จังหวัดบันเตน
| จังหวัดบันเตน | |||
|
|||
| คำขวัญ: Iman Taqwa (Faith and Piety) |
|||
| Location of Banten in Indonesia | |||
| พิกัดภูมิศาสตร์: 6°30′S 106°15′E / 6.500°S 106.250°E | |||
|---|---|---|---|
| Country | Indonesia | ||
| Capital | เซรัง | ||
| การปกครอง | |||
| - Governor | ระตูอาตุต โชซิยะห์ | ||
| เนื้อที่ | |||
| - ทั้งหมด | 9,163 กม.² (3,537.9 ไมล์²) | ||
| ประชากร (2010) | |||
| - รวม | 10,644,030 | ||
| - ความหนาแน่นประชากร | 1,161.6 คน/กม.² (3,008.6 คน/ตร.ไมล์) |
||
| เว็บไซต์: Official Site, Research and Development Agency | |||
จังหวัดบันเตน (Banten) เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ที่อ่าวบันเตนทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะชวา มีพื้นที่ 9,160.7 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 9,083,114 คน (พ.ศ. 2548) จังหวัดบันเตนก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2543 โดยแยกออกจากจังหวัดชวาตะวันตก มีเมืองหลวงคือเซรัง (Serang)
เนื้อหา |
ประวัติศาสตร์ [แก้]
บันเตน หรือบันตัมเป็นเมืองเก่าแก่ของอินโดนีเซีย เคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรบันเตนที่มีอำนาจในระหว่าง พ.ศ. 2067 – 2294 อาณาจักรบันเตนเป็นหนึ่งในบรรดารัฐมุสลิมที่ก่อตั้งขึ้นตามแนวชายฝั่งของเกาะชวา มีความรุ่งเรืองและเป็นเอกราชระหว่างพุทธศตวรรษที่ 21 – 23 โดยรุ่งเรืองที่สุดในสมัยของสุลต่านอากุง อับดุลฟาตะห์ผู้ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2194 - 2225 สุลต่านแห่งบันเตนนั้นได้ขยายอำนาจไปสู่ชวาตะวันตก จาการ์ตา และชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของกาลิมันตัน เมื่อขยายอำนาจไปถึงที่ใดก็บังคับให้ดินแดนนั้นยอมรับศาสนาอิสลาม ในสมัยเดียวกันนั้น มีอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในเกาะชวาอีกแห่งหนึ่งคืออาณาจักรมะตะรัมซึ่งต่างฝ่ายต่างคานอำนาจกันอยู่ได้
เมื่อชาวตะวันตกเข้ามาในบันเตน ในช่วงแรกสุลต่านแห่งบันเตนสามารถรักษาผลประโยชน์ของบันเตนไว้ได้ จนกระทั่งเนเธอร์แลนด์เข้ามาและพยายามบีบบังคับการค้าของชนพื้นเมืองอย่างหนัก จนเกิดการกระทบกระทั่งกับบันเตนใน พ.ศ. 2161 และเข้ายึดเมืองจาการ์ตาหรือเมืองปัตตาเวียไว้ได้ และใช้เป็นสถานีการค้า ความขัดแย้งระหว่างบันเตนกับเนเธอร์แลนด์จึงรุนแรงยิ่งขึ้น เนเธอร์แลนด์ยังบังคับให้พ่อค้าชาวอังกฤษและฝรั่งเศสออกไปจากปัตตาเวียด้วย
ต่อมาเกิดกรณีพิพาทแย่งชิงราชสมบัติในบันเตนระหว่างสุลต่านอากุง อับดุลฟาตะห์กับโอรสองค์ใหญ่คือเจ้าชายหะยีอับดุลกาฮาร์ เนเธอร์แลนด์เข้ามาแทรกแซงและสนับสนุนให้เจ้าชายหะยีอับดุลกาฮาร์ได้ขึ้นครองราชย์และต้องลงนามเป็นไมตรีกับเนเธอร์แลนด์ ทำให้ชาวบันเตนไม่พอใจและสนับสนุนสุลต่านพระองค์เดิมให้กลับมาครองราชย์อีก จึงเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นใน พ.ศ. 2196 อับดุลกาฮาร์ เป็นฝ่ายชนะและคุมขังพระบิดาไว้ในคุกจนสิ้นพระชนม์
อับดุลกาฮาร์ได้ตอบแทนเนเธอร์แลนด์ที่สนับสนุนพระองค์โดยยกเลิกสิทธิของบันเตนเหนือรัฐเชรีบอนในชวาตะวันออก และยอมรับอำนาจของเนเธอร์แลนด์ ต่อมาใน พ.ศ. 2291 เกิดสงครามชิงราชสมบัติอีกครั้งระหว่างฝ่ายที่เนเธอร์แลนด์หนุนหลังกับฝ่ายที่ต่อต้านเนเธอร์แลนด์ เหตุการณ์วุ่นวายสงบลงใน พ.ศ. 2296 โดยปะแงรัน กุสตีที่เนเธอร์แลนด์เช่นกันได้ขึ้นครองราชย์ และได้ลงนามในสนธิสัญญายอมเป็นประเทศราชของเนเธอร์แลนด์ เมื่อเนเธอร์แลนด์ประสบปัญหา บริษัทดัตช์อีสต์อินดีสต์ล้มละลายใน พ.ศ. 2322 และต้องขูดรีดภาษีจากชนพื้นเมืองมากขึ้น ชาวบันเตนจึงลุกฮือขึ้นต่อต้านเนเธอร์แลนด์ นอกจากนั้น อังกฤษยังได้ยกพลขึ้นบกที่เซอมารังและปิดล้อมปัตตาเวียไว้ ในที่สุด เนเธอร์แลนด์จึงเสียบันเตนให้อังกฤษเมื่อ 17 กันยายน พ.ศ. 2354
ในสมัยของอังกฤษ เกิดสงครามชิงราชสมบัติในบันเตนอีกครั้ง ระหว่าง พ.ศ. 2354 – 2358 อังกฤษจึงแก้ปัญหาโดยการลดสิทธิและอำนาจสูงสุดของสุลต่านลง อังกฤษคืนบันเตนให้เนเธอร์แลนด์ใน พ.ศ. 2359 หลังจากนั้น เนเธอร์แลนด์ได้นำระบบเพาะปลูกมาใช้ ทำให้ชาวบันเตนต้องทำงานหนัก จึงเกิดกบฏบันเตนใน พ.ศ. 2431 ต่อมา บันเตนได้กลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียที่ก่อกบฏใน พ.ศ. 2469 และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวบันเตนได้เข้าร่วมในขบวนการกู้ชาติเพื่อขับไล่เนเธอร์แลนด์ออกไปจากอินโดนีเซีย
เขตการปกครอง [แก้]
บันเตนแบ่งเขตการปกครองเป็น 4 เขต หรือ กาบูปาเตน (kabupaten) ได้แก่
- เลบัก (Lebak) หรือ รังกัสบิตุง (Rangkasbitung)
- ปันเดอกลัง (Pandeglang)
- เซรัง (เขต) หรือ บาโรส (Baros)
- ตันเกอรัง (เขต) หรือ ตีการักษา (Tigaraksa)
และ 4 เมือง หรือ โกตา (kota) ได้แก่
- เซรัง (Serang)
- จิเลกอน (Cilegon)
- ตันเกอรัง (Tangerang)
- ตันเกอรังใต้ (South Tangerang)
ภาษา [แก้]
ภาษาที่ใช้กันมากที่สุดคือ ภาษาซุนดา[1][2] ชนพื้นเมืองที่อาศัยในจังหวัดบันเตนจะพูดภาษาถิ่นซุนดา ซึ่งเปลี่ยนแปลงมากจากภาษาซุนดาโบราณ ภาษาถิ่นนี้จัดเป็นภาษาไม่เป็นทางการ หรือชั้นหยาบในภาษาซุนดาสมัยใหม่ ซึ่งมีหลายชั้นเช่นเดียวกับภาษาชวา[3]
อย่างไรก็ตาม ในเมืองเซรัง และจิเลกอน กลุ่มชาติพันธุ์ชวาได้ใช้ภาษาชวาถิ่นบันเตนด้วย[2] และในทางตอนเหนือของตันเกอรัง ยังมีการใช้ภาษาอินโดนีเซียถิ่นเบตาวี ในหมู่ผู้อพยพชาวเบตาวี และใช้ภาษาอินโดนีเซียพูดกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในหมู่กลุ่มชาติพันธุ์ผู้อพยพอื่นๆ จากส่วนอื่นๆ ของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากใจกลางเมือง
อ้างอิง [แก้]
- ↑ Language maps of Indonesia (Java and Bali)
- ↑ 2.0 2.1 ECAI - Pacific Language Mapping
- ↑ Purwo, Bambang K. (1993). "Factors influencing comparison of Sundanese, Javanese, Madurese, and Balinese".
- สุพรรณี กาญจนัษฐิติ. บันเตน ใน สารานุกรมประวัติศาสตร์สากลสมัยใหม่: เอเชีย เล่ม 1 อักษร A-B ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กทม.ราชบัณฑิตยสถาน. 2539. หน้า 380 - 383
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
- Official website (อินโดนีเซีย)
|
|||||||||||||||||||||||