จังหวัดบันเติน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก จังหวัดบันเตน)
จังหวัดบันเติน
Province
ธงของจังหวัดบันเติน
ธง
ตราอย่างเป็นทางการของ จังหวัดบันเติน
ตรา
คำขวัญ: Iman Taqwa
(Faith and Piety)
Location of Banten in Indonesia
Location of Banten in Indonesia
พิกัดภูมิศาสตร์: 6°30′S 106°15′E / 6.500°S 106.250°E / -6.500; 106.250พิกัดภูมิศาสตร์: 6°30′S 106°15′E / 6.500°S 106.250°E / -6.500; 106.250
Country Indonesia
Capital เซอรัง
การปกครอง
 • Governor ระตูอาตุต โชซิยะห์
พื้นที่
 • ทั้งหมด 9,163 กม.2 (3,538 ตร.ไมล์)
ประชากร (2010)
 • ทั้งหมด 10,644,030 คน
 • ความหนาแน่น 1,200คน/กม.2 (3,000คน/ตร.ไมล์)
Demographics
 • Ethnic groups Bantenese (47%), Sundanese (23%), Javanese (12%), Betawi (10%), Chinese (1%) [1]
 • Religion Islam (96.6%), Protestant (1.2%), Catholic (1%), Buddhism (0.7%), Hindu (0.4%)[ต้องการอ้างอิง]
 • Languages Sundanese, Javanese, Indonesian
เขตเวลา WIB (UTC+7)
เว็บไซต์ Official Site, Research and Development Agency

บันเติน (อินโดนีเซีย: Banten) เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ที่อ่าวบันเตินทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะชวา มีพื้นที่ 9,160.7 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 9,083,114 คน (พ.ศ. 2548) จังหวัดบันเตินก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2543 โดยแยกออกจากจังหวัดชวาตะวันตก มีเมืองหลวงคือเซอรัง (Serang)

ประวัติศาสตร์[แก้]

เมืองบันเตินเมื่อ พ.ศ. 2267

บันเติน หรือบันตัมเป็นเมืองเก่าแก่ของอินโดนีเซีย เคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรบันเตินที่มีอำนาจในระหว่าง พ.ศ. 2067 – 2294 อาณาจักรบันเตินเป็นหนึ่งในบรรดารัฐมุสลิมที่ก่อตั้งขึ้นตามแนวชายฝั่งของเกาะชวา มีความรุ่งเรืองและเป็นเอกราชระหว่างพุทธศตวรรษที่ 21 – 23 โดยรุ่งเรืองที่สุดในสมัยของสุลต่านอากุง อับดุลฟาตะห์ผู้ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2194 - 2225 สุลต่านแห่งบันเตินนั้นได้ขยายอำนาจไปสู่ชวาตะวันตก จาการ์ตา และชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของกาลิมันตัน เมื่อขยายอำนาจไปถึงที่ใดก็บังคับให้ดินแดนนั้นยอมรับศาสนาอิสลาม ในสมัยเดียวกันนั้น มีอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในเกาะชวาอีกแห่งหนึ่งคืออาณาจักรมะตะรัมซึ่งต่างฝ่ายต่างคานอำนาจกันอยู่ได้

เมื่อชาวตะวันตกเข้ามาในบันเติน ในช่วงแรกสุลต่านแห่งบันเตินสามารถรักษาผลประโยชน์ของบันเตินไว้ได้ จนกระทั่งเนเธอร์แลนด์เข้ามาและพยายามบีบบังคับการค้าของชนพื้นเมืองอย่างหนัก จนเกิดการกระทบกระทั่งกับบันเตินใน พ.ศ. 2161 และเข้ายึดเมืองจาการ์ตาหรือเมืองปัตตาเวียไว้ได้ และใช้เป็นสถานีการค้า ความขัดแย้งระหว่างบันเตินกับเนเธอร์แลนด์จึงรุนแรงยิ่งขึ้น เนเธอร์แลนด์ยังบังคับให้พ่อค้าชาวอังกฤษและฝรั่งเศสออกไปจากปัตตาเวียด้วย

ต่อมาเกิดกรณีพิพาทแย่งชิงราชสมบัติในบันเตินระหว่างสุลต่านอากุง อับดุลฟาตะห์กับโอรสองค์ใหญ่คือเจ้าชายหะยีอับดุลกาฮาร์ เนเธอร์แลนด์เข้ามาแทรกแซงและสนับสนุนให้เจ้าชายหะยีอับดุลกาฮาร์ได้ขึ้นครองราชย์และต้องลงนามเป็นไมตรีกับเนเธอร์แลนด์ ทำให้ชาวบันเตินไม่พอใจและสนับสนุนสุลต่านพระองค์เดิมให้กลับมาครองราชย์อีก จึงเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นใน พ.ศ. 2196 อับดุลกาฮาร์ เป็นฝ่ายชนะและคุมขังพระบิดาไว้ในคุกจนสิ้นพระชนม์

อับดุลกาฮาร์ได้ตอบแทนเนเธอร์แลนด์ที่สนับสนุนพระองค์โดยยกเลิกสิทธิของบันเตินเหนือรัฐเชรีบอนในชวาตะวันออก และยอมรับอำนาจของเนเธอร์แลนด์ ต่อมาใน พ.ศ. 2291 เกิดสงครามชิงราชสมบัติอีกครั้งระหว่างฝ่ายที่เนเธอร์แลนด์หนุนหลังกับฝ่ายที่ต่อต้านเนเธอร์แลนด์ เหตุการณ์วุ่นวายสงบลงใน พ.ศ. 2296 โดยปะแงรัน กุสตีที่เนเธอร์แลนด์เช่นกันได้ขึ้นครองราชย์ และได้ลงนามในสนธิสัญญายอมเป็นประเทศราชของเนเธอร์แลนด์ เมื่อเนเธอร์แลนด์ประสบปัญหา บริษัทดัตช์อีสต์อินดีสต์ล้มละลายใน พ.ศ. 2322 และต้องขูดรีดภาษีจากชนพื้นเมืองมากขึ้น ชาวบันเตินจึงลุกฮือขึ้นต่อต้านเนเธอร์แลนด์ นอกจากนั้น อังกฤษยังได้ยกพลขึ้นบกที่เซอมารังและปิดล้อมปัตตาเวียไว้ ในที่สุด เนเธอร์แลนด์จึงเสียบันเตินให้อังกฤษเมื่อ 17 กันยายน พ.ศ. 2354

ในสมัยของอังกฤษ เกิดสงครามชิงราชสมบัติในบันเตินอีกครั้ง ระหว่าง พ.ศ. 2354 – 2358 อังกฤษจึงแก้ปัญหาโดยการลดสิทธิและอำนาจสูงสุดของสุลต่านลง อังกฤษคืนบันเตินให้เนเธอร์แลนด์ใน พ.ศ. 2359 หลังจากนั้น เนเธอร์แลนด์ได้นำระบบเพาะปลูกมาใช้ ทำให้ชาวบันเตินต้องทำงานหนัก จึงเกิดกบฏบันเตินใน พ.ศ. 2431 ต่อมา บันเตินได้กลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียที่ก่อกบฏใน พ.ศ. 2469 และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวบันเตินได้เข้าร่วมในขบวนการกู้ชาติเพื่อขับไล่เนเธอร์แลนด์ออกไปจากอินโดนีเซีย

เขตการปกครอง[แก้]

บันเตินแบ่งเขตการปกครองเป็น 4 เขต หรือ กาบูปาเติน (kabupaten) ได้แก่

  • เลอบะก์ (Lebak) หรือรังกัซบีตุง (Rangkasbitung)
  • ปันเดอกลัง (Pandeglang)
  • เซอรัง (เขต) หรือบาโรซ (Baros)
  • ตันเกอรัง (เขต) หรือตีการักซา (Tigaraksa)

และ 4 เมือง หรือโกตา (kota) ได้แก่

  • เซอรัง (Serang)
  • จีเลอกน (Cilegon)
  • ตาเงอรัง (Tangerang)
  • ตาเงอรังใต้ (South Tangerang)

ภาษา[แก้]

ภาษาที่ใช้กันมากที่สุดคือ ภาษาซุนดา[2][3] ชนพื้นเมืองที่อาศัยในจังหวัดบันเตินจะพูดภาษาถิ่นซุนดา ซึ่งเปลี่ยนแปลงมากจากภาษาซุนดาโบราณ ภาษาถิ่นนี้จัดเป็นภาษาไม่เป็นทางการ หรือชั้นหยาบในภาษาซุนดาสมัยใหม่ ซึ่งมีหลายชั้นเช่นเดียวกับภาษาชวา[4]

อย่างไรก็ตาม ในเมืองเซอรัง และจีเลอกน กลุ่มชาติพันธุ์ชวาได้ใช้ภาษาชวาถิ่นบันเตินด้วย[3] และในทางตอนเหนือของตาเงอรัง ยังมีการใช้ภาษาอินโดนีเซียถิ่นเบตาวี ในหมู่ผู้อพยพชาวเบตาวี และใช้ภาษาอินโดนีเซียพูดกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในหมู่กลุ่มชาติพันธุ์ผู้อพยพอื่น ๆ จากส่วนอื่น ๆ ของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากใจกลางเมือง

อ้างอิง[แก้]

  1. Indonesia's Population: Ethnicity and Religion in a Changing Political Landscape. Institute of Southeast Asian Studies. 2003. 
  2. Language maps of Indonesia (Java and Bali)
  3. 3.0 3.1 ECAI - Pacific Language Mapping
  4. Purwo, Bambang K. (1993). "Factors influencing comparison of Sundanese, Javanese, Madurese, and Balinese". 
  • สุพรรณี กาญจนัษฐิติ. บันเติน ใน สารานุกรมประวัติศาสตร์สากลสมัยใหม่: เอเชีย เล่ม 1 อักษร A-B ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กทม.ราชบัณฑิตยสถาน. 2539. หน้า 380 - 383

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]