อันโตนี ฟัน ไดก์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
“ภาพเหมือนกับดอกทานตะวัน” แสดงให้เห็นเหรียญที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 พระราชทานเมื่อ ค.ศ. 1633 ดอกทานตะวันอาจจะเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดิน หรือการอุปถัมภ์หลวง[1]
ภาพเหมือนของครอบครัวโลเมลลิ (Lomelli family) ค.ศ. 1623
ภาพเหมือนของลอร์ดจอห์น สจ็วตและน้องชายลอร์ดเบอร์นาร์ด สจ็วต--ลักษณะที่ผู้เป็นแบบมีเป็นความกันเองมากขึ้นที่แวน ไดค์มาวิวัฒนาการในอังกฤษ, ประมาณ ค.ศ. 1638
พระเจ้าชาร์ลที่ 1 (ราว ค.ศ. 1635)

แอนโทนี แวน ไดค์ (ภาษาอังกฤษ: Sir Anthony van Dyck หรือ Sir Anthony van Dijck; ภาษาดัทช์: Antoon van Dyck) [2] (22 มีนาคม ค.ศ. 1599 - 9 ธันวาคม ค.ศ. 1641) เป็นจิตรกรยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาชาวเฟลมมิชซึ่งมาเป็นจิตรกรคนสำคัญประจำราชสำนักพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1ที่อังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ผู้มีความเชี่ยวชาญในการเขียนภาพสีน้ำมัน โดยเฉพาะภาพเหมือน ภาพเขียนที่มีชื่อเสียงของแวน ไดค์เป็นภาพเหมือนของพระเจ้าชาร์ลที่ 1 และครอบครัวซึ่งวางท่าลักษณะสบายแต่สง่าแบบที่กลายมาเป็นแบบที่ใช้ในการเขียนภาพเหมือนต่อมาในอังกฤษเป็นเวลาราว 150 ปี

นอกจากภาพเหมือนแล้ว แวน ไดค์ยังเขียนภาพจากพระคัมภีร์และตำนานเทพ และเป็นจิตรกรคนสำคัญผู้ริเริ่มใช้สีน้ำ และ การแกะภาพโลหะ (etching)

ชีวิตเบื้องต้น[แก้]

แอนโทนี แวน ไดค์เกิดในครอบครัวที่มั่งคั่งที่อันท์เวิร์พในประเทศเบลเยียมปัจจุบัน และเป็นผู้มีความสามารถทางการเขียนมาตั้งแต่ต้น ภายในปี ค.ศ. 1609 ก็ได้เข้าศึกษาการเขียนภาพกับเฮนดริค ฟาน บาเล็น (Hendrick van Balen) และเป็นช่างเขียนอิสระเมื่อปี ค.ศ. 1615 ตั้งเวิร์คช็อพร่วมกับยาน บรูเกล ผู้ลูก (Jan Brueghel the Younger) เพื่อนรุ่นน้อง[3] เมื่อมีอายุได้ 15 ปี แอนโทนี แวน ไดค์ก็เป็นจิตรกรผู้มีชื่อเสียงแล้วจากที่เห็นได้จาก “ภาพเหมือนตนเอง” ที่เขียนเมื่อปี ค.ศ. 1613-1614. แอนโทนีได้รับเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมเซนต์ลูคแห่งอันท์เวิร์พ ในฐานะช่างเขียนอิสระเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1618.[4] ภายในสองสามปึก็ได้เป็นผู้ช่วยเอกของปีเตอร์ พอล รูเบนส์จิตรกรผู้มีชื่อเสียงของอันท์เวิร์พและทางตอนเหนือของยุโรปทั้งหมด ผู้ใช้วิธืจ้างเวิร์คช็อพย่อยๆ ให้ทำงานให้เวิร์คช็อพใหญ่ของรูเบนส์เอง รูเบนส์มีอิทธพลต่อแวน ไดค์เป็นอันมาก และกล่าวถึงลูกศิษย์อายุ 19 ปีว่าเป็น “ลูกศิษย์คนเก่งที่สุดในบรรดาลูกศิษย์คนอื่นๆ”[5] ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์จะเป็นอย่างไรไม่เป็นที่ทราบแน่นอน แต่สันนิษฐานกันว่าแวน ไดค์เป็นลูกศิษย์ของรูเบนส์ตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 1613 เพราะงานในสมัยนั้นมีลักษณะอิทธิพลของรูเบนส์ แต่ก็ไม่มีหลักฐานอะไรแน่นอนไปกว่านี้[6] และอาจจะเป็นได้ว่าถึงแม้ว่าแวน ไดค์จะกลับมาอันท์เวิร์พบ้างในบางครั้งแต่แวน ไดค์ก็ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในต่างประเทศเพราะเมืองอันท์เวิร์พเริ่มหมดความสำคัญลง[6] ในปี ค.ศ. 1620 รูเบนส์ได้รับงานชิ้นสำคัญในการเขียนภาพบนเพดานวัดเยซูอิดที่อันท์เวิร์พ (ปัจจุบันถูกทำลายไปแล้ว) แวน ไดค์เป็นผู้หนึ่งที่ระบุไว้ว่าเป็นผู้วาดภาพจากการออกแบบของรูเบนส์[7]

อิตาลี[แก้]

ในปี ค.ศ. 1620 โดยการแนะนำของพี่ชายของดยุ๊คแห่งบัคกิงแฮม แอนโทนี แวน ไดค์เดินทางไปอังกฤษเป็นครั้งแรกเพื่อไปทำงานในราชสำนักของสมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษเป็นเงินจำนวน £100[6] ในลอนดอนแวน ไดค์ได้เห็นงานของทิเชียนที่สะสมโดยทอมัส เฮาเวิร์ด เอิร์ลแห่งอารัลเดลที่ 21เป็นครั้งแรกซึ่งเป็นงานการใช้สีและการวางองค์ประกอบที่แวน ไดค์นำมาปรับปรุงเข้ากับทฤษฏีที่เรียนมากับรูเบนส์มาเป็นการวางรูปและการใช้สีแบบใหม่ของแวน ไดค์เอง[8]

สี่เดือนหลังจากนั้นแวน ไดค์ก็กลับไปฟลานเดอร์ส และในปี ค.ศ. 1621 ก็ได้เดินทางต่อไปอิตาลี ไปเรียนเพิ่มความรู้ในการเขียนภาพและสร้างชื่อเสียงอยู่ที่นั่น 6 ปี เมื่ออยู่ที่นั่นแวน ไดค์ก็มีชื่อเสียงว่าไม่เหมือนใคร เริ่มวางมาตรอย่างมิใช่คนอื่นซึ่งทำให้เป็นที่รำคาญของจิตรกรกลุ่มที่ใช้ชีวิตแบบโบฮีเมียที่โรม จนเบลลอรีกล่าวว่าแวน ไดค์วางท่าเหมือนเซอูซิส เหมือนกับว่าแวน ไดค์จะเป็นเจ้านายมากกว่ามนุษย์เดินดิน แวน ไดค์จะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่หรูหราเพราะความที่เคยอยู่ในแวดวงของรูเบนส์และคนชั้นสูงๆ อื่นๆ และตัวของแวน ไดค์เองก็เป็นคนหัวสูงอยู่แล้วจึงต้องทำตัวให้เป็นที่เด่น โดยการแต่งตัวด้วยผ้าไหม ใส่หมวกปักขนนกกลัดด้วยเข็มกลัดอัญมณี ใส่สร้อยทองบนใหล่และมีคนใช้ติดตาม[9]

แวน ไดค์ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เจนัวแต่ก็ท่องเที่ยวไปตามเมืองต่างๆ และไปอยู่ที่ปาร์เลอโมในซิซิลีอยู่พักหนึ่ง ระหว่างที่อยู่เจนัวก็เขียนรูปให้กับเจ้านายที่นั่นโดยการเขียนภาพเหมือนแบบเต็มตัวที่ได้อิทธิพลมาจากการเขียนแบบเวโรนา, ทิเชียน และรูเบนส์ ซึ่งผู้เป็นแบบจะดูสูงแต่สง่าและมองลงมาหาผู้ดูอย่างทรนง ในปี ค.ศ. 1627 แวน ไดค์เดินทางกลับไปอันท์เวิร์พและไปอยู่ที่นั่นอีกห้าปีเขียนภาพให้กับชาวเฟลมมิชตามลักษณะที่เขียนที่เจนัวคือทำให้ผู้เป็นแบบมีลักษณะที่สง่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ งานเขียนรูปเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล 24 ภาพที่บรัสเซลส์ถูกทำลายไปหมดเมื่อปี ค.ศ. 1695[10] แวน ไดค์มีเสน่ห์กับลูกค้าและเหมือนกับรูเบนส์ที่เข้ากับเจ้านายได้อย่างสนิทสนมจึงสามารถได้รับสัญญาว่าจ้างจากลูกค้า เมื่อปี ค.ศ. 1630 แวน ไดค์ก็ได้เป็นช่างเขียนประจำสำนักของอาร์คดัชเชสอิสซาเบลลาผู้ว่าการฟลานเดอร์สของแฮ็บสเบิร์ก ในระยะเดียวกันนี้แวน ไดค์ก็วาดจิตรกรรมทางศาสนาหลายชิ้นโดยเฉพาะฉากแท่นบูชาและเริ่มงานภาพพิมพ์ด้วย

อังกฤษ[แก้]

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งของอังกฤษที่นิยมการสะสมศิลปะเพราะทรงถือว่าเป็นเครื่องส่งเสริมความหรูหราโอ่อ่าของพระบารมีขึ้น ในปี ค.ศ. 1628 ทรงซึ้องานสะสมศิลปะของกอนซากาดยุ๊คแห่งมานตัวที่จำต้องขาย นอกจากนั้นก็ยังทรงพยายามชักชวนจิตรกรชาวต่างประเทศผู้มีชื่อเสียงเข้ามาทำงานกับราชสำนักตั้งแต่เริ่มขึ้นครองราชย์ เมื่อปี ค.ศ. 1625 ในปี ค.ศ. 1626 ทรงสามารถเชิญโอราซิโอ เจ็นทิเล (Orazio Gentileschi) จากอิตาลีให้มาตั้งหลักแหล่งในอังกฤษได้ ต่อมาอาร์เทมิเซีย เจ็นทิเลสชิลูกสาวและลูกชายของก็ตามมาด้วย ศิลปินผู้ทรงอยากชวนให้มาจะให้มาที่สุดคือRubens ผู้ซึ่งต่อมาก็มาอังกฤษในฐานะทางการทูตซึ่งก็มาเขียนรูปด้วย ในปี ค.ศ. 1630 และต่อมาอีกครั้งโดยเอาภาพเขียนจากอันท์เวิร์พมาด้วย ระหว่างที่มาอยู่ที่ลอนดอน 9 เดีอนก็ได้รับการรับรองเป็นอย่างดีและได้รับแต่งตั้งให้เป็นขุนนาง แดเนียล ไมเตนสชาวเฟลมมิชเป็นช่างเขียนภาพเหมือนของพระเจ้าชาร์ลที่ 1 ที่ไม่มีอะไรพิเศษนักและการที่พระเจ้าชาร์ลที่ 1 มีพระวรกายที่สูงเพียงไม่ถึงห้าฟุตก็มิได้ช่วยทำให้การเขียนภาพเหมือนของพระองค์ที่ทำให้ดูสง่าผึ่งผายง่ายขึ้นเท่าใดนัก

ขณะที่ไม่ได้อยู่อังกฤษแวน ไดค์ก็ยังมีการติดต่อกับทางราชสำนักอังกฤษอยู่ และยังเป็นผู้ช่วยตัวแทนของราชสำนักอังกฤษในการเสาะหาภาพเขียนในยุโรปสำหรับการสะสมของพระเจ้าชาร์ล นอกจากนั้นก็ยังหาภาพของช่างเขียนคนอื่นแล้ว แวน ไดค์ก็ยังส่งงานของตนเองไปด้วยรวมทั้งภาพเหมือนของตนเองและเอ็นดีเมียน พอร์เตอร์ (Endymion Porter)--ตัวแทนของพระเจ้าชาร์ลคนหนึ่ง--ที่เขียนเมื่อปี ค.ศ. 1623; ภาพตำนานเทพ “รินาลโดและอาร์มิลดา” (Rinaldo and Armida)-ค.ศ. 1629 ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะบัลติมอร์; และงานศิลปะศาสนาสำหรับพระชายาของพระเจ้าชาร์ล แวน ไดค์เขียนภาพของอลิสซาเบ็ธแห่งโบฮีเมียผู้เป็นพระขนิษฐาของพระเจ้าชาร์ลที่กรุงเฮกเมื่อปี ค.ศ. 1632 ในเดือนเมษายนของปีเดียวกันแวน ไดค์ก็กลับไปอังกฤษและได้เข้ารับราชการในราชสำนักทันที ในเดือนกรกฎาคมก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นขุนนางและได้รับค่าบำรุงปีละ £200 ต่อปี ตามคำบรรยายหน้าที่ว่า “ช่างเขียนเอกประจำพระองค์” นอกจากเงินประจำปีแล้วตามทฤษฏีจะได้ค่าจ้างเขียนภาพแต่ละภาพเป็นจำนวนมากต่างหาก แต่อันที่จริงแล้วพระเจ้าชาร์ลมิได้จ่ายค่าบำรุงเป็นเวลาถึงห้าปีและลดราคาค่าเขียนภาพหลายภาพ นอกจากนั้นก็ยังมีบ้านให้ที่ริมแม่น้ำที่แบล็คฟรายเออร์ส ซึ่งขณะนั้นอยู่นอกตัวเมืองลอนดอน ฉะนั้นจึงไม่ต้องขึ้นกับสมาคมช่างเขียนของลอนดอน (Worshipful Company of Painter-Stainers) สำหรับบ้านพักนอกเมืองก็เป็นห้องชุดที่วังเอลแธมซึ่งเป็นวังที่ราชวงค์มิได้ใช้แล้ว ห้องเขียนภาพที่แบล็คฟรายเออร์สซึ่งเป็นที่ที่พระเจ้าชาร์ลและพระราชินีเฮ็นเรียตตา มาเรียพระชายาชอบเสด็จมาเยี่ยมบ่อยๆ จนในที่สุดก็ต้องสร้างทางเดินเพื่อเข้าออกได้สะดวก หลังจากแวน ไดค์เข้ามาเป็นช่างเขียนประจำพระองค์ พระเจ้าชาร์ลก็เกือบมิได้นั่งให้ช่างเขียนอื่นเขียนภาพของพระองค์อีก[6] [11]

อ้างอิง[แก้]

  1. So Ellis Waterhouse (as refs below). But Levey (refs below) suggests that either van Dyck is the sun to which the sun-flower (of popular acclaim?) turns its face, or that it is the face of the King, on the medal he holds, as presented by van Dyck to the world
  2. เดิม “van Dijck”, ด้วย “IJ” digraph ในภาษาดัทซ์. ชื่อ “Anthony” แปลงมาเป็นภาษาอังกฤษจากภาษาเฟล็มมิช Anthonis หรือ Antoon บางครั้งก็จะใช้ Anthonie, Antonio หรือ Anthonio หรือ Antoine ในภาษาฝรั่งเศส และ Anthonio หรือ Antonio ในภาษาอิตาลี ในภาษาอังกฤษใช้ “V” จนกระทั่งมาในระยะหลังจึงเปลี่ยนเป็น “v”
  3. Brown, Christopher: Van Dyck 1599-1641, page 15. Royal Academy Publications, 1999. ISBN 0-900946-66-0
  4. Gregory Martin, The Flemish School, 1600-1900, National Gallery Catalogues, p.26, 1970, National Gallery, London, ISBN 0-901791-02-4
  5. Brown, page 17.
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 Ellis Waterhouse, "Painting in Britain, 1530-1790", 4th Edn, 1978,pp 70-77, Penguin Books (now Yale History of Art series)
  7. Martin, op and page cit.
  8. Brown, page 19.
  9. Michael Levey, Painting at Court, Weidenfeld and Nicholson, London, 1971, pp 124-5
  10. DNB accessed may 14 2007
  11. DNB ret May 3, 2007 (causeway, and Eltham)

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ แอนโทนี แวน ไดค์

สมุดภาพ[แก้]