จาคอป จอร์แดงส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางมาจาก จาค็อป จอร์แดงส์)
จาคอป จอร์แดงส์
Jordaens Self-Portrait among Parents Brothers and Sisters detail.jpg
ภาพเหมือนตนเองรายละเอียดจากภาพเหมือนกับครอบครัว (ราว ค.ศ. 1615)


วันเกิด 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1593
อันท์เวิร์พ, ประเทศเนเธอร์แลนด์
วันเสียชีวิต 18 ตุลาคม ค.ศ. 1678
อันท์เวิร์พ, ประเทศเนเธอร์แลนด์
เชื้อชาติ เนเธอร์แลนด์
สาขา จิตรกรรม
ประเภทงาน ประวัติศาสตร์, คริสต์ศาสนา, ภาพเหมือนและการออกแบบพรมทอแขวนผนัง
ยุค ยุคบาโรกของเฟล็มมิช
อิทธิพลจาก ปีเตอร์ พอล รูเบนส์, คาราวัจโจ
อิทธิพลต่อ ยาน สตีน, xxxx

จาคอป จอร์แดงส์ (ภาษาอังกฤษ: Jacob Jordaens) (19 พฤษภาคม ค.ศ. 1593 - 18 ตุลาคม ค.ศ. 1678) เป็นจิตรกรชาวเนเธอร์แลนด์ระหว่างยุคบาโรกของเฟล็มมิชในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ผู้มีความเชี่ยวชาญทางการเขียนภาพประวัติศาสตร์, คริสต์ศาสนา, ภาพเหมือนและการออกแบบพรมทอแขวนผนัง

จาคอป จอร์แดงส์, ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ และแอนโทนี แวน ไดค์ เป็นจิตรกรสามคนที่นำความมีหน้ามีตามาสู่ตระกูลการเขียนภาพแบบอันท์เวิร์พ (Antwerp school) จอร์แดงส์เป็นจิตรกรในหมู่น้อยที่มิได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อศึกษาการเขียนภาพแบบอิตาลี และความก้าวหน้าทางอาชีพของจอร์แดงส์ก็มิได้มีอยู่ความสนใจในราชสำนักหรือความก้าวหน้าในราชสำนัก[1] นอกไปจากการเดินทางระยะสั้นๆ ภายในกลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำแล้วจอร์แดงส์ก็ได้อยู่แต่ในอันท์เวิร์พจนตลอดชีวิต[1] นอกจากจะเป็นจิตรกรที่ประสบความสำเร็จเป็นอันมากแล้วจอร์แดงส์ก็ยังเป็นผู้ออกแบบพรมทอแขวนผนังผู้มีชื่อเสียงด้วย[2] เช่นเดียวกับรูเบนส์, งานเขียนของจอร์แดงส์จะเป็นฉากแท่นบูชา, ตำนานเทพ, และอุปมานิทัศน์ และหลังจากการเสียชีวิตของรูเบนส์ในปี ค.ศ.1640 จอร์แดงส์ก็กลายมาเป็นจิตรกรคนสำคัญที่สุดในอันท์เวิร์พสำหรับงานจ้างชิ้นใหญ่ๆ และฐานะของผู้จ้างของก็ดีขึ้นเป็นลำดับ[3] งานชิ้นที่เป็นที่รู้จักกันดีในปัจจุบันเป็นงานภาพชีวิตประจำวันขนาดใหญ่ในภาพ “กษัตริย์เสวยน้ำจันฑ์” และภาพ “ผู้ใหญ่ร้องเพลง, เด็กร้องตาม” ผู้มีอิทธิพลต่องานเขียนของจอร์แดงส์ในทางศิลปะนอกจากจะเป็นรูเบนส์แล้วก็เป็นจิตรกรทางเหนือของอิตาลีเช่นจาโคโป บาสซาโน (Jacopo Bassano), เพาโล เวโรเนเซ (Paolo Veronese) และคาราวัจโจ[1]

เนื้อหา

ประวัติ[แก้]

จาคอป จอร์แดงส์เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1593 เป็นลูกคนแรกในบรรดาพี่น้องสิบเอ็ดคนของจาคอป จอร์แดงส์ผู้อาวุโส พ่อค้าขายผ้าลินนินผู้มีฐานะดี และบาร์บารา ฟาน โวลชัตเต็นในอันท์เวิร์พ[4] การศึกษาเบื้องต้นไม่เป็นที่ทราบเท่าใดนัก เพียงแต่อาจจะสรุปได้ว่าอาจจะได้รับการศึกษาที่ดีกว่าเด็กอื่นๆ เพราะครอบครัวมีฐานะดี ที่เห็นได้จากลายมือที่กระจ่างชัดและความสามารถในการใช้ภาษาฝรั่งเศสและความรู้เกี่ยวกับตำนานเทพ ความรู้ในเรื่องคัมภีร์ไบเบิลของจอร์แดงส์จะเห็นได้จากงานเขียนศิลปะคริสต์ศาสนาหลายชิ้น แต่ต่อมาเหตุการณ์ในชีวิตส่วนตัวทำให้เปลี่ยนจากการเป็นโรมันคาทอลิกไปเป็นโปรเตสแตนต์[5]

เช่นเดียวกับรูเบนส์จอร์แดงส์ศึกษากับอาดัม ฟาน นูร์ต (Adam van Noort) ที่เป็นครูคนเดียวที่ได้ร่ำเรียนด้วย การพำนักในบ้านของฟาน นูร์ตทำให้จอร์แดงส์มีความใกล้ชิดกับสมาชิกในครองครัวของฟาน นูร์ต[6] หลังจากศึกษาและฝึกงานกับฟาน นูร์ตได้แปดปี จอร์แดงส์ก็สมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมเซนต์ลูคในฐานะ “จิตรกรสีน้ำ” (waterscilder)[5] ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญที่จอร์แดงส์นำมาใช้ในการออกแบบร่างพรมทอแขวนผนังในคริสต์ศตวรรษที่ 17[7] แต่งานสมัยแรกๆ ของจอร์แดงส์สูญหายไปหมด ในปีเดียวกับที่เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมเซนต์ลูคในปี ค.ศ. 1616 จอร์แดงส์ก็แต่งงานกับอันนา คาทารินา ฟาน นูร์ต ลูกสาวคนโตของอาดัม ฟาน นูร์ต และมีลูกด้วยกันสามคน ในปี ค.ศ. 1618 จอร์แดงส์ก็ซื้อบ้านในฮูกสตรัต (บริเวณในอันท์เวิร์พที่จอร์แดงส์เติบโต) และต่อมาในปี ค.ศ. 1639 ก็ซึ้อบ้านติดกันเพื่อขยายบริเวณสำหรับเขียนภาพที่คล้ายกับของบ้านของรูเบนส์ที่สร้างยี่สิบปีก่อนหน้านั้น จอร์แดงส์พำนักอยู่ที่นั่นจนเสียชีวิต ค.ศ. 1678.[8]

จอร์แดงส์ไม่ได้มีโอกาสเดินทางไปอิตาลีเพื่อไปศึกษาการเขียนภาพแบบคลาสสิกและเรอเนสซองซ์เช่นเดียวกับจิตรกรคนอื่นๆ ในสมัยเดียวกัน แต่จะอย่างไรก็ตามจอร์แดงส์ก็พยายามศึกษาจากภาพพิมพ์และงานเขียนของจิตรกรมีชื่อที่มีอยู่ทางตอนเหนือของยุโรป เช่นเป็นที่ทราบกันว่าจอร์แดงส์ศึกษางานของทิเชียน, เพาโล เวโรเนเซ, คาราวัจโจ และจาโคโป บาสซาโน อาจจะจากภาพพิมพ์หรือก็อปปีของงานแท้ (เช่นภาพ “พระแม่มารีแห่งโรซารี” โดยคาราวัจโจ) แต่ภาพของจอร์แดงส์มิได้เขียนตามแบบที่เขียนกันในเนเธอร์แลนด์โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับภาพชีวิตประจำวันเช่นที่เห็นในงานของปิเอเตอร์ บรูเกล (ผู้พ่อ) ที่จะแสดงภาพชีวิตประจำวันของเฟล็มมิชด้วยความเป็นจริงและแสดงภาพคนสามัญในภาพการฉลองสภาพความเป็นอยู่ในขณะนั้น[9] งานจ้างของจอร์แดงส์มักจะเป็นภาพผู้คนที่มาจากครอบครัวเฟล็มมิชผู้มีอันจะกินหรือนักบวช และต่อมามาจากราชสำนักหรือรัฐบาลต่างๆ ในยุโรป นอกจากงานเขียนชิ้นใหญ่ๆ แล้วจอร์แดงส์ก็ยังเป็นผู้มีความสามารถในการออกแบบพรมทอแขวนผนังผืนใหญ่ๆ โดยใช้การเขียนสีน้ำที่ได้ร่ำเรียนมาในการร่าง[4]

นอกจากนั้นความสำเร็จของจอร์แดงส์ยังจะเห็นได้จากรายนามลูกศิษย์หลายคนผู้มีชื่อเสียง; สมาคมเซนต์ลูคบันทึกไว้สิบห้าชื่อตั้งแต่ ค.ศ. 1621 จนถึง ค.ศ. 1667 แต่ก็มีอีกหกชื่อในบันทึกของศาลที่ไม่ได้อยู่ในบันทึกของสมาคม ฉะนั้นจึงอาจจะเป็นไปได้ว่าจอร์แดงส์มีนักเรียนมากกว่าที่บันทึกไว้ในเอกสารทางการ ในบรรดาลูกศิษย์ก็รวมทั้งลูกพี่ลูกน้องและยาโคปลูกชาย จอร์แดงส์ก็เช่นเดียวกับรูเบนส์และจิตรกรคนอื่นๆ ในสมัยนั้นที่พึ่งนักเรียนและผู้ช่วยในการสร้างภาพเขียน แต่ลูกศิษย์หลายคนก็มิได้กลายเป็นจิตรกรมีชื่อ[10] แต่กระนั้นการได้ทำงานในห้องเขียนภาพของจอร์แดงส์ก็เป็นตำแหน่งที่เป็นที่เสาะหากันในบรรดาจิตรกรฝึกใหม่ทั่วยุโรป[11]

อิทธิพลของรูเบนส์[แก้]

“Abduction of Europe”, จาคอป จอร์แดงส์, ค.ศ. 1615/1616, Gemäldegalerie เบอร์ลิน
“การกลับจากอียิปต์ของครอบครัวพระเยซู” โดย จาคอป จอร์แดงส์

ปีเตอร์ พอล รูเบนส์มีอิทธิพลต่องานเขียนของจอร์แดงส์เป็นอันมาก ในบางโอกาสรูเบนส์ก็จะจ้างจอร์แดงส์ให้เขียนภาพร่างสำหรับภาพเขียนใหญ่ให้ หลังจากรูเบนส์เสียชีวิตจอร์แดงส์ก็กลายเป็นจิตรกรผู้มีชื่อเสียงที่สุดของอันท์เวิร์พ[12] และเช่นเดียวกับรูเบนส์งานของจอร์แดงส์ใช้สีที่อุ่นและเป็นธรรมชาติและเป็นผู้มีความสามารถในการใช้ค่าต่างแสง (chiaroscuro) และการเขียนภาพสว่างในความมืด (tenebrism) จอร์แดงส์มีความสำเร็จพอประมาณกับการเขียนภาพเหมือนแต่ที่เด่นคือความสามารถในการดึงบุคคลิกพื้นฐานของบุคคลในภาพให้เห็น งานเขียนเกี่ยวกับชาวบ้านและงานเขียนชิ้นใหญ่ๆ ที่แสดงคำสอนทางจริยธรรมมีอิทธิพลต่อจิตรกรเช่นยาน สตีน จาคอป จอร์แดงส์ไม่มีความสามารถพิเศษแต่มักจะเขียนภาพที่มีพื้นฐานมาจากสุภาษิตที่แสดงตัวแบบจากเบื้องหลังที่แตกต่างกันไปและมีอายุแตกต่างกันไปที่นั่งร่วมกันที่โต๊ะในการฉลอง งานที่ชวนขันเหล่านี้มักจะมีบรรยากาศที่ออกไปทางหยาบเล็กน้อย[4] ตลอดชีวิตการเป็นจิตรกรจอร์แดงส์ได้รับแรงบันดาลใจจากรูเบนส์ และใช้โมทีฟของรูเบนส์แต่งานของจอร์แดงส์แตกต่างออกไปตรงที่จะดูเป็นจริงมากกว่า, มีตัวแบบในภาพแน่นกว่า และมักจะมีอารมณ์ขันหรือเป็นภาพแบบล้อเลียนมากกว่าแม้แต่ในภาพทางศาสนาหรือในตำนานเทพ[12] “โพรมีเธียส” ที่เขียนราว ค.ศ. 1640 เป็นตัวอย่างที่แสดงทั้งอิทธิพลที่ได้รับจากรูเบนส์ และจากฟรันส์ สไนเดอร์ ( Frans Snyders) แม้ว่าเป็นภาพที่ได้รับอิทธิพลมาจากงานที่ร่วมกับรูเบนส์ในภาพหัวข้อเดียวกัน -- “พันธนาการโพรมีเธียส” -- ในราว ค.ศ. 1611-1612 แต่ “โพรมีเธียส” จอร์แดงส์เป็นภาพที่ให้ความหวังมากกว่า

หัวเรื่องภาพ[แก้]

นอกจากจะมีชื่อเสียงในการเขียนภาพเหมือนแล้วจอร์แดงส์ก็ยังนิยมเขียนภาพจากตำนานเทพและอุปมานิทัศน์ และสร้างภาพพิมพ์กัดกรด (etching) และนอกจากมักจะเขียนภาพจิตรกรรมประวัติศาสตร์แล้วจอร์แดงส์ก็เขียนภาพประกอบสุภาษิตเฟล็มมิชเช่นภาพ “Old Sing so the Young Twitter” และภาพเกี่ยวกับเทศกาลต่างของเฟล็มมิชเช่นภาพ “กษัตริย์เสวยน้ำจัณฑ์”[4] ภาพเขียนหลายภาพของจอร์แดงส์เป็นนัยยะว่าเป็นผู้ชอบเขียนภาพสัตว์ ในภาพมักจะมีสัตว์หลายชนิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่รวมทั้ง วัว, ม้า, ไก่, แมว, หมา และแกะ[13] หลังจากที่กลายเป็นจิตรกรสำคัญหลังจากการเสียชีวิตของรูเบนส์' ในปี ค.ศ. 1640 แล้ว[14] จอร์แดงส์จึงเริ่มได้รับสัญญาการเขียนภาพจากราชสำนักโดยเฉพาะจากทางเหนือ[4] และได้รับสัญญาต่อจากรูเบนส์เช่นจากพระเจ้าฟิลลิปที่ 4 แห่งสเปนที่ให้เขียนภาพเฮอร์คิวลีสและอันโดรเมดาที่รูเบนส์เริ่มไว้ให้เสร็จ

ระหว่างปี ค.ศ. 1635 ถึงปี ค.ศ. 1640 เมื่อรูเบนส์ป่วยด้วยโรคเกาต์จอร์แดงส์ก็ได้รับสัญญาจ้างที่ใช้ร่างภาพที่เขียนโดยรูเบนส์ และสร้างการตกแต่งสำหรับการเข้าเมืองของคาร์ดินัล-อินฟันเต เฟอร์ดินันด์ในโอกาสที่มารับตำแหน่งเป็นเป็นข้าหลวงของเนเธอร์แลนด์สเปนที่อันท์เวิร์พ ในปี ค.ศ. 1635 ในปี ค.ศ. 1639-1640 จอร์แดงส์ก็ได้รับพระราชทานสัญญาจ้างจากสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษให้ตกแต่งห้องของพระราชินีในวังที่กรีนนิช ซึ่งเป็นสัญญาจ้างที่เดิมเป็นของรูเบนส์ แต่รูเบนส์ไม่สามารถทำได้เพราะสุขภาพไม่ดี แต่งานชิ้นนี้สูญหายไปแล้ว[4]

นอกจากนั้นจอร์แดงส์ก็ยังมีบทบาทสำคัญในงานร่วมกับศิลปินอื่นในการตกแต่ง ทอร์เรเดลาปาโรดาระหว่าง ค.ศ. 1636 and ค.ศ. 1681[15] งานสองชิ้นที่เชื่อกันเป็นของจอร์แดงคืออพอลโลและแพน (ค.ศ. 1637) ที่เขียนจากงานร่างของรูเบนส์ และ เวร์ทัมมัสและโปโมนา (ค.ศ. 1638)[15] งานอื่นที่อาจจะเป็นของจอร์แดงก็ได้แก่ “Fall of the Titans”, “การแต่งงานของเพเลียสและธิทิส” และ “คัดมัสเลื่อยฟันมังกร”(Vieghe, 262) ในปี ค.ศ. 1661 จอร์แดงก็ได้รับจ้างให้วาดภาพในตึกเทศบาลเมืองอัมสเตอร์ดัมที่เพิ่งสร้างเสร็จ[4]

ศาสนา[แก้]

“อัครสาวก”

ในขณะนั้นอันท์เวิร์พที่ขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของสเปนและนิกายโปรเตสแตนต์เป็นนิกายที่ไม่เป็นที่ยอมรับ แต่จอร์แดงส์ผู้เปลี่ยนไปนับถือนิกายโปรเตสแตนต์ในบั้นปลายของชีวิตก็ยังรับงานตกแต่งวัดโรมันคาทอลิก[4] ระหว่าง ค.ศ. 1651 ถึง ค.ศ. 1658 จอร์แดงส์ถูกปรับราว 200 เฟล็มมิชปอนด์เพราะถูกกล่าวหาว่าเขียนบทความที่เป็นอันตรายต่อศาสนาหรือนอกศาสนา จอร์แดงส์และลูกสาวเอลิซาเบ็ธเสียชีวิตในวันเดียวกันด้วยเชื้อโรคลึกลับที่เรียกว่า “zweetziekte” หรือ “zweetziekte” ในภาษาดัทช์ ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1678 ร่างของทั้งสองคนถูกฝังด้วยกันในวัดโปรเตสแตนต์ที่ Putte ที่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ เหนือเขตแดนเบลเยียมที่เป็นที่ฝังของภรรยาคาทารินาปีหนึ่งก่อนหน้านั้น ปีหนึ่งหลังจากนั้นลูกชายของจอร์แดงส์ก็อุทิศเงิน 25 เฟล็มมิชปอนด์ให้แก่ Camer van den Huysarmen ในอันท์เวิร์พ”[4] พร้อมกับเงินอุทิศก็เป็นภาพ “การชำระและการเจิมร่างพระเยซู” (The Washing and Anointing of the Body of Christ) ที่มอบให้แก่เด็กกำพร้า ซึ่งเป็นการทำตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมของจอร์แดงส์ที่ทิ้งไว้ แต่เอกสารที่ว่านี้ยังหาไม่พบ[4] แม้ว่าจะยังไม่พบพินัยกรรมของจอร์แดงส์แต่ความเป็นผู้มีใจกว้างของจอร์แดงส์ก็เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปในหมู่คนที่รู้จักที่ทำให้การมอบภาพนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปได้

ในบั้นปลายอาชีพของจอร์แดนระหว่าง ค.ศ. 1652 ถึง ค.ศ. 1678 ความสร้างสรรค์ทางศิลปะของจอร์แดนเริ่มลดถอยลง จอร์แดนเปลี่ยนจากการใช้สีที่สดใสไปใช้สีทึมและเทา-น้ำเงิน และเน้นด้วยสีน้ำตาลหม่นมากขึ้น และใช้สีที่บางมากจนเห็นผิวผ้าใบ แต่ก็มีข้อยกเว้น เช่นภาพเขียนทางศาสนาหลังจากที่เปลี่ยนไปนับถือนิกายโปรเตสแตนต์ ชิ้นที่เด่นที่สุดก็ได้แก่ “ประวัติของไซคี” ที่เขียนให้ตัวเอง[4]

งานเขียน[แก้]

“การชื่นชมของคนเลี้ยงแกะ”[แก้]

“การชื่นชมของคนเลี้ยงแกะ” (ค.ศ. 1616) เป็นภาพพระแม่มารีอเตรียมให้นมพระเยซูในขณะที่ชื่นชมโดยคนเลี้ยงแกะที่หน้าตาเหมือชาวเฟล็มมิช ภาพนี้ประกอบด้วยบุคคลเพียงห้าคนแต่ละคนนอกจากพระบุตรแล้วก็ปรากฏเพียงครึ่งตัวซึ่งเป็นลักษณะการเขียนที่ทำให้ผู้ดูเพิ่มความรู้สึกถึงความใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากยิ่งขึ้น

ก่อนปี ค.ศ. 1616 จอร์แดงส์มีความสนใจในการวาดอย่างสว่างและชัดเจนแบบแมนเนอริสม์ แต่ในภาพนี้จอร์แดงส์ทดลองแต่การใช้แสงแทนที่ใช้สีเพื่อจะผสานตัวแบบในโครงร่างของภาพ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสนใจในเทคนิคการเขียนของคาราวัจโจ แหล่งหลักของแส่งในภาพ “การชื่นชมของคนเลี้ยงแกะ” เป็นแสงเทียนที่ถือโดยนักบุญโจเซฟ ที่ชี้ให้เห็นอิทธิพลของอาดัม เอลสไฮเมอร์ (Adam Elsheimer) ผู้ที่เป็นที่ทราบกันว่านิยมการวางแหล่งแสงหลักกลางภาพ[4] อิทธิพลอีกอย่างหนึ่งของคาราวัจโจก็อาจจะเป็นการวาดแบบเหมือนจริงที่จอร์แดงส์ใช้ในการวาดภาพ “พระแม่มารีและพระบุตร” ที่เป็นภาพพื้นบ้านอย่างง่ายๆ โดยมิได้พยายามทำให้สูงส่งหรือเป็นอุดมคติแต่อย่างใด[4]

จอร์แดงส์เขียน “การชื่นชมของคนเลี้ยงแกะ” ราวหกฉบับและจะจัดหมู่คนในภาพให้ใกล้ชิดกันและตัดขอบนอกออก เพื่อที่จะบังคับให้ผู้ดูมุ่งตรงไปยังผู้ที่อยู่ในภาพ การจัดภาพเช่นนี้เป็นการทำให้เนื้อหาของภาพมีความหมายขึ้นและเป็นการทำให้เห็นความรู้สึกและอารมณ์ของแต่ละคนในภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

“ซาไทร์และชาวนา”[แก้]

“ซาไทร์และชาวนา”
“ภาพเหมือนของตนเองกับภรรยาและลูกสาวเอลิซาเบ็ธ” ค.ศ. 1621-1622

“ซาไทร์และชาวนา” (The Satyr and the Peasant) จอร์แดงส์เขียนภาพเดียวกันนี้หลายครั้งซึ่งเป็นภาพที่สื่อคำสอนทางจริยธรรมจาก “นิทานอีสป” ที่เขียนในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์ศตวรรษในกรีซโบราณ เรื่องเริ่มด้วยขณะที่ซาไทร์คุยอยู่กับชายชาวนาคนหนึ่งตอนเช้าวันหนึ่งที่อากาศเย็น ขณะที่คุยกันไปชาวนาก็ยกมือขึ้นมาเป่า ด้วยความสงสัยซาไทร์ก็ถามชาวนาถึงเหตุผล ชาวนาก็ตอบว่าเป่าเพราะทำให้มืออุ่น ต่อมาในวันเดียวกันซาไทร์ก็มากินข้าวกับชาวนา ขณะที่กินข้าวด้วยกันชาวนาก็ตักอาหารร้อนขึ้นมาเป่า เมื่อซาไทร์ถามชาวนาถึงเหตุผลชาวนาก็บอกว่าเป่าให้เย็นเพราะอาหารร้อนเกินกว่าที่จะกินเข้าไปได้ ซาไทร์จึงโต้ตอบชาวนาว่า “ฉันเป็นเพื่อนกับท่านไม่ได้แล้วแหละ, กับผู้ที่ทั้งลมหายใจเดียวกันเป่าทั้งให้ร้อนและเป่าทั้งให้เย็น”[16] คำสอนทางจริยะธรรมในเรื่องนี้ก็คือความเป็นสองหน้าของมนุษย์หรือความไม่น่าไว้วางใจของมนุษย์ แต่บางคนก็กล่าวว่าที่จอร์แดงส์เลือกเรื่องนี้ไม่ใช่เพราะมีความสนใจในคำสอนทางจริยะธรรมของเรื่องแต่เพราะเป็นภาพที่ให้โอกาสในการวาดฉากชาวบ้าน[17]

ช่วงเวลาที่จอร์แดงส์เลือกเขียนเป็นเวลาที่ซาไทร์ประกาศถึงความไม่ไว้วางใจต่อชาวนาที่มีความเป็นสองหน้า ขณะที่ซาไทร์พยุงตัวขึ้นพร้อมที่จะลุกและเดินออกจากบ้านของชาวนา ชาวนาเงยหน้าจากชามข้าวขึ้นดูซาไทร์ผู้ผุนผลันลุกขึ้น[18] ฉากภายในกระท่อมชาวนาที่เต็มไปด้วยสัตว์ต่างๆ วัว, หมา, แมว และไก่โต้งรอบโต๊ะและตัวแบบ ผู้คนในภาพก็ต่างวัยกันเด็กเล็กยืนอยู่หลังชาวนา, หญิงแก่นั่งอุ้มเด็กอยู่ข้างๆ ขณะที่หญิงที่มีอายุอ่อนกว่ามองข้ามไหล่ซาไทร์

ลักษณะงานเขียนของจอร์แดงส์คือการดึงตัวแบบมารวมแน่นกันอยู่หน้าภาพในบริเวณที่แคบ นอกจากนั้นก็ยังใช้แสงเงาที่ตัดกันอย่างคมจัดเพื่อสร้างแสงให้มีความเป็นนาฏกรรม และใช้แสงส่องตัวแบบบางตัวที่ต้องการเช่นเด็กในตักหญิงแก่ จอร์แดงส์สร้างความเป็นธรรมชาติโดยการวาดรายละเอียดเช่นเท้าที่สกปรกของชาวนาที่นั่งอยู่ด้านหน้าของภาพที่เป็นการเชื่อมกับแนวโน้มในการเขียนแบบคาราวัจโจในงานเขียนของจิตรกรเฟลมมิชในยุคนั้น จอร์แดงส์เขียนฉากนี้สองภาพราว ค.ศ. 1620 ถึง ค.ศ. 1621[18] ในฉบับนี้ดูเหมือนว่าจอร์แดงส์จะใช้สตรีคนเดียวกับภาพ “การชื่นชมของคนเลี้ยงแกะ” และเชื่อกันว่าจอร์แดงส์ใช้ภาพนี้ในการสอนการเขียนภาพแก่ลูกศิษย์ ภาพนี้มีอีกหลายฉบับที่มีลักษณะเดียวกันแต่ไม่มีตราของจอร์แดงส์[19]

“ภาพเหมือนของตนเองกับภรรยาและลูกสาวเอลิซาเบ็ธ”[แก้]

ในภาพ “ภาพเหมือนของตนเองกับภรรยาและลูกสาวเอลิซาเบ็ธ” ซึ่งเป็นภาพของจอร์แดงส์กับภรรยาคาทารินา ฟาน นูร์ต และลูกสาวคนโตเอลิซาเบ็ธ เป็นภาพที่สันนิษฐานกันว่าเขียนระหว่างราว ค.ศ. 1621 ถึงราว ค.ศ. 1622 เพราะเอลิซาเบ็ธดูเหมือนจะอายุราว 4 ขวบและเอลิซาเบ็ธเกิดในปี ค.ศ. 1617[20] ทุกคนในภาพส่งสายตามายังผู้ชมภาพราวกับเชิญชวนให้เข้ามานั่งเป็นแบบด้วยกัน จอร์แดงส์แสดง “ความรัก” ในภาพเหมือนของครอบครัวโดยการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ นอกไปจากสีหน้าของผู้นั่งในแบบและบรรยากาศ เช่นการใช้เถาวัลย์ที่เกี่ยวพันกันซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่ไม่สามารถจะแยกกันได้ระหว่างสามีและภรรยาเป็นต้น[20] เอลิซาเบ็ธถือผลไม้อยู่ในมือซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความรักและดอกไม้ในตะกร้าเป็นสัญลักษณ์ของความไร้เดียงสาและความบริสุทธิ์[20] ทางด้านบนซ้ายมีนกแก้วเกาะอยู่ที่เป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ต่อกันระหว่างสามีและภรรยา และหมาเป็นสัญลักษณ์ของความภักดีและความไว้วางใจ[20]

“นักบุญปีเตอร์พบเงิน”[แก้]

“นักบุญปีเตอร์พบเงิน” ค.ศ. 1623
“ทารกจูปิเตอร์เลี้ยงโดยแพะอามาลเธีย” ค.ศ. 1630-1635

“นักบุญปีเตอร์พบเงิน” (St. Peter Finding the Tribute Money) ที่เขียนในปี ค.ศ. 1623 สำหรับผู้จ้างที่ไม่ทราบนามที่มาจากพระวรสารนักบุญแม็ทธิว 17: 24-27 ที่พระเยซูทรงสั่งให้ปีเตอร์ออกไปจับปลาเพื่อจะเอาเงินที่พบในปลาไปจ่ายค่าบำรุงวัดที่คาร์เปอร์นาอุม (Capernaum) ภาพนี้เป็นภาพที่แน่นไปด้วยตัวแบบโดยมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นกลางลำเรือ ปีเตอร์และสาวกอยู่ทางขวาของภาพ สาวกต่างก็จ้องไปทางปีเตอร์ผู้กำลังพยายามลากปลาขึ้นมาจากน้ำ ในภาพนี้ตัวแบบต่างๆ ในรูปต่างก็ยุ่งอยู่กับกิจการต่างๆ ต่อหน้าตนเอง ไม่มีใครสนใจผู้ดูนอกจากผู้ที่ถ่อเรือที่หันหน้ามาทางผู้ชมภาพ สีหน้าต่างๆ ของแต่ละคนเป็นผลมาจากการศึกษาการเขียนการแสดงออกของใบหน้าจากงานอื่นๆ[21]

“การพลีชีพของนักบุญอพอลโลเนีย”[แก้]

วัดเซนต์ออกัสตินในอันท์เวิร์พมีฉากแท่นบูชาสามฉาก แต่ละฉากเป็นภาพเขียนขนาดใหญ่โดยรูเบนส์, แวน ไดค์ และจอร์แดงส์ ทั้งสามภาพเขียนในปี ค.ศ. 1628[22] “พระแม่มารีและพระบุตรกับนักบุญ” ของรูเบนส์เป็นฉากแท่นบูชาเอกตรงกลาง แท่นบูชาทางซ้ายเป็นภาพ “ความปิติสานต์ของนักบุญออกัสติน” โดยแวน ไดค์ และทางขวาเป็นภาพ “การพลีชีพของนักบุญอพอลโลเนีย” โดยจอร์แดงส์[22] จอร์แดงส์เขียนนักบุญอพอลโลเนียกระโดดเข้าไปในกองไฟแทนที่จะประกาศเลิกนับถือคริสต์ศาสนาในคริสต์ศตวรรษที่ 3 เป็นภาพที่แน่นและเป็นนาฏกรรม จิตรกรทั้งสาม--รูเบนส์, แวน ไดค์ และจอร์แดงส์--เป็นจิตรกรบาโรกคนสำคัญที่สุดในอันท์เวิร์พในขณะนั้น การเขียนภาพทั้งสามนี้เป็นโอกาสเดียวที่จิตรกรทั้งสามทำงานร่วมกันในเวลาเดียวกันในวัดเซนต์ออกัสติน ภาพทั้งสามต่างก็เป็นหัวข้อที่มีความสัทพันธ์กัน[22] งานของรูเบนส์เป็นภาพพระแม่มารีล้อมรอบด้วยนักบุญ ของแวน ไดค์ และจอร์แดงส์ต่างก็เขียนนักบุญที่ช่วยเป็นกรอบให้ภาพกลางของรูเบนส์ ภาพเขียนของนักบุญของแวน ไดค์ และจอร์แดงส์เป็นการเชิญชวนให้ผู้ชมเพิ่มความใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับพระเจ้าและสวรรค์โดยการเป็นสมถะของการใช้ชีวิตเช่นนักบุญออกัสตินหรือโดยการเสียสละเช่นนักบุญอพอลโลเนีย[22]

“ทารกจูปิเตอร์เลี้ยงโดยแพะอามาลเธีย”[แก้]

ภาพ “ทารกจูปิเตอร์เลี้ยงโดยแพะอามาลเธีย” (The Infant Jupiter Fed by the Goat Amalthea) (ค.ศ. 1630-1635) เป็นภาพที่ใช้ฉากภูมิทัศน์ ส่วนสำคัญของภาพคือร่างที่เปลือยเปล่าของนิมฟ์อันดราสเชีย (Andrastea) ที่ตัดกับสีหนักอื่นๆ ของตัวแบบในภาพ อันดราสเชียมิผ้าพาดบริเวณสะโพกนั่งบนผ้าปูสีแดงบนพื้น มือหนึ่งบีบนมจากเต้านมของแพะอามาลเธียใส่จานที่รอรับข้างล่าง ทารกจูปิเตอร์นั่งอยู่ข้างหลังถือขวดที่ว่างเปล่าและทำท่าร้องขออาหาร ซาไทร์โบกกิ่งไม้แสดงท่าชวนเล่นทารกจูปิเตอร์อยู่ทางขวาของ ภาพพิมพ์ลายแกะต่อมาโดย Schelte a Bolswert ทำให้คำสอนทางจริยธรรมของภาพนี้กระจ่างขึ้น: ตามคำจารึกบนภาพพิมพ์ที่ว่านมแพะที่เลี้ยงจูปิเตอร์ทำให้จูปิเตอร์กลายเป็นเทพที่มีชื่อเสียงในเรื่องความมีสัมพันธ์กับเทพและสตรีต่างๆ[23]

“กษัตริย์เสวยน้ำจัณฑ์”[แก้]

“กษัตริย์เสวยน้ำจัณฑ์” ราว ค.ศ. 1640
“ผู้ใหญ่ร้องเพลง, เด็กร้องตาม”

จอร์แดงส์เขียนภาพนี้หลายครั้งรวมทั้งภาพหนึ่งที่เขียน ราว ค.ศ. 1640 ที่ตั้งอยู่ที่ราชพิพิธภัณฑ์ศิลปะในบรัสเซลส์ การฉลองอีพิฟานีย์ทำกันในวันที่ 6 มกราคม ในฟลานเดอร์ส เป็นงานฉลองที่เต็มไปด้วยอาหาร, ไวน์ และความสนุกสนานที่ทำกันครอบครัว คนหนึ่งในการฉลองได้รับเลือกเป็น “กษัตริย์” ของคืนนั้นที่จอร์แดงส์เขียนเป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุดในห้อง[24] จอร์แดงส์เขียนหัวเรื่องเดียวกันอีกหลายครั้ง ในภาพหนึ่งมีคนในภาพถึงสิบเจ็ดคนนั่งเบียดกันในภาพ อีกภาพหนึ่งเป็นภาพที่มีช่องว่างมากกว่า ภาพแสดงอารมณ์ที่สนุกสนานของผู้อยู่ในภาพจากสีหน้าท่าทางต่างๆ[24] จนเกือบจะเหมือนจะเกิดความทะเลาะกันอีกไม่นานนัก บ้างก็ตั้งท่าจะอาเจียนที่ดูน่าสมเพช จอร์แดงส์ใช้ภาพเขียนในการแสดงความไม่ชอบความมึนเมาด้วยคำขวัญที่เขียนอยู่เหนือภาพว่า “ไม่มีอะไรที่เหมือนคนบ้าไปกว่าคนเมา”[25]

“ผู้ใหญ่ร้องเพลง, เด็กร้องตาม”[แก้]

“ผู้ใหญ่ร้องเพลง, เด็กร้องตาม” (As the Old Sang, So the young Pipe) เขียนราวระหว่างปี ค.ศ. 1638 ถึงปี ค.ศ. 1640 เป็นภาพคู่กับ “กษัตริย์เสวยน้ำจัณฑ์” (พิพิธภัณฑ์ลูฟร์, ปารีส) ภาพเขียนทั้งสองภาพเป็นภาพที่แฝงคำสอนทางจริยธรรม และมีลักษณะการเขียนที่คล้ายกันมาก[26] ภาพ “ผู้ใหญ่ร้องเพลง, เด็กร้องตาม” แสดงบุคคลสามชั่วคนที่เป็นชาวอันท์เวิร์พผู้มีอันจะกินนั่งรอบโต๊ะกินข้าวร้องเพลงด้วยกัน ภาพลักษณะนี้เป็นที่นิยมกันในบรรดาลูกค้าของจอร์แดงส์ ที่จอร์แดงส์เขียนหลายครั้ง ในภาพนี้จอร์แดงส์เขียนภาพของพ่อตาฟาน นูร์ตเป็นชายสูงอายุ ในภาพลักษณะนี้ผู้สูงอายุมักจะเป็นผู้นำในการร้องเพลงโดยมีผู้มีอายุน้อยกว่าและเด็กร้องตาม[26] ชื่อภาพมาจากสุภาษิตจากหนังสือ “Spiegel van den Ouden ende Nieuwen Tijdt” ซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมที่พิมพ์โดยยาโคป แค็ตส์ในปี ค.ศ. 1632. แค็ตส์ผู้เป็นคาลเวนิสต์แปลสุภาษิตเป็นคำสอนทางจริยธรรมสำหรับให้พ่อแม่ใช้สั่งสอนลูก[26] ในภาพนี้จอร์แดงส์ทั้งสื่อคำสอนทางจริยธรรมและแสดงให้เห็นว่าชนรุ่นเด็กจะเติบโตขึ้นมาแทนที่ชนรุ่นผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ นกฮูกในภาพที่เกาะบนเก้าอี้ของสตรีสูงอายุเป็นสัญลักษณ์ที่เตือนถึงความตายที่จะมาถึง[26]

“โพรมีเธียส”[แก้]

จาคอป จอร์แดงส์, “พันธนาการโพรมีเธียส” (ค.ศ. 1640). โคโลญ

ภาพเขียน “โพรมีเธียส” (ค.ศ. 1640) โดยจาคอป จอร์แดงส์เป็นภาพเขียนจากตำนานเทพของไททัน โพรมีเธียสที่ถูกเหยี่ยวจิกตับทุกวัน แต่วันรุ่งขึ้นตับโพรมีเธียสก็งอกขึ้นมาใหม่[27] โพรมีเธียสถูกลงโทษโดยซูสเพราะความบ้าบิ่นที่ไปขโมยไฟให้มนุษย์ ที่มิใช่เป็นแต่เพียงไฟในทางวัตถุแต่เป็น “ไฟแห่งเหตุผล” ซึ่งอาจจะหมายถึงไฟของความสามารถของมนุษย์ในการสร้างศิลปะและการคิดค้นทางวิทยาศาสตร์[27] การวางภาพ “โพรมีเธียส” ของจอร์แดงส์ก็คล้ายกับของรูเบนส์ ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งของเหยี่ยว, โพรมีเธียสตาแดงหงายหลังอย่างวีรบุรุษ และการใช้การลงโทษหรือความเจ็บที่เห็นจากร่างกายที่บิดเบี้ยวซึ่งเป็นหัวใจของลักษณะการเขียนของฉบับของรูเบนส์[28]

แต่ความแตกต่างอยู่ที่เฮอร์มีส ที่ดูเหมือนจะให้ความหวังบ้างเล็กน้อยกว่าภาพอื่นๆ ที่เขียนกันมาที่เฮอร์มีสจะช่วยปล่อยโพรมีเธียส[29] การวาดถุงกระดูกและรูปปั้นดินเผาที่เป็นสัญลักษณ์ของการสร้างมนุษย์ก็มิได้เป็นส่วนหนึ่งของภาพที่เขียนโดยรูเบนส์[29] อีกสิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันคือความเจ็บปวดทรมานที่เห็นได้จากสีหน้าของโพรมีเธียสของจอร์แดงส์ ที่รูเบนส์เพียงแต่แสดงเป็นนัยจากร่างที่บิดของโพรมีเธียส ใบหน้าของโพรมีเธียสเป็นการศึกษาการวาดการแสดงสีหน้าของจอร์แดงส์ที่เห็นได้จากการเขียนภาพอื่นๆ ของจอร์แดงส์เองและของศิลปินคนอื่นในยุคเดียวกัน

“ฝันร้าย”[แก้]

“ฝันร้าย” (Night Vision) เป็นภาพของชายหนุ่มที่ได้รับความทรมานจากการปรากฏของหญิงเปลือย ทางด้านซ้ายของภาพเป็นหญิงชราและหญิงสาวแง้มประตูแอบมองเข้ามา ห้องสว่างด้วยแสงเทียน ดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะตกใจกับภาพที่เห็น จอร์แดงส์เน้นความเป็นความชั่วคราวของสิ่งที่เกิดขึ้นโดยการให้สิ่งที่เห็นในภาพเด่นจากฉากหลังที่มืด โดยการที่เด็กหนุ่มทำหม้อทองแดงและแท่นเทียนล้มลงมาอยู่ในฉากหน้าของภาพ นอกจากนั้นก็ยังเขียนรายละเอียดของเนื้อผ้า จอร์แดงส์สร้างความรู้สึกว่ามีลมโบกอยู่ในห้องที่เห็นจากผ้าขาวที่ถือโดยสตรีที่มาปรากฏ และเสื้อผ้าสีแดงที่ดูไหวของหญิงชรา

เออร์วิน บีลเลอเฟลด์เสนอว่าน่าจะเป็นภาพที่เขียนจากเรื่องที่เขียนโดยนักเขียนกรีก Phlegon of Tralles สำหรับจักรพรรดิเฮเดรียน ที่จอร์แดงส์อาจจะอ่านจากบทแปลหรืออาจจะเขียนจากฉบับที่เขียนในสมัยใกล้เคียงกันเช่นจาก “Die Braut von Korinth” โดยโยฮันน์ โวล์ฟกัง ฟอน เกอเท[30] เรื่องโบราณเป็นเรื่องของชายหนุ่มชื่อมาร์คีตผู้ไปพำนักอยู่กับคู่สามีภรรยาผู้มีฐานะดี ตอนกลางคืนขณะที่มาร์คีตกำลังนอนอยู่ก็ฝันถึงฟิลินิออนลูกสาวของคู่สามีภรรยาที่ตายไปแล้ว มาร์คีตฉวยชายผ้าที่ห่อร่างของฟิลินิออนผู้แปลงมาในร่างของแวมไพร์ที่ขอสมสู่กับมาร์คีต ชาริโตแม่ของฟิลินิออนถูกปลุกขึ้นมาด้วยเสียงในห้องของมาร์คีตก็ไปตามคนใช้มาที่ห้องเพื่อจะสำรวจว่ามีอะไรเกิดขึ้น เมื่อมาเห็นฟิลินิออนเข้าก็เกิดความตกใจ[31] “ฝันร้าย” ของจอร์แดงส์เป็นภาพที่เขียนตรงกับคำบรรยายทุกอย่างในเรื่องของ Phlegon of Tralles และแสดงภาพตอนจุดสุดยอดของเรื่อง ภาพนี้แสดงให้เห็นอิทธิพลหลายอย่างที่จอร์แดงส์ได้รับ เช่นการใช้แสงเทียนเป็นแสงหลักที่ได้มาจากงานของเอลส์ไฮเมอร์และการใช้การวาดความสว่างในความมืดจากคาราวัจโจ[32]

“ตำนานของคิวปิดและไซคี”[แก้]

ในช่วงระยะเวลาระหว่าง ค.ศ. 1639 ถึง ค.ศ. 1640 จอร์แดงส์ได้รับงานจ้างให้เขียนภาพชุดให้แก่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษโดยบาลทาซาร์ การ์บิเยร์ผู้เป็นตัวแทนของพระองค์ในบรัสเซลส์ และเซซาเร อเลสซานโดร สกาเกลียนักการทูตที่พำนักอยู่ในอันท์เวิร์พ ภาพชุดนี้มีด้วยกัน 22 ภาพที่แสดง “ตำนานของคิวปิดและไซคี” (ค.ศ. 1640-41)[33] ขณะที่งานเขียนเป็นงานสำหรับตั้งแสดงที่ตำหนักของพระราชินีที่กรีนนิช แต่จอร์แดงส์ไม่ทราบว่าผู้จ้างเป็นใคร[34] เมื่อจอร์แดงส์เสนอแบบให้แก่คนกลางผู้เป็นตัวแทนของราชสำนักอังกฤษ, การ์บิเยร์ก็พยายามถวายคำแนะนำว่ารูเบนส์จะเป็นผู้เหมาะกับโครงการมากว่า[35] แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะรูเบนส์มาเสียชีวิตเสียก่อนเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1640 เมื่อรูเบนส์เสียชีวิตแล้วจอร์แดงส์ก็ได้รับสัญญาการเขียนภาพทั้งหมด[36] แต่งานก็ก้าวหน้าไปอย่างเชื่องช้าและในปีต่อมาในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1641 โครงการการเขียนภาพชุด “ตำนานของคิวปิดและไซคี” ก็ต้องมาหยุดชงักลงเมื่อสกาเกลียเสียชีวิต จอร์แดงส์ไม่ได้ทำโครงการเสร็จมีเพียงแปดภาพเท่านั้นที่ส่งไปถึงอังกฤษ และมีเรื่องมีราวกันเกี่ยวกับเรื่องค่าจ้างจากทายาทของสกาเกลียจนถึงรุ่นลูกของจอร์แดงส์[33]

อีกชุดหนึ่งของภาพชุด “ตำนานของคิวปิดและไซคี” แขวนในบ้านของจอร์แดงส์ในอันท์เวิร์พ อย่างน้อยก็เก้าภาพที่แขวนบนเพดานของซาลอนทางปีกใต้ของบ้าน โดยมีไซคีเข้าเฝ้าพระเจ้าเป็นภาพหลัก ภาพในชุดนี้ก็มี “พ่อของไซคีถามออราเคิลในวัดอพอลโล”, “ความรักของคิวปิดและไซคี”, “ความอยากรู้อยากเห็นของไซคี”, “คิวปิดหนี”, และ “ไซคีเข้าเฝ้าพระเจ้า” ภาพบนเพดานเป็นภาพ “ลักษณะกินตา” (foreshortening) ทั้งสิ้นเมื่อมองจากข้างล่าง และการใช้ทัศนมิติมาจากงานเขียนของรูเบนส์บนเพดานวัดเยซูอิดในอันท์เวิร์พโดยตรง ภาพเขียนดูได้จาก octagonal 'aperture' frame[37] จากการสำรวจทรัพย์สินที่ทิ้งเอาไว้ของหลานของจอร์แดงส์ ภาพชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของบ้านที่ขายในปี ค.ศ. 1708

“ครอบครัวพระเยซูและผู้อื่นกับสัตว์ต่างๆ ในเรือ”[แก้]

ลักษณะงานของจอร์แดงส์ระหว่างกลางคริสต์ศตวรรษจะเห็นได้จากภาพ “ครอบครัวพระเยซูและผู้อื่นกับสัตว์ต่างๆ ในเรือ” (The Holy Family with Various Persons and Animals in a Boat) ที่เขียนในปี ค.ศ. 1652 ขณะนั้นจอร์แดงส์มีอายุเกือบห้าสิบปีแล้ว งานเขียนในช่วงนี้ส่วนใหญ่เป็นงานที่เขียนโดยผู้ช่วยภายใต้การดำเนินงานของจอร์แดงส์ และผลงานก็เริ่มลดน้อยลง ในภาพนี้จอร์แดงส์ใช้คนในรูปเป็นจำนวนมากซึ่งทำให้เป็นงานหนักสำหรับผู้สูงอายุ สีที่ใช้เป็นสีที่เรียบออกไปทางเทาน้ำเงินและน้ำตาล ท่าทางการวางท่าของแบบในรูปสำรวมขณะที่ร่างมีลักษณะเป็นเหลี่ยม[38]

“ชัยชนะของเฟรเดริค เฮ็นดริค”[แก้]

“ชัยชนะของเฟรเดริค เฮ็นดริค” (ค.ศ. 1651)

“ชัยชนะของเฟรเดริค เฮ็นดริค” (The Triumph of Frederik Hendrik) เขียนในปี ค.ศ. 1651 เป็นภาพของคนกว่าห้าสิบคนล้อมรอบ เจ้าชายเฟรเดริค เฮ็นดริคและพระญาติ ที่เขียนเพื่อเป็นเกียรติแก่เฟรเดริค เฮ็นดริค เจ้าชายแห่งออเรนจ์ และเป็นภาพที่จ้างโดยพระชายาอมาเลียแห่งโซล์มส อมาเลียจ้างให้เขียนงานเพื่อเป็นเกียรติแก่เฟรเดริค เฮ็นดริคที่สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1647 การสร้างงานเขียนประเภทนี้เป็นที่นิยมกันในสมัยนั้นเพื่อที่จะแสดงความกล้าหาญและเป็นการสรรเสริญผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว[39] แทนที่จะบรรยายเหตุการณ์โดยใช้ภาพหรือรูปสัญลักษณ์ตามปกติ จอร์แดงส์ใช้อุปมานิทัศน์โดยให้เฟรเดริค เฮ็นดริคนั่งบนบัลลังก์ที่เป็นการแสดงความเป็นวีรบุรุษและเป็นผู้ทรงคุณธรรม[40] ภาพนี้ตั้งแสดงในห้องส้มที่ Huis ten Bosch (บ้านในป่า) ที่เป็นที่ประทับนอกเมืองของอมาเลีย จอร์แดงส์ได้รับเลือกให้เป็นผู้เขียนเพราะเป็นจิตรคนสำคัญหนึ่งในสามของสามเฟล็มมิชที่รวมทั้งปีเตอร์ พอล รูเบนส์ และแอนโทนี แวน ไดค์[39]

ในภาพนี้เฟรเดริค เฮ็นดริคอย่างเทพบนรถม้าแห่งชัยชนะ และแสดงความเป็นผู้ที่นำมาซึ่งความสงบและความอุดมสมบูรณ์ที่เห็นได้จากช่อมะกอกและกรวยแห่งความอุดมสมบูรณ์[1]เหนือพระเศียรของเฟรเดริค ทั้งสองข้างของภาพเป็นภาพเหมือนของผู้ถือสิ่งต่างๆ จากทั้งหมู่เกาะอินเดียตะวันออกและตะวันตก ที่ทำให้มีความรู้สึกว่าเฟรเดริคเป็นบุคคลสำคัญผู้เดียวที่มีนำมาซึ่งชัยชนะทางทหารและความมั่งคั่งอันล้นเหลือของสาธารณรัฐ[40] ภาพ “ชัยชนะของเฟรเดริค เฮ็นดริค” เป็นภาพที่ซับซ้อนเป็นอย่างมาก แม้แต่นักวิชาการปัจจุบันก็ยังถกเถียงกันถึงสัญลักษณ์ต่างๆ ที่จอร์แดงส์ใช้ในภาพ และยังเห็นกันว่าเป็นภาพที่ยากที่จะตีความหมาย แต่โดยทั่วไปแล้วไม่ยากที่จะทราบว่าความหมายหลักที่จอร์แดงส์ต้องการจะสื่อ[41]

“ตาของเจ้าของทำให้ม้าดูอ้วน”[แก้]

จอร์แดงส์มักจะวาดภาพจากสุภาษิตโดยใช้ตัวแบบในภาพในการสื่อความหมายของสุภาษิตซึ่งมักจะเป็นคำเตือนอย่างใดอย่างหนึ่ง วิธีนี้เป็นการง่ายที่จะเปรียบเทียบงานของจอร์แดงส์กับงานของเปียร์เตอร์ บรูเกลที่มักจะเขียนจากสุภาษิตเช่นกัน จอร์แดงส์เห็นว่าเป็นวิธีที่สะดวกในการแสดงถึงความโง่และความผิดพลาดของมนุษย์ และมักจะใช้สุภาษิตที่สื่อความหมายในการมองโลกในแง่ดี จอร์แดงส์มักจะใช้ตัวแบบในการอธิบายความหมายของสุภาษิตไม่ว่าจะอย่างตรงไปตรงมาหรือเป็นนัยยะ เช่นในภาพ “ตาของเจ้าของทำให้ม้าดูอ้วน” (The Eye of the Master Makes the Horse Fat) ที่เป็นภาพม้ายือนอยู่ท่ามกลางความมั่งคั่งซึ่งเป็นการแสดงถึงการบริหารจัดการที่ดี จอร์แดงส์ใส่เทพเมอร์คิวรีที่มีอิทธิพลต่อม้า[42]

ออกแบบพรมแขวนผนัง[แก้]

“ในครัว” เป็นร่างสำหรับพรมแขวนผนัง

ร่างภาพ “ในครัว” (Interior of a Kitchen) เป็นงานร่างชิ้นสำคัญที่สุดในบรรดางานร่างออกแบบมากมายสำหรับพรมแขวนผนังที่จอร์แดงส์เขียน พรมแขวนผนังเป็นงานที่มีค่าตลอดยุคเรอเนสซองซ์และบาโรก พรมแขวนผนังผืนใหญ่ๆ เริ่มปรากฏบนผนังของเจ้านายหรือขุนนางผู้มั่งคั่งในยุโรปในราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 [43] ผู้อุปถัมภ์งานมักจะจ้างจิตรกรเช่นจาคอป จอร์แดงส์, ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ และเปียโร ดา คอร์โทนา (Pietro da Cortona) ให้แสดงผู้อุปถัมภ์ในผืนพรมในรูปของบุคคลสำคัญๆ ในประวัติศาสตร์หรือตำนานเทพเพื่อเป็นการยกย่องตนเอง[44] จอร์แดงส์ประสบความสำเร็จในการออกแบบพรมทอแขวนผนังเป็นอย่างมาก ที่ทำให้ได้รับงานจากหลายงานในการสร้างพรมชุดต่างๆ และได้ชื่อว่าเป็นผู้นำในการออกแบบพรมทอแขวนผนังคนหนึ่งในยุคนั้น[45]

กระบวนการในการออกแบบของจอร์แดงส์ก็เริ่มด้วยการวาดภาพร่างขนาดเล็กของแบบที่จะให้ทอโดยใช้สีน้ำ แม้ว่าบางงานจะใช้สีน้ำมัน งานร่างส่วนใหญ่เขียนบนกระดาษหรือต่อมาบนผืนผ้าใบโดยตรง[46] ต่อมาก็จะขยายภาพร่างให้ใหญ่ขึ้นและเพิ่มรายละเอียดเพื่อใช้เป็นแบบตัวอย่าง (Modello) สำหรับขนาดเต็มที่ช่างทอใช้เป็นแบบในการทอพรมจริง งานพรมแขวนผนังของจอร์แดงส์เป็นงานที่ทำให้ชนชั้นเจ้านายที่ถือว่าเป็นสิ่งมีค่าที่ต้องนำติดตัวไปด้วยในการเดินทางหรือไปศึกสงครามเพราะถือว่าเป็นเครื่องแสดงฐานะและศักดิ์ศรี[47] หัวเรื่องที่จอร์แดงส์ทำก็แตกต่างกันไปที่รวมทั้งตำนานเทพ, ประวัติศาสตร์ หรือชีวิตชนบท[48] ข้อที่น่าสังเกตในงานพระมของจอร์แดงส์คือจะแน่นไปด้วยผู้คนที่เป็นผลให้ออกมาเป็น “ภาพทอ” (woven picture) ซึ่งก็เป็นลักษณะการเขียนจิตรกรรมชีวิตประจำวันที่เขียนบนผืนผ้าใบ[49]

ภาพร่างสำหรับพรมแขวนผนัง “ในครัว” เป็นตัวอย่างของงานร่างที่ใช้หมึกสีน้ำตาลและทาสีบนชอล์คสีดำบนกระดาษเพื่อวาดภาพนิ่งบนโต๊ะและแสดงให้เห็นการจัดผู้ที่อยู่ในภาพ พรมที่ทอออกมาเปลี่ยนไปจากแบบที่ออกบ้างแต่ก็เป็นลักษณะเดียวกับแบบที่ออกซึ่งนำมาจากการวาดภาพนิ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ของจิตรกรจากอันท์เวิร์พฟรันส์ ชไนเดอร์[50]

การวาดเส้น[แก้]

นอกไปจากความสามารถในงานจิตรกรรมและการออกแบบพรมแขวนผนังแล้วจอร์แดงส์ก็ยังมีความสามารถในการวาดเส้น ที่จะเห็นได้จากงาน 450 ชิ้นที่กล่าวว่าเขียนโดยจอร์แดงส์ แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่างานทั้งหมดเป็นของจอร์แดงส์หรือไม่หรือบางส่วนเป็นของรูเบนส์เพราะลักษณะงานเขียนของจิตรกรสองคนนี้มีความคล้ายคลึงกัน จอร์แดงส์และจิตรกรร่วมสมัยนิยมวิธีแบบเฟล็มมิชที่มีแนวโน้มในการสร้าง, ขยาย และเพิ่มเติมร่างที่เตรียมไว้สำหรับงานเขียนใหญ่เพื่อที่จะเพิ่มความหมายและการสื่อความหมายของภาพให้มากยิ่งขึ้น ในฐานะจิตรกรภาพร่างจอร์แดงส์มักจะใช้สีน้ำทึบในการเตรียมภาพร่างและเป็นผู้ที่มีความประหยัดในการใช้กระดาษที่จะไม่ลังเลที่จะเติมแถบกระดาษหรือตัดส่วนที่ไม่ต้องการออกไป หรือแปะบนร่างที่ทำไว้แล้วเพื่อแก้และได้ผลตามที่ต้องการ[4]

“อุปมานิทัศน์ของเดือนเมษายน”[แก้]

หัวเรื่องของภาพนี้เป็นที่ถกเถียงกันมานาน การวางสตรีเปลือยบนหลังวัดอาจจะเป็นนัยยะถึงเรื่องการข่มขืนยูโรปา โดยยูโรปาเป็นสตรีเปลือยและเทพจูปิเตอร์ในร่างของวัว ข้อถกเถียงอีกข้อหนึ่งคือหัวเรื่องที่เขียนที่อาจจะเป็นอุปมานิทัศน์ของเดือนเมษายน ถ้าเป็นอย่างหลังวัวก็จะเป็นสัญลักษณ์ของราศีพฤษภ ขณะที่สตรีถือช่อดอกไม้เป็นเทพีฟลอราผู้เป็นเทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิ ผู้ที่มากับเทพีฟลอราน่าจะเป็นเทพีเซเรสและเทพไซเรนัส (Silenus) ผู้เป็นครูและที่ปรึกษาของเทพบาคคัส[51]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 d'Hulst, pp. 23
  2. d'Hulst, pp. 24–25.
  3. d'Hulst, p. 26–27.
  4. 4.00 4.01 4.02 4.03 4.04 4.05 4.06 4.07 4.08 4.09 4.10 4.11 4.12 4.13 d'Hulst (2001)
  5. 5.0 5.1 d'Hulst p. 23
  6. d'Hulst (1993), 23
  7. Nelson, 4.
  8. d'Hulst (1993), p.25-26
  9. Nelson
  10. Rooses, p245
  11. d'Hulst (1993)
  12. 12.0 12.1 Belkin,334
  13. d'Hulst (1993), p. 24
  14. Belkin, p. 334
  15. 15.0 15.1 Vieghe, 262.
  16. Aesop
  17. Rooses (1908), p19
  18. 18.0 18.1 d'Hulst (1993), 16
  19. Rooses (1908), p23
  20. 20.0 20.1 20.2 20.3 d'Hulst (1993), 118
  21. d'Hulst (1993), p.114
  22. 22.0 22.1 22.2 22.3 d'Hulst (1993), p. 134
  23. d’Hulst (1993), p.154.
  24. 24.0 24.1 d'Hulst (1993), p. 196.
  25. d'Hulst (1993), p. 198
  26. 26.0 26.1 26.2 26.3 d'Hulst (1993), p. 182
  27. 27.0 27.1 d'Hulst (1993), p. 184
  28. d'Hulst (1993), p. 184,186
  29. 29.0 29.1 d'Hulst (1993), p. 186
  30. Bielefeld, 178.
  31. Bielefeld, 177.
  32. d'Hulst, 83.
  33. 33.0 33.1 d’Hulst, 26.
  34. d’Hulst, 10, 26.
  35. d’Hulst, 10.
  36. d’Hulst, 26
  37. Belkins, 260.
  38. d'Hulst (1993), p. 6
  39. 39.0 39.1 Rosenberg, p. 232-233
  40. 40.0 40.1 Westermann, p. 39
  41. Rosenberg, p. 233
  42. Westermann, p.
  43. Nelson,6
  44. Nelson, 6
  45. Hulst, 24-25
  46. Nelson, 7
  47. Nelson,12
  48. Nelson,15
  49. Nelson, 16
  50. Nelson, 90
  51. Held, 443.

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ระเบียงภาพ[แก้]