่วนใหญ่เป็นไม้ใหญ่ที่ให้เพื่มความเป็นาฏกรรมของภาพมากขึ้นและทำให้ภาพเริ่มออกไปทางบาโรก

ขณะเดียวกันทิเชียนก็ยังเขียนภาพขนาดเล็กเช่นพระแม่มารีซึ่งเป็นภาพท่ามกลางภูมิทัศน์ที่สวยงาม หรือภาพ “พระแม่มารีกับกระต่าย” (Virgin with the Rabbit) และภาพ “การบรรจุพระเยซู” (Entombment) ในช่วงเวลานี้ทิเชียนก็เริ่มเขียนภาพจากตำนานเทพขนาดใหญ่สำหรับเป็นงานสะสมของอัลฟองโซ เดสเต (Alfonso d'Este) ที่เฟอร์รารา เช่นภาพ “Bacchanals” และ “บาคคัสและอาริอาดเน” (Bacchus and Ariadne) ซึ่งอาจจะเป็นงานที่ไม่ใช่งานเขียนเกี่ยวกับศาสนาที่ดีที่สุดในสมัยเรอเนซองต์[3] นอกจากนั้นทิเชียนก็ยังเขียนภาพครึ่งตัวของสตรีซึ่งอาจจะเป็นสตรีในราชสำนัก เช่นภาพ “Flora” และ “สตรีในห้องอาบน้ำ” (The Young Woman at Her Toilet)

ในปี ค.ศ. 1525 ทิเชียนแต่งงานกับซิซิเลียซึ่งทำให้พอมโพนิโอลูกคนแรกเป็นลูกที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทิเชียนกับซิซิเลียมีลูกด้วยกันอีกสองคนหรืออาจจะสามรวมทั้งลูกคนโปรดของทิเชียนโอราซิโอ ผู้กลายมาเป็นผู้ช่วยของทิเชียนต่อมา ราวปี ค.ศ. 1526 ทิเชียนรู้จัก เปียโร อาเรติโน (Pietro Aretino) ซึ่งเป็นผู้ที่มีลักษณะที่ออกจะเป็นที่รู้จักกันในสมัยนั้น ทิเชียนส่งภาพเหมือนของอาเรติโนไปให้กอนซากา ดยุกแห่งมานตัว

ในปี ค.ศ. 1530ซิซิเลียเสียชีวิตจากการคลอดลูกสาว ลาวิเนีย ทิเชียนกับลูกสามคนย้ายบ้านและทิเชียนเรียกออร์ซาน้องสาวจากคาดอเรให้มาช่วยดูแลครอบครัว คฤหาสน์ของทิเชียนอยู่ที่บินกรานเดซึ่งเป็นที่อยู่ของผู้มีฐานะชานเมืองเวนิสพร้อมด้วยสวนและทิวทัศน์ไปทางมูราโน

สมัยรุ่งเรือง[แก้]

ภาพเหมือนของพระจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 5 ในศึกมึลเบิร์ก (ค.ศ. 1548) เป็นงานที่สร้างการเขียนแนวใหม่ของการเขียนภาพเหมือนของคนขี่ม้าซึ่งแสดงความเป็นนิยมลักษณะการเป็นวีรบุรุษที่ดูเหมือนอัศวินยุคกลาง

ในช่วงระยะเวลาต่อมาระหว่าง ค.ศ. 1530 ถึง ค.ศ. 1550 ทิเชียนก็วิวัฒนาการลักษณะการเขียนเช่นในภาพ “ความตายของนักบุญปีเตอร์ผู้พลีชีพ” ในขณะเดียวกันรัฐบาลเวนิสก็ไม่พอใจที่ทิเชียนละเลยงานเขียนที่วังดยุก และสั่งให้ทิเชียนคืนเงินที่ได้รับไปในปี ค.ศ. 1538 และหันไปจ้างพอร์เดโนเนคู่แข่งมาแทนตำแหน่งของทิเชียน แต่พอร์เดโนเนก็มาเสียชีวิตในปลายปีและทิเชียนผู้ขณะนั้นขยันขันแข็งกับการเขียนภาพ “ยุทธการแห่งคาโดเร” (Battle of Cadore) ก็ได้รับจ้างกลับมาใหม่ ฉากยุทธการนี้และงานเขียนสำคัญๆ ของจิตรกรเวนิสสูญเสียไปกับเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในวังดยุกแห่งเวนิส (Doge's Palace) ในปี ค.ศ. 1577 . “ยุทธการแห่งคาโดเร” เป็นภาพขนาดเท่าคนจริงที่แสดงฉากการศึกของบาโตโลเมโอ ดาวิอาโน (Bartolomeo d'Alviano) นายพลเวนิสที่กำลังจู่โจมข้าศึกที่ทั้งม้าทั้งคนต้องถอยร่นลงไปในลำน้ำ งานชิ้นนี้เป็นความพยายามในการเขียนฉากความวุ่นวายของการศึกและความเป็นวีรบุรุษของผู้อยู่ในภาพให้เท่าเทียมกับภาพ “ยุทธการแห่งคอนแสตนติน” (Battle of Constantine) โดย ราฟาเอล, “ยุทธการแห่งคาสซินา” (Battle of Cascina) โดย ไมเคิล แอนเจโล และ “ยุทธการอันเกียริ” (The Battle of Anghiari) โดย เลโอนาร์โด ดา วินชี (สองภาพหลังเขียนไม่เสร็จ) ที่เหลืออยู่ก็อยู่ในสภาพที่ไม่ดีนักที่อุฟฟิซิและงานแกะโลหะฝีมือปานกลางโดยฟอนทานา ภาพ “Speech of the Marquis del Vasto” (มาดริด, ค.ศ. 1541) ก็ถูกทำลายบางส่วนในเพลิงไหม้ แต่ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ทิเชียนสร้างงานชิ้นเอกหลายชิ้นที่จะเห็นได้จากภาพ “การนำเวอร์จินแมรีเข้าวัด” (Presentation of the Blessed Virgin) (เวนิส, ค.ศ. 1539) ซึ่งเป็นงานเขียนที่นิยมกันมากชิ้นหนึ่ง และงาน “พระเยซูปางทรมาน” (เวียนนา, ค.ศ. 1541) แม้ว่าภาพยุทธการจะเป็นงานที่สูญหายไปแต่ก็เป็นงานที่มีอิทธิพลต่อการเขียนแบบโบโลนยาและต่อปีเตอร์ พอล รูเบนส์มาก ทั้งในด้านการเขียนรายละเอียดและการเขียนความยุ่งเหยิงของเนื้อหาที่เห็นจากทหาร, ม้า, กลุ่มผู้คนที่วุ่นวายที่ตีนบันไดถือคบเพลิง และมีแถบปลิวสไวในท้องฟ้า

งานที่ไม่ค่อยดีนักในช่วงนี้คืองานที่โดมในวัดซานตามาเรียเดลลาซาลูเต (“ความตายของเอเบล”, “การสังเวยของเอบราฮัม”, “เดวิดและโกไลแอธ”) ฉากที่ทารุณเหล่านี้ต้องดูจากเบื้องล่าง—เช่นงานในชาเปลซิสติน —ซึ่งตามปกติแล้วเป็นสถานะการณ์ที่ออกจะลำบากสำหรับผู้ชม แต่จะอย่างไรก็ตามก็ยังเป็นงานที่มีผู้เลียนแบบรวมทั้งปีเตอร์ พอล รูเบนส์ ผู้ใช้ระบบการเขียนในการสร้างงานบนเพดานสี่สิบเพดานสำหรับวัดเยซูอิดที่อันท์เวิร์พ

ในช่วงเวลานี้เช่นกันที่ทิเชียนมีโอกาสเดินทางไปกรุงโรม เป็นช่วงที่เริ่มเขียนภาพชุดวีนัสนอนเอนหลายภาพ (“วีนัสแห่งเออร์บิโน” และ “วีนัสและความรัก” ของอุฟฟิซิ และ “วีนัสกับคนเล่นออร์แกนและคิวปิด” ที่มาดริด) ที่แสดงให้เห็นปฏิกิริยาของทิเชียนต่อการได้เห็นงานประติมากรรมกรีกโรมันในโรม จอร์โจเน เริ่มเขียนภาพหัวเรื่องนี้แล้วในภาพที่เดรสเดนที่มาเขียนเสร็จโดยทิเชียนแต่แทนที่จะเป็นผ้าเดรพสีม่วงที่แทนภูมิทัศน์เปลี่ยนไปจากความกลมกลืนของสีที่ทำให้ความหมายของภาพเปลี่ยนไป

ตั้งแต่เริ่มอาชีพการเขียนภาพทิเชียนก็แสดงความสามารถในการเขียนภาพเหมือน เช่นในงาน “ความงาม” (La Bella ที่เป็นภาพเหมือนของอิสซาเบลลา กอนซากา ดัชเชสแห่งเออร์บิโนที่วังพิตติ) ทิเชียนเขียนภาพเหมือนของคนสำคัญๆ ทั้งเจ้านาย, ดยุก, นักบวช, ศิลปินด้วยกัน และนักประพันธ์ ซึ่งสารานุกรมคาทอลิกบรรยายว่า “ไม่มีจิตรกรผู้ใดที่มีความสำเร็จในการดึงเอาสิ่งต่างๆ ออกมาที่ทั้งบอกลักษณะและให้ความงามแก่ผู้เป็นแบบ” เมื่อเปรียบลักษณะจิตรกรรมภาพเหมือนทิเชียนกับแรมบรังด์ และ ดิเอโก เวลาสเควซ (Diego Velasquez) แล้วก็จะสรุปได้ว่างานของทิเชียนมีคุณลักษณะภายในจากแรมบรังด์และความชัดเจนเที่ยงตรงจากเวลาสเควซ

องค์ประกอบสามเหลี่ยมอันเด่นของ “การข่มขืนยูโรปา” (ค.ศ. 1562) เป็นที่นิยมโดย ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ผู้เลียนแบบ ภาพแทนที่จะกระจ่างชัดเช่นงานสมัยแรกๆ เริ่มที่เกือบจะเป็นศิลปะบาโรก ด้วยการใช้เส้นที่ลางเลือนขึ้น การใช้สีที่พริ้วและฝีแปรงที่มีชีวิตจิตใจ

งานเขียนภาพเหมือนที่มีชื่อก็ได้แก่ภาพเหมือนของพระสันตะปาปาพอลที่ 3 ที่ เนเปิลส์ หรืองานร่างพระสันตะปาปาพอลที่ 3 และหลานสองคน, the ภาพเหมือนของเปียโตร อาเรติโน ที่วังพิตติ, “เอเลนอราแห่งโปรตุเกส” (มาดริด) และภาพชุดของจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 5 แห่งอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ภายในพิพิธภัณฑ์เดียวกัน, “ภาพเหมือนของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 และสุนัขเกรย์ฮาวนด์” (ค.ศ. 1533) และโดยเฉพาะ “พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 ที่มึลเบิร์ก” (ค.ศ. 1548) ภาพทรงม้าถือว่าเป็นซิมโฟนีของสีม่วงที่แสดงความความสมบูรณ์ที่สุดของลักษณะการวาดภาพเหมือน หลังจากเขียนภาพของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 เสร็จในปี ค.ศ. 1532 ที่โบโลนยาทิเชียนก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเคานท์พาเลไทน์และอัศวินแห่งโกลเด็นสเปอร์ (knight of the Golden Spur) ลูกของทิเชียนก็ได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางของจักรวรรดิในโอกาสเดียวกันซึ่งเป็นตำแหน่งที่เป็นเกียรติสูงสุดแก่ทิเชียน

ในด้านความสำเร็จในอาชีพในช่วงนี้ของทิเชียนก็เปรียบได้กับราฟาเอล, ไมเคิล แอนเจโล และต่อมาปีเตอร์ พอล รูเบนส์ ในปี ค.ศ. 1540 ทิเชียนก็ได้รับเบี้ยบำนาญจากดาวาโลส มาควิส เดล วาสโต และเงินประจำปีอีก 200 คราวน์จากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ต่อมาเพิ่มเป็นสองเท่าจากพระคลังที่มิลาน นอกจากนั้นทิเชียนก็ยังมีรายได้ส่วนตัวจากการขายข้าวแก่คาโดเร

ทิเชียนมีวิลลาที่ชอบที่เนินมันซาซึ่งอาจจะเป็นได้ว่าเป็นที่ที่ใช้ศึกษาภูมิทัศน์และความเปลี่ยนแปลงจากบรรยากาศ และที่เรียกกันเล่นๆ ว่าโรงสีของทิเชียนอยู่ที่โคลโลโทลาใกล้เบลลูโน[4]

ทิเชียนเดินทางไปกรุงโรมในปี ค.ศ. 1546 และได้รับสิทธิเสรีภาพเมืองซึ่งเป็นสิทธิพิเศษ—ผู้ที่ได้รับก่อนหน้านั้นคือไมเคิล แอนเจโล ในปี ค.ศ. 1537 ขณะเดียวกันทิเชียนก็อาจจะได้รับช่วงต่อจากจิตรกรเซบาสเตียน เดล พิออมโบ ผู้ได้รับตราจากพระสันตะปาปา ทิเชียนพร้อมที่จะยอมรับศีลบวชเพื่อจะได้รับตราแต่ก็มิได้มีอะไรเกิดขึ้นจนกระทั่งถูกเรียกตัวจากเวนิสในปี ค.ศ. 1547 เพื่อเขียนภาพพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 และผู้อื่นในออกสเบิร์ก ต่อมาก็กลับไปอีกในปี ค.ศ. 1550 เพื่อวาดภาพเหมือนสำหรับพระเจ้าฟิลลิปที่ 2 แห่งสเปน เพื่อส่งไปถวายสมเด็จพระราชินีนาถแมรีที่ 1 แห่งอังกฤษเพื่อการพิจารณาในการเป็นคู่

บั้นปลาย[แก้]

งานบั้นปลายของทิเชียนแสดงให้เห็นความกระจ่างชัดที่เคยเขียนหายไปในผิวภาพที่เต็มไปเท็กซเจอร์และเงามืด สีเรืองและบรรยากาศที่เปลี่ยนแปร นอกจากฝีแปรงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ก็ยังเชื่อกันว่าทิเชียนใช้นิ้วเขียนเมื่อภาพใกล้จะเสร็จ

ในช่วงยี่สิบห้าปีสุดท้าย (ค.ศ. 1550-ค.ศ. 1576) ทิเชียนทำงานให้กับพระเจ้าฟิลลิปที่ 2 เป็นส่วนใหญ่และเป็นจิตรกรภาพเหมือน และเริ่มเพิ่มการวิจารณ์งานตนเองมากขึ้นโดยพยายามทำงานที่ให้มีความ “สมบูรณ์ที่สุด” บางครั้งก็จะเก็บภาพไว้เป็นปีๆ และเวียนกลับไปต่อเติมครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้ดีขึ้น และยังกลับไปเอาภาพเก่าที่เขียนโดยลูกศิษย์มาแต่งใหม่ซึ่งทำให้การบ่งว่าใครเป็นผู้เขียนทำได้ยาก นอกจากนั้นปัญหาการบ่งงานของทิเชียนยังทำให้ยากขึ้นเมื่องานถูกลอกเลียนกันอย่างแพร่หลายตั้งแต่ระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่จนเมื่อเสียชีวิตไปแล้ว

ทิเชียนมักจะพยายามแสวงหาสูตรการแก้ปัญหาต่างๆ ในการเขียนภาพ เมื่อพบวิธีแก้แล้วก็จะหาปัญหาใหม่ แต่จะอย่างไรก็ตามไม่มีงานใดที่จะเทียบอารมณ์และนาฏกรรมของงาน “พระเยซูสวมมงกุฏหนาม” (พิพิธภัณฑ์ลูฟร์) ที่แสดงความลึกลับ; หรือความเป็นเทพที่ไม่มีงานใดเท่าเทียมใน “การแสวงบุญของเอ็มมาอุส” และความเป็นวีระบุรุษและความยิ่งใหญ่ในงาน “ดยุกกริมานิศรัทธา” (วังดยุกแห่งเวนิส) และงาน “พระตรีเอกานุภาพ” ที่มาดริด

แต่ถ้าจะพิจารณาการใช้สีที่ดีแล้วก็จะเห็นได้จากภาพที่เขียนเมื่อมีอายุมากเช่น “ดัน” ที่เนเปิลส์และมาดริด, “เทพอันติโอพ” (Antiope) ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์, “การข่มขืนยูโรปา” ที่พิพิธภัณฑ์อิสซาเบลลา สจวต การ์ดเนอร์ (บอสตัน) และอื่นๆ นอกจากนั้นทิเชียนก็ยังพยายามใช้เท็คนิคการใช้แสงเงาตัดกัน (chiaroscuro) ที่ได้ผลอย่างดีในการเขียนฉากกลางคืนในงาน “การพลีชีพของนักบุญลอเรนซ์” (วัดเยซูอิดที่เวนิส) และ “นักบุญเจอโรม” (พิพิธภัณฑ์ลูฟร์) ในการเขียนที่แสดงความเป็นจริงทิเชียนก็ยังมีความสามารถเช่นในงานเขียนภาพเหมือนของพระเจ้าฟิลลิปที่ 2 หรือภาพของลัตวิเนียลูกสาว และภาพของตนเองหลายภาพซึ่งเป็นงานหนึ่งในจำนวนงานชิ้นเอกที่เขียน

คล้ายคลึงกับภาพเขียนอื่นในบั้นปลายชีวิตของทิเชียน “ปีเอต้า” เป็นฉากที่เต็มไปด้วยนาฏกรรมในบรรยากาศการพลีชีพของพระเยซูซึ่งเป็นภาพที่ตั้งใจจะเขียนเพื่อชาเปลที่ฝังศพของตนเอง

ทิเชียนจัดการหมั้นลัตวิเนียลูกสาวที่เป็นแบบให้ทิเชียนเขียนหลายครั้งกับคอร์เนลิโอ ซาร์ซิเนลลิแห่งเซอร์ราวาลเล ลัตวิเนียเป็นผู้จัดการดูแลบ้านช่องหลังจากที่ออร์ซาเสียชีวิต การแต่งงานเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1554 แต่ลัตวิเนียมาเสียชีวิตจากการคลอดลูกเพียงไม่กี่ปีต่อมาในปี ค.ศ. 1560

ทิเชียนปรากฏตัวที่การประชุมสภาบาทหลวงแห่งเทร้นต์ ในปี ค.ศ. 1555 ซึ่งมีภาพที่เขียนจากเหตุการณ์นี้ในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ในปี ค.ศ. 1556 อเรติโนเพื่อนของทิเชียนก็เสียชีวิตและในปี ค.ศ. 1570 จาโกโป ซานโซวีโน สถาปนิกและประติมากรผู้เป็นเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งก็เสียชีวิต ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1565 ทิเชียนเดินทางไปคาโดเรและออกแบบการตกแต่งวัดที่วัดที่ปิเอเว ที่ส่วนหนึ่งทำโดยลูกศิษย์ ภาพหนึ่งเป็นภาพการแปรรูปของพระเยซูและอีกภาพหนึ่ง “การประกาศของเทพ” (วัดซานซาลวาดอร์แห่งเวนิส) มีคำจารึก “Titianus fecit” ว่ากันว่าเป็นการประท้วงต่อการที่ถูกวิจารณ์

ทิเชียนก็ยังคงรับงานต่อจนวาระสุดท้าย และได้เลือกที่บรรจุศพเอาไว้ที่ชาเปลแห่งกางเขนที่วัดแห่งฟราน และใช้ภาพ “ปีเอต้า” แก่พระฟรานซิสคันในการแลกเปลี่ยนกับหลุมที่จะฝังซึ่งเป็นภาพที่มีตัวทิเชียนเองและลูกชายโอราซิโออยู่ในภาพ แต่งานนี้เป็นงานเขียนที่ยังเขียนไม่เสร็จ ต่อมาทิเชียนเปลี่ยนใจให้กลับไปบรรจุที่บ้านเกิดที่พิเอเว

ทิเชียนเป็นผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักโดยแพร่หลายเมื่อมาเสียชีวิตด้วยกาฬโรคที่ระบาดในเวนิสเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 1576 ทิเทียนเป็นผู้เดียวที่เป็นเหยื่อของโรคร้ายที่ได้รับการทำพิธีและฝังในวัดที่บาซิลิกาซานตามาเรีย กลอริโอซา เดอิ ฟราริ ตามที่ตั้งใจไว้แต่แรง งาน “ปีเอต้า” มาเขียนเสร็จโดย ปาร์มาผู้ลูก (Palma the Younger) ทิเชียนนอนอยู่ไม่ไกลจากภาพเขียนที่มีชื่อเสียงของตนเอง “พระแม่มารีเปซาโร” หลุมศพของทิเชียนไม่มีเครื่องหมายจนกระทั่งต่อมาอีกนานเมื่อผู้ปกครองออสเตรียนจ้างอันโตนิโอ คาโนวา (Antonio Canova) ให้สร้างอนุสาวรีย์ใหญ่ให้

ไม่นานหลังจากการเสียชีวิตของทิเชียน โอซาริโอลูกชายก็เสียชีวิตด้วยโรคเดียวกัน คฤหาสน์ของทิเชียนถูกปล้นหลังจากนั้น

อ้างอิง[แก้]

  1. Cecil Gould, The Sixteenth Century Italian Schools, National Gallery Catalogues, London 1975, ISBN 0-947645-22-5
  2. 2.0 2.1 David Jaffé (ed) , Titian, The National Gallery Company/Yale, London 2003, ISBN 1 857099036
  3. Catholic Encyclopedia
  4. R. F. Heath, “Life of Titan”, page 5.

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

สมุดภาพ[แก้]