จักรพรรดิหยวนฮุ่ยจง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ทอคอน ตีมูร์
จักรพรรดิแห่งราชวงศ์หยวน
ข่านแห่งจักรวรรดิมองโกล
จักรพรรดิแห่งราชวงศ์หยวน
ครองราชย์ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1333 – 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1370
ราชาภิเษก 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1333
ก่อนหน้า รินชินบาล ข่าน
ถัดไป Biligtü
อัครมเหสี ทานาชีรี
Consort จักรพรรดินีคี
พระนามเต็ม
ภาษามองโกเลีย: ᠲᠤᠭᠬᠣᠣᠨᠲᠥᠮᠥᠷ
ภาษาจีน: 妥懽帖睦尔
Ukhaghatu Khan Toghon Temür
Era dates
Zhishun (至順 Zhìshùn) 1333
Yuantong (元統 Yuántǒng) 1333–1335
Zhiyuan (至元 Zhìyuán) 1335–1340
Zhizheng (至正 Zhìzhèng) 1341–1370
Posthumous name
Short: ซุ่นตี้ (順帝) [1]
Full: Emperor Xuanren Pu Xiao (宣仁普孝皇帝)
Temple name
ฮุ่ยจง (惠宗)
ราชวงศ์ ราชวงศ์หยวน
ราชวงศ์ Borjigin
พระราชบิดา จักรพรรดิหยวนหมิงจง
พระราชมารดา นางไมไลตีแห่งเผ่าคาร์ลุก
ประสูติ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1320
สวรรคต 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1370 (50 พรรษา)
อิงชาง

สมเด็จพระจักรพรรดิหยวนฮุ่ยจง (ภาษาจีน: 惠宗 Huizong; ค.ศ. 1320 - ค.ศ. 1370) หรือ สมเด็จพระจักรพรรดิทอคอนเตมูร์ (ภาษามองโกล: Toghon Temür) จักรพรรดิจีนแห่งราชวงศ์มองโกล องค์ที่ 12 และองค์สุดท้ายของราชวงศ์หยวน ในค.ศ. 1370 จูหยวนจาง ผู้นำกบฏโพกผ้าแดง (Red Turban Rebellion) นำทัพเข้าบุกยึดนครต้าตูหรือปักกิ่งอันเป็นราชธานีของราชวงศ์หยวน เป็นเหตุให้พระจักรพรรดิทอคอนเตมูร์ต้องทรงหลบหนีออกจากเมือง เป็นการสิ้นสุดราชวงศ์หยวนที่ปกครองประเทศจีนมาเป็นเวลากว่า 90 ปี

วัยเยาว์[แก้]

ในค.ศ. 1316 เจ้าชายคูซาลา (Kuśala) เจ้าชายแห่งราชวงศ์หยวน หลบหนีภายทางการเมืองมายังจักรวรรดิข่านจักกาไท (Chagatai Khanate) อันเป็นอาณาจักรของชนชาติมองโกลในภูมิภาคเอเชียกลาง ซึ่งเจ้าชายคูซาลาได้พบกับนางไมไลตี (Mailaiti) บุตรสาวของหัวหน้าเผ่าคาร์ลุก (Karluks) และได้ให้กำเนิดพระโอรสพระนามว่า เจ้าชายทอคอนเตมูร์ (Toghon Temür) ในค.ศ. 1320 หลังจากให้กำเนิดเจ้าชายทอคอนเตมูร์เพียงไม่นานนางไมไลตีก็เสียชีวิต

เหตุการณ์ทางฝ่ายเมืองต้าตู ในค.ศ. 1328 เจ้าชายทูคเตมูร์ (Tugh Temür) ผู้เป็นพระอนุชาของเจ้าชายคูซาลา สามารถเข้ายึดบัลลังก์ราชวงศ์หยวนได้ด้วยการสนับสนุนของขุนพลเอลเตมูร์ (El Temür) และบายันแห่งเมอร์กิต (Bayan of the Merkit) เจ้าชายทูคเตมือร์ขึ้นครองราชสมบัติเป็นจักรพรรดิหยวนเหวินจง (ภาษาจีน: 文宗 Wenzong) และอัญเชิญพระเชษฐาเจ้าชายกูซาลาเสด็จนิวัตินครต้าตู เจ้าชายคูซาลาจึงเสด็จกลับต้าตูพร้อมกับเจ้าชายทอคอนเตมูร์พระโอรส แต่ได้นำกองทัพจากอาณาจักรจักกาไทมาด้วย เจ้าชายคูซาลานำทัพเข้ายึดนครต้าตูจากพระอนุชาในค.ศ. 1329 และขึ้นครองราชสมบัติแทนเป็นจักรพรรดิหยวนหมิงจง (ภาษาจีน: 明宗 Mingzong) จักรพรรดิหยวนหมิงจงอยู่ในราชสมบัติได้เพียงแปดเดือนก็ถูกเอลเตมือร์วางยาพิษปลงพระชนม์สวรรคต จักรพรรดิเหวินจงทูคเตมูร์พระอนุชาได้ราชบัลลังก์กลับคืนมาอีกครั้ง ส่งผลให้เจ้าชายทอคอนเตมูร์พระชนมายุเพียงเก้าพระชันษาต้องถูกเนรเทศไปยังอาณาจักรโครยอ (Goryeo) และต่อมาก็ถูกโยกย้ายไปยังมณฑลกวางสี

พระจักรพรรดิเหวินจงทูคเตมูร์สวรรคตในค.ศ. 1332 ก่อนจะสวรรคตจักรพรรดิเหวินจงทรงรู้สึกผิดต่อพระเชษฐาจักรพรรดิหมิงจงคูซาลา จึงมีพระราชโองการให้พระโอรสของจักรพรรดิหมิงจงสืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์ (แม้ว่าจักรพรรดิเหวินจงจะทรงมีพระโอรสอยู่แล้วคือ เจ้าชายเอลเตกูส (El Tegus) ) ซึ่งเป็นที่คัดค้านของเอลเตมือร์เนื่องจากตนเป็นผู้ปลงพระชนม์ชีพพระจักรพรรดิหมิงจง เกรงว่าถ้าพระโอรสของจักรพรรดิหมิงจงได้ขึ้นครองราชย์แล้วตนเองจะถูกลงโทษ อย่างไรก็ตามด้วยการสนับสนุนของไทเฮาพุดาชีรี (Budashiri) พระจักรพรรดินีในจักรพรรดิเหวินจง และเนื่องจากเจ้าชายทอคอนเตมูร์ทรงถูกเนรเทศอยู๋ในดินแดนห่างไกล ราชสำนักจึงยกเจ้าชายรินชินบาล (Rinchinbal) พระอนุชาต่างมารดาของเจ้าชายทอคอนเตมูร์พระชนมายุเพียงหกพระชันษาขึ้นครองราชสมบัติเป็น จักรพรรดิหยวนหนิงจง (ภาษาจีน: 寧宗 Ningzong) แต่ทว่าพระจักรพรรดิหนิงจงรินชินบาลอยู๋ในราชสมบัติได้เพียงสองเดือนก็ประชวรสวรรคต ไทเฮาพุดาชีรีจึงมีพระราชเสาวนีย์ให้เจ้าชายทอคอนเตมูร์ทรงกลับมาครองราชย์เป็น พระจักรพรรดิทอคอนเตมูร์ ในที่สุดในค.ศ. 1332

รัชสมัย[แก้]

พระจักรพรรดิทอคอนเตมูร์ขึ้นครองราชสมบัติด้วยพระชนมายุเพียงสิบสามพระชันษา จึงจำต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนคือไทเฮาพูดาชีรีและเอลเตมือร์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนเอลเตมือร์มีอำนาจมากมายล้นฟ้า จักรพรรดิทอคอนเตมูร์ทรงอภิเษกกับพระจักรพรรดินีทานาชีรี (Danashiri) ซึ่งเป็นธิดาของเอลเตมือร์ และเนื่องจากจักรพรรดิยังทรงไม่มีพระโอรส เอลเตมือร์จึงพลักดันให้พระจักรพรรดิทอคอนเตมูร์ทรงแต่งตั้งเจ้าชายเอลเตกูส พระโอรสของพระจักรพรรดิเหวินจงทูคเตมูร์ เป็นไท่จื่อหรือเจ้าชายรัชทายาท ในปีต่อมาค.ศ. 1333 เอลเตมูร์ถึงแก่อสัญกรรม อำนาจจึงถูกถ่ายทอดให้แก่ทังกีช (Tangkish) ผู้เป็นบุตรชาย ในค.ศ. 1335 ทังกีชก่อการกบฏหมายจะยึดราชบัลลังก์มาให้แก่เจ้าชายรัชทายาทเอลเตกูส แต่ขุนพลบายันแห่งเมอร์กิตได้ให้การสนับสนุนจักรพรรดิทอคอนเตมูร์และยกทัพเจ้าปราบกบฏของทังกีชได้สำเร็จ ทังกีชถูกประหารชีวิตและจักรพรรดินีทานาชีรีถูกปลดจากตำแหน่งและเนรเทศ ต่อมาภายหลังบายันแห่งเมอร์กิตได้ส่งคนไปลอบวางยาพิษปลงพระชนม์อดีตพระจักรพรรดินีทานาชีรีสิ้นพระชนม์

ผลงานการปราบกบฏของทังกีชในค.ศ. 1335 โดยขุนพลบายันแห่งเมอร์กิต ทำให้บายันขึ้นมามีอำนาจสูงสุดในราชสำนักหยวน ช่วงเวลาแห่งการปกครองของบายันนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการกดขี่สำหรับชาวจีน ด้วยเหตุที่บายันมีความเห็นว่าราชสำนักหยวนในขณะนั้นถูกอิทธิพลของวัฒนธรรมจีนเข้าครอบงำและกำลังจะสูญเสียวิถีชีวิตอย่างชาวมองโกลไป บายันแห่งเมอร์กิตจึงมีนโยบายลดบทบาทของวัฒนธรรมจีนลง โดยการยกเลิกการสอบจอหงวน (ซึ่งได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาในสมัยของจักรพรรดิหยวนเหรินจง) นโยบายแบ่งแยกชนชาติระหว่างชาวมองโกลและชาวจีน โดยการห้ามชาวจีนเรียนรู้ภาษามองโกล และห้ามชาวมองโกลเรียนรู้ภาษาจีน จนถึงขั้นมีการเสนอให้สังหารชาวจีนห้าแซ่ ได้แก่ แซ่จาง แซ่หวัง แซ่หลิว แซ่หลี่ และแซ่เจ้า ไปทั้งหมดเพื่อป้องกันการกบฏ แม้ว่านโยบายนี้จักรพรรดิทอคอนเตมูร์จะทรงไม่เห็นด้วยก็ตาม ค.ศ. 1339 บายันได้รับการแต่งตั้งเป็นอัครเสนาบดี มีอำนาจล้นฟ้าอีกเช่นกัน พระจักรพรรดิทอคอนเตมูร์เกรงว่าบายันจะเป็นภัยต่อพระองค์เอง จึงทรงสมคบคิดกับทอคตอ (Toghto) ผู้เป็นหลานชายของบายัน ทำการยึดอำนาจมาจากบายันและสังหารบายันไปในค.ศ. 1340

การปกครองของทอคตอ[แก้]

เนื่องจากจักรพรรดิทอคอนเตมูร์ทรงไม่ใส่พระทัยในกิจการบ้านเมืองเท่าใดนัก อำนาจการปกครองทั้งหลายจึงตกอยู่แก่ทอคตอ ทอคตอมีนโยบายที่ตรงข้างกับบายันแห่งเมอร์กิต คือมีนโยบายส่งเสริมวัฒนธรรมจีนโดยการรวบรวมหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวรรณกรรมจีน รวมทั้งหลักปรัชญาขงจื้อ

ในค.ศ. 1340 พระจักรพรรดิทอคอนเตมูร์มีพระชนมายุมากเพียงพอที่จะว่าราชการได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้สำเร็จราชการแทน จักรพรรดิทอคอนเตมูร์จึงทรงเริ่มทำการแก้แค้นให้แก่พระบิดาคือจักรพรรดิหมิงจงกูซาลา โดยการปลดพระป้ายวิญญาณของจักรพรรดิเหวินจงทูคเตมูร์พระปิตุลาออกจากศาลบรรพกษัตริย์ ปลดไทเฮาพูดาชีรีออกจากตำแหน่งและเนรเทศออกจากพระราชวัง ซึ่งต่อมาไม่นานอดีตไทเฮาก็สิ้นพระชนม์ รวมทั้งปลดเจ้าชายเอลเตกูสออกจากตำแหน่งรัชทายาทและเนรเทศออกจากพระราชวังเช่นกัน ระหว่างที่เสด็จเนรเทศออกไปนั้นพระจักรพรรดิก็ทรงส่งคนไปทำการปลงพระชนม์อดีตเจ้าชายรัชทายาทเอลเทกูสสิ้นพระชนม์

ในค.ศ. 1340 เช่นกัน พระสนมชาวเกาหลีตระกูลคี ซึ่งเป็นพระสนมองค์โปรด ได้ประสูติพระโอรสพระองค์แรก พระนามว่าเจ้าชายอายูร์ชีรีดาร์ (Ayurshiridar) ทำให้พระจักรพรรดิทอคอนเตมูร์ทรงโปรดปรานพระสนมแซ่คีมากขึ้นไปอีก จนมีการแต่งตั้งให้พระสนมคีเป็น พระจักรพรรดินีโอลเจย์คูตูค (Öljei Khutugh) หรือ จักรพรรดินีคี (ภาษาจีน: 奇皇后; ภาษาเกาหลี:기황후) แม้ว่าจักรพรรดิทอคอนเตมูร์จะทรงมีจักรพรรดินีอยู่แล้วก็ตาม ทำให้ในขณะนั้นราชวงศ์หยวนจึงมีพระจักรพรรดินีพร้อมกันสองพระองค์

กลุ่มของชาวจีนผู้เลื่อมใสในลัทธิบัวขาวและมีแนวคิดต่อต้านการปกครองของชาวมองโกล รวมตัวกันขึ้นเป็นกบฏโพกผ้าแดง (ภาษาจีน: 紅巾軍 Hóngjīnjūn) ซึ่งปะทุขึ้นครองแรกที่เมืองอิงโจว (ภาษาจีน: Yingzhou) มีผู้นำได้แก่ ฮั่นหลินเอ๋อ (ภาษาจีน: 韓林兒 Han Lin'er) และหลิวฟุตง (ภาษาจีน: 劉福通 Liu Futong) ในค.ศ. 1351 จากนั้นกบฏโพกผ้าแดงจึงขยายตัวขึ้นมีชาวจีนเข้าร่วมมากมายตลอดจนทั้งภูมิภาคจีนตอนเหนือ ทอคตอจึงนำกองทัพเข้าปราบกบฏในช่วงค.ศ. 1352-ค.ศ. 1354 ใช้เวลาถึงสามปีในการปราบกบฏโพกผ้าแดงจนหมดสิ้นไป แต่ยังคงหลงเหลือกลุ่มกบฏโพกผ้าแดงในทางตอนใต้ของจีนซึ่งคอยหาทางโจมตีนครต้าตูจากทางทะเลอยู่เสมอ

การชิงบัลลังก์ของเจ้าชายอายูร์ชีรีดาร์[แก้]

ค.ศ. 1353 พระจักรพรรดินีตระกูลคีได้ร่วมมือกับขุนนางมองโกลชื่อว่า ฮามา (Hama) ทำการโน้มน้าวให้พระจักรพรรดิทอคอนเตมูร์ทรงแต่งตั้งเจ้าชายอายูร์ชีรีดาร์ให้เป็นไท่จื่อหรือเจ้าชายรัชทายาท แต่ถูกคัดค้านโดยอัครเสนาบดีโทคโตคา ทำให้จักรพรรดินีคีทรงพิโรธและสมคบคิดกันกับฮามาสร้างข้อกล่าวหาการทุจริตฉ้อราชย์บังหลวงให้แก่ทอคตอ เป็นเหตุให้ทอคตอถูกปลดจากตำแหน่งอัครเสนาบดีและถูกเนรเทศไปมณฑลยูนนานในค.ศ. 1354 และเจ้าชายอายูร์ชีรีดาร์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าชายรัชทายาทในที่สุด โดยมีฮามาเป็นผู้กุมอำนาจในราชสำนักหยวนคนใหม่ ฮามาวางแผนการก่อกบฏปลดพระจักรพรรดิทอคอนเตมูร์และยกเจ้าชายรัชทายาทอายูร์ชีรีดาร์เป็นพระจักรพรรดิองค์ใหม่ในค.ศ. 1356แต่ไม่สำเร็จ ฮามาถึงถูกเนรเทศออกจากราชสำนักไปในที่สุด

ในค.ศ. 1364 เจ้าชายรัชทายาทอายูร์ชีรีดาร์ทรงวางแผนก่อการกบฏล้มราชบัลลังก์ของพระบิดา แต่ทว่าพอดลัดเตมูร์ (Bolad Temür) ขุนนางผู้จงรักภัคดีต่อพระจักรพรรดิทอคอนเตมูร์ได้ยกทัพเข้าต่อต้านเจ้าชายรัชทายาทอายูร์ชีรีดาร์และยึดนครต้าตูไว้ เจ้าชายอายูร์ชีรีดาร์ทรงหลบหนีไปยังมณฑลเหอหนานเพื่อขอความช่วยเหลือจากขุนพลโคเกเตมูร์ (Köke Temür) เคอเกเตมือร์ยกทัพเข้ายึดนครต้าตูคืนให้แก่เจ้าชายอายูร์ชีรีดาร์ จักรพรรดิทอคอนเตมูร์ส่งคนไปทำการลอบสังหารพอดลัดเตมูร์เป็นเหตุให้โคเกเตมือร์มีชัยชนะเข้ายึดเมืองต้าตูได้ เจ้าชายอายูร์ชีรีดาร์ทรงบังคับให้จักรพรรดิทอคอนเตมูร์พระบิดาสละราชบัลลังก์ ซึ่งจักรพรรดิทอคอนเตมูร์ทรงไม่ยอมแต่มอบตำแหน่งทางทหารให้แก่พระโอรสจนเป็นที่พอพระทัยทั้งสองฝ่าย

การสิ้นสุดของราชวงศ์หยวน[แก้]

ในค.ศ. 1368 ขุนพลชาวจีนชื่อว่า จูหยวนจาง (ภาษาจีน: 朱元璋 Zhu Yuanzhang) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของกลุ่มกบฏโพกผ้าแดงและรวบรวมดินแดนบริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซีเข้ามาในอาณัตของตนแล้วนั้น ได้ทำการปราบดาภิเษกก่อตั้งราชวงศ์หมิง (Ming dynasty) ขึ้นที่เมืองนานกิงอันเป็นฐานที่มั่นของจูหยวนจาง โดยมีพระนามว่า พระจักรพรรดิหงหวู่ (Hongwu Emperor) จากนั้นในปีเดียวกันได้ยกทัพเข้ายึดนครต้าตูอันเป็นราชธานีของราชวงศ์หยวนได้สำเร็จ พระจักรพรรดิทอคอนเตมูร์พร้อมด้วยพระโอรสเจ้าชายอายูร์ชีรีดาร์เสด็จหลบหนีไปยังเมืองซ่างตู (ภาษาจีน: 上都 Shangdu) ราชธานีฝ่ายเหนือของราชวงศ์หยวน ในค.ศ. 1370 กองทัพราชวงศ์หมิงเข้ายึดเมืองซ่างตู ทำให้จักรพรรดิทอคอนเตมูร์ต้องเสด็จหนีอีกครั้งพร้อมกับพระโอรสไปยังเมืองอิงชาง (ภาษาจีน: 應昌 Yingchang; อยู่ในเขตมองโกเลียในในปัจจุบัน) ซึ่งในปีนั้นเองพระจักรพรรดิทอคอนเตมูร์ประชวรสวรรคตที่เมืองอิงชาง พระชนมายุห้าสิบชันษา

ตลอด 37 ปีแห่งการครองราชย์ทรงได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากชาวจีน เนื่องจากเศรษฐกิจของจีนในยุคนั้นตกต่ำอย่างหนัก และชาวจีนเห็นว่าชาวมองโกลเป็นชาวต่างชาติ ประกอบกับราชสำนักเริ่มอ่อนแอลง ชาวจีนจึงก่อการกบฏไปทั่ว โดยเฉพาะมณฑลทางใต้

หลังจากที่พระจักรพรรดิทอคอนเตมูร์สวรรคตได้ไม่นานในปีเดียวกันเมืองอิงชางก็ตกเป็นของราชวงศ์หมิง เจ้าชายอายูร์ชีรีดาร์พระโอรสเสด็จหนีไปยังเมืองคาราโครุม (Karakorum) ก่อตั้งราชวงศ์หยวนเหนือ พระจักรพรรดิหงหวู่ถวายพระนามแด่พระจักรพรรดิทอคอนเตมูร์ว่า พระจักรพรรดิซุ่นตี้ (ภาษาจีน: 順帝 Shundi) ในขณะที่ราชสำนักหยวนเหนือถวายพระนามว่า พระจักรพรรดิฮุ่ยจง

พระราชวงศ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  • Denis C. Twitchett, Herbert Franke, John King Fairbank. The Cambridge History of China: Volume 6, Alien Regimes and Border States, 710-1368. Cambridge University Press, 1994.
ก่อนหน้า จักรพรรดิหยวนฮุ่ยจง ถัดไป
จักรพรรดิหยวนหนิงจง 2leftarrow.png จักรพรรดิจีน
(พ.ศ. 1876 - พ.ศ. 1913)
2rightarrow.png จักรพรรดิหงหวู่
(ราชวงศ์หมิง)
  1. The posthumous name Shundi was given by the Ming Dynasty.