จังหวัดไซตะมะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จังหวัดไซตะมะ
()
ตราประจำจังหวัดไซตะมะ
ตราประจำจังหวัด
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อในอักษรไทย ไซตะมะ
ชื่อในอักษรญี่ปุ่น
เมืองเอก ไซตะมะ
ภูมิภาค คันโต
เกาะ ฮนชู
กุง 9
ชิโจซง 72
ผู้ว่าราชการ คิโยชิ อุเอดะ
ISO 3166-2 JP-11
สัญลักษณ์ประจำจังหวัด
ดอกไม้ พริมโรส (Primula sieboldii)
ต้นไม้ เคยากิ (Zelkova serrata)
นก Eurasian collared dove (Streptopelia decaocto)
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 3,797.00 ตร.กม. (อันดับ 39)
ร้อยละพื้นน้ำ 0.5
ประชากร 6,938,006 คน (1 ตุลาคม พ.ศ. 2543) (อันดับ 5)
ความหนาแน่น 1,827 คน/ตร.กม.
เว็บไซต์ จังหวัดไซตะมะ
แผนที่
 
แผนที่ประเทศญี่ปุ่นเน้นจังหวัดไซตะมะ
เมืองไซตะมะ

จังหวัดไซตะมะ (ญี่ปุ่น: 埼玉県 Saitama-ken ?) ตั้งอยู่บริเวณภาคคันโตของญี่ปุ่นมีเมืองหลวงชื่อเดียวกันคือ ไซตะมะ เป็นที่ตั้งของสนามกีฬาไซตะมะ 2002เป็นสนามกีฬาฟุตบอลที่ใช้แข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2002 ศูนย์กีฬาในร่มไฮเทคไซตะมะซูเปอร์อารีนา จังหวัดไซตะมะเป็นจังหวัดที่มีความเจริญมากเพราะอยู่ติดกับกรุงโตเกียว ซึ่งเขตชิชิบุ(秩父) (ชิชิบุ) ในจังหวัดนี้มีเทือกเขา ทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม จึงเป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมา ส่วนสถานที่น่าสนใจอีกที่หนึ่งก็คือ หมู่บ้านบอนไซ โอมิยะ

ประวัติศาสตร์[แก้]

ในสมัยโบราณ เริ่มมีผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไซตะมะตั้งแต่ประมาณเมื่อ 30,000 ปีก่อน โดยจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เมืองโทะโกะโระซะวะ(所沢) หรือเมืองคะวะโมโตะ ทำให้ทราบว่าผู้คนในสมัยโบราณนั้นหาอาหารจากการล่าสัตว์และจับปลา หลังจากนั้นก็พบเครื่องใช้ในการหุงหาและเก็บรักษาอาหารในสมัยโจมงที่มีอายุเก่าแก่ 10,000 ปีก่อนหน้านี้ในภายหลัง ทำให้ทราบถึงพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนในสมัยโบราณอย่างแน่ชัด

เมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน ก็ได้มีการนำการปลูกข้าวขึ้นมาเผยแพร่จากฝั่งตะวันตกของประเทศ พร้อมทั้งยังมีการนำวัฒนธรรมการใช้วัสดุทองเหลืองต่าง ๆ ขึ้นมาเผยแพร่พร้อมกันอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการสร้างเครื่องใช้ไม้สอยในสมัยยะโยะอิขึ้นในช่วงนี้ด้วย

และเมื่อประมาณ 1,600 ปีก่อน ก็ได้เริ่มมีการสร้างหลุมศพแบบสมัยโบราณขึ้นมา ซึ่งมีหลุมศพขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นมา 9 แห่ง และ 1 ในนั้นก็มีความสำคัญต่อการศึกษาวัฒนธรรมในสมัยนั้นอย่างมาก หลุมศพสมัยโบราณที่ถูกสร้างขึ้นในเมืองไซตะมะ

เมื่อถึงสมัยนะระ ได้มีการร่างกฎหมายและมีการทำสำมะโนประชากรขึ้น มีการมอบพื้นที่ในการทำกสิกรรมให้กับพลเรือนและมีการเก็บภาษีจากพลเมืองอีกด้วย ในสมัยเฮอันที่พวกราชวงศ์และขุนนางอาศัยกันอยู่อย่างหรูหราในเมืองหลวง พื้นที่ห่างไกลอย่างไซตะมะก็มีพวกนักรบขึ้นมาครองอำนาจครอบครองและมีบทบาทอย่างมาก สมัยคะมะกุระนั้น ก็มีนักรบหลายคนขึ้นครองอำนาจในเขตต่าง ๆ ของเมืองไซตะมะด้วย

เมื่อถึงสมัยเอะโดะ มีการพัฒนาเมืองเอะโดะขนานใหญ่ ทำให้จังหวัดไซตะมะได้รับการพัฒนาขึ้น มีถนนใหญ่หลายสายตัดผ่านมาและมีการวางท่อชลประทานขนาดใหญ่มากมายด้วย โดยในสมัยนั้นได้พัฒนาพื้นที่เขตคันโตโดยยึดไซตะมะเป็นแกนกลางสำคัญในการพัฒนา

จนเมื่อรัฐบาลโตกุกาวะล่มสลายลง การปกครองภายในจังหวัดก็เกิดการเปลี่ยนแปลง จนมีการจัดตั้ง "จังหวัดไซตะมะ" ขึ้นเมื่อปีเมจิที่ 4 แต่ก็มีเมืองที่ขึ้นอยู่กับจังหวัดไม่มาก จนในช่วงหลังสงครามโลกก็ได้รวบรวมเมืองต่าง ๆ ขึ้นมาจนเป็นจังหวัดในปัจจุบันได้


การปกครอง[แก้]

เมืองขนาดใหญ่[แก้]

จังหวัดไซตะมะแบ่งการปกครองออกเป็น 40 เมือง

เมืองขนาดเล็กและหมู่บ้าน[แก้]

ฮิงะชิชิชิบุ
มินะโนะ
นะงะโตะโระ
โอะงะโนะ
โยะโกะเซะ
ฮะโตะยะมะ
คะวะจิมะ
นะเมะงะวะ
โอะงะวะ
รังซัง
โทะกิงะวะ
โยะชิมิ
มิโยะชิ
โมะโระยะมะ
โอโงะเซะ
อินะ
มะสึบุชิ
ซุงิโตะ
คะมิกะวะ
คะมิซะโตะ
มิซะโตะ
มิยะชิโระ
โยะรี


แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]