ความน่ารัก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การเปลี่ยนสัดส่วนต่าง ๆ ของศีรษะและใบหน้า (โดยเฉพาะขนาดขากรรไกรบนโดยเปรียบเทียบกับขากรรไกรล่าง) ตามอายุ

ความน่ารัก (อังกฤษ: cuteness) เป็นคำบ่งความรู้สึกที่ใช้แสดงความน่าพึงใจ/ความน่าดูน่าชมที่มักจะเกี่ยวข้องกับความเยาว์วัยและรูปร่างหน้าตา และยังเป็นคำบัญญัติทางวิทยาศาสตร์และแบบวิเคราะห์ในพฤติกรรมวิทยาอีกด้วย[1]

นักวิทยาศาสตร์ที่ใช้คำนี้เป็นแรก (ชาวออสเตรียชื่อว่าค็อนแรด ลอเร็นซ์) ได้เสนอความคิดในเรื่องแผนภาพทารก (อังกฤษ: baby schema, เยอรมัน: Kindchenschema) ซึ่งเป็นลักษณะทางใบหน้าและร่างกาย ที่ทำให้สัตว์หนึ่ง ๆ ปรากฏว่า "น่ารัก" และกระตุ้นให้ผู้อื่นช่วยดูแลรักษาสัตว์นั้น ๆ[2] คำนี้สามารถใช้ในการชมบุคคลและสิ่งของที่น่าดูน่าชมหรือมีเสน่ห์[3]

อีกอย่างหนึ่ง ความน่ารัก เป็นความสวยงามประเภทหนึ่งที่มีลักษณะละเอียดอ่อนและดึงดูดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็ก ความน่ารักมักจะเกิดจากส่วนประกอบของสิ่งที่มีลักษณะคล้ายทารกหรือมีขนาดใกล้เคียงกับทารก และมักจะมีส่วนประกอบของความขี้เล่น ความเปราะบาง และการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้รวมอยู่ด้วย เด็กเล็กและสัตว์ในวัยเยาว์มักจะมีการกล่าวถึงในลักษณะความน่ารัก ในขณะเดียวกันสัตว์ใหญ่บางประเภทเช่นแพนด้ายักษ์ ก็ยังมีการกล่าวถึงความน่ารัก เนื่องจากลักษณะที่คล้ายคลึงกับทารก และมีสัดส่วนหัวขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดร่างกาย เทียบกับสัตว์ชนิดอื่น

ในประเทศญี่ปุ่น ความน่ารักได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม จะเห็นได้ว่าในสื่อต่างๆ เสื้อผ้า อาหาร ของเล่น หรือของใช้ส่วนตัว มักจะมีภาพแสดงความน่ารักออกมา หรือแม้แต่หน่วยงานรัฐบาล การทหารก็ยังมีภาพแสดงความน่ารักออกมา ในขณะที่ไม่มีใช้กันในประเทศอื่นโดยถือว่าเป็นความไม่เหมาะสม ความน่ารักในปัจจุบันได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการตลาดของบริษัทขายของ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศญี่ปุ่น โดยได้กลายเป็นจุดขายที่สำคัญ ตัวอย่างเช่นในสินค้า เฮลโล คิตตี้ หรือ โปเกมอน หรือแม้แต่ในวัฒนธรรมตะวันตก เช่น หมีพูห์ หรือ มิกกี้เมาส์

ลักษณะของเด็กและความน่ารัก[แก้]

นักวิชาการมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลได้กล่าวไว้ว่า ส่วนสัดของใบหน้าเปลี่ยนไปตามอายุเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของอวัยวะทั้งที่เป็นส่วนที่แข็งและส่วนที่นิิ่ม และความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปตามลำดับในธรรมชาตินั้นทำให้สัตว์มีอายุน้อยมองดูน่ารัก โดยมีจมูกและปากที่เล็กกว่า หน้าผากที่สูงกว่า และตาที่ใหญ่กว่าผู้ที่ถึงวัยผู้ใหญ่แล้ว ในส่วนของอวัยวะที่แข็ง กะโหลกศีรษะส่วนบรรจุสมอง (neurocranium) เกิดการเติบโตขึ้นมากในเด็ก แต่ว่ากระดูกที่จมูกและส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเคี้ยวอาหารจะเติบโตขึ้นในระดับสูงสุดต่อเมื่อภายหลัง ในส่วนของอวัยวะที่นิ่ม ส่วนที่เป็นกระดูกอ่อนคือหูและจมูกเป็นส่วนที่โตขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดชั่วอายุ เริ่มที่อายุ 25 ปี คิ้วจะขยับลงจากเหนือเบ้าตามายังใต้เบ้าตา ส่วนคิ้วที่ทอดไปตามด้านข้างจะตกลงตามอายุ ทำให้ตาปรากฏว่าเล็กลง และส่วนแดงของปากจะบางลงเรื่อย ๆ ตามอายุเพราะการสูญเสียเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน[4]:78-729 ค็อนแรด ลอเร็นซ์ได้เสนอในปี ค.ศ. 1949 ว่า ลักษณะของเด็กทารกเหล่านี้ ทำให้เกิดปฏิกิริยาเพื่อดูแลรักษาในผู้ใหญ่ เป็นการปรับตัวตามขบวนการวิวัฒนาการเพื่อให้มั่นใจว่า พ่อแม่จะดูแลลูก ๆ ของตน มีผลเป็นการสืบต่อสายพันธุ์ของสปีชีส์นั้น ๆ โดยเป็นหลักฐาน ลอเร็นซ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า มนุษย์มีปฏิกิริยาต่อสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายทารก คือมีตาใหญ่ หัวใหญ่ จมูกที่เล็กลงเป็นต้น ที่มีกำลังกว่าต่อสัตว์ที่ไม่มี[ต้องการอ้างอิง]

ความชอบใจเช่นนี้จะมีผลด้วยว่า มนุษย์จะชอบใจสัตว์ที่คงลักษณะต่าง ๆ คล้าย ๆ ของเด็ก เช่นมีหัวใหญ่และตาใหญ่ แม้ว่าจะถึงวัยผู้ใหญ่แล้ว ความน่ารักของสัตว์เลี้ยงเช่นสุนัขและแมวที่มนุษย์มีกันอย่างกว้างขวาง อาจเป็นเพราะมนุษย์ได้เลือกเพาะพันธุ์สัตว์เลี้ยงที่มีลักษณะคล้ายเด็ก รวมทั้งความไม่ดุและรูปร่างหน้าตาที่เหมือนเด็ก[ต้องการอ้างอิง]

มีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ต่อ ๆ มาที่ให้หลักฐานสนับสนุนทฤษฎีของลอเร็นซ์ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใหญ่จะมีปฏิกิริยาเชิงบวกกับทารกที่สังคมโดยทั่วไปเห็นว่าน่ารัก งานวิจัยอื่น ๆ พบอีกด้วยว่า ปฏิกิริยาต่อความน่ารัก ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปหมายถึงความน่าดูน่าชมของใบหน้า ดูจะคล้าย ๆ กันข้ามวัฒนธรรมต่าง ๆ กัน[5]

ในงานวิจัยทำที่มหาวิทยาลัยเอ็มมอรี่ในเมืองแอตแลนตา นักวิจัยพบโดยใช้ fMRI ว่า ภาพที่ดูน่ารักเพิ่มการทำงานในสมองที่คอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้าใกล้เบ้าตา (Orbitofrontal cortex) ซึ่งมีกิจเกี่ยวกับการประมวลผลทางประชานและการตัดสินใจ[6]

ความแตกต่างระหว่างเพศ[แก้]

ความรู้สึกว่าน่ารักของทารกนั้น ขึ้นอยู่กับเพศและพฤติกรรมของทางรก[7][8] งานวิจัยปี ค.ศ. 2006 พบว่า ทารกหญิงปรากฏว่าน่ารักถ้ามีรูปร่างหน้าตาที่น่าดูน่าชมที่ปกติทารกหญิงมีมากกว่าทารกชาย[7] ในขณะที่งานวิจัยในปี ค.ศ. 1990 พบว่า ความใส่ใจและพฤติกรรมของคนดูแลในการปกป้องรักษาทารกชาย อาจมีเหตุจากความรู้สึกล้วน ๆ ว่า เด็กนั้นมีความสุขและมีความน่าดูน่าชมแค่ไหน[8]

เพศของคนดูสามารถกำหนดความแตกต่างของความรู้สึกว่าน่ารัก งานวิจัยในปี ค.ศ. 2009 พบว่า หญิงมีความอ่อนไหวต่อความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับความน่ารักมากกว่าชายที่มีอายุใกล้เคียงกัน ซึ่งบอกเป็นนัยว่า ฮอร์โมนทางเพศของหญิงอาจจมีความสำคัญในการกำหนดความน่ารัก[9]

ผลเช่นนี้ก็พบด้วยในงานวิจัยปี ค.ศ. 1981 ที่นักวิจัยให้นักศึกษาปริญญาตรี 25 คน (ชาย 7 และหญิง 18) ให้คะแนนความน่ารักของทารกตามลักษณะต่าง ๆ เช่นอายุ พฤติกรรม และรูปร่างหน้าตาเช่นรูปร่างของศีรษะ และใบหน้า[10]

ความชอบใจของเด็กเล็ก ๆ[แก้]

งานวิจัยในปี ค.ศ. 2014 พบว่า เด็กเล็ก ๆ แสดงความชอบใจในใบหน้าที่คล้ายกับของทารกมากกว่า คือ มีใบหน้ากลม มีหน้าผากที่สูงกว่า มีตาใหญ่กว่า มีจมูกและปากที่เล็กกว่า ในงานวิจัยในเด็ก 3-6 ขวบ นักวิจัยพบว่า เด็ก ๆ ชอบใจภาพแสดงดวงตาของสุนัข แมว และมนุษย์ที่คล้ายของทารก เปรียบเทียบกับสัตว์กลุ่มเดียวกันที่มีลักษณะคล้ายทารกน้อยกว่า[11]

ฮอร์โมนกับความรู้สึกว่าน่ารักต่าง ๆ กัน[แก้]

มีข้อเสนอว่า ระดับฮอร์โมนอาจทำให้คนดูมีความรู้สึกว่าน่ารักต่าง ๆ กัน ค็อนแรด ลอเร็นซ์เสนอว่า "พฤติกรรมการดูแลรักษาและความรู้สึก" ต่อทารกเป็นกลไกทางธรรมชาตที่มีมาตั้งแต่กำเนิด และจะเกิดการกระตุ้นโดยลักษณะความน่ารักต่าง ๆ เช่น "แก้มยุ้ย" และตาที่ใหญ่ งานวิจัยในปี ค.ศ. 2009 เพิ่มขอบเขตในการทดสอบทฤษฎีนี้โดยเปลี่ยนแปลงรูปทารกที่ให้ดู เพื่อทดสอบสมรรถภาพต่าง ๆ กันของกลุ่มบุคคลในการตรวจจับความน่ารักที่ต่าง ๆ กัน แล้วได้พบว่า หญิงก่อนวัยหมดระดูสามารถตรวจจับความน่ารักได้ดีกว่าหญิงวัยเดียวกันแต่หมดระดูแล้ว นอกจากหลักฐานนี้แล้ว ยังปรากฏด้วยว่า หญิงผู้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่เพิ่มระดับฮอร์โมนทางเพศ สามารถตรวจจับความน่ารักได้ดีกว่าหญิงวัยเดียวกันที่ไม่ได้ใช้ยา[9]

ในงานวิจัยปี ค.ศ. 2009 นักวิจัยได้รวบรวมหญิงอายุน้อย 24 คน ชายอายุน้อย 24 คน และหญิงอายุมากกว่า 24 คนเพื่อการทดลองนี้ นักวิจัยได้ทำงานทดลอง 3 อย่างที่แสดงเด็กทารกผิวขาวชาวยุโรป แล้วให้ผู้ร่วมการทดลองลงคะแนนเพื่อความน่ารักจาก 1 ถึง 7 งานทดลองแรกพบความแตกต่างกันของความสามารถกำหนดความน่ารักระหว่างกลุ่ม โดยออกแบบเพื่อกันอิทธิพลที่เกิดจากการมีประสบการณ์ร่วมกันหรือความกดดันทางสังคมออกไปแล้ว ส่วนงานทดลองที่สองพบว่า หญิงก่อนวัยหมดระดูสามารถกำหนดความน่ารักได้ดีกว่าหญิงวัยเดียวกันที่หมดระดูแล้ว ซึ่งบอกเป็นนัยว่ามีอิทธิพลที่เกิดจากชีวภาพ ซึ่งใช้เป็นประเด็นการศึกษาในงานทดลองที่สาม คือนักวิจัยได้เปรียบเทียบความไวต่อความน่ารักระหว่างหญิงก่อนวัยหมดระดูที่ใช้และไม่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด งานทดลองนี้พบว่า กระบวนการเกี่ยวกับความรู้สึกว่าน่ารัก เปลี่ยนแปลงไปสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนทางเพศ (โพรเจสเทอโรนและเอสโทรเจนโดยเฉพาะ) และดังนั้นฮอร์โมนทางเพศจึงมีผลต่อความไวต่อความน่ารัก[9]

การดูแลรักษามีสหสัมพันธ์กับความน่ารัก[แก้]

ส่วนงายวิจัยในปี ค.ศ. 1990 บอกเป็นนัยว่า "ความเชื่อของผู้ใหญ่เกี่ยวกับบุคลิกภาพและพฤติกรรมที่คาดหวังของเด็กทารก มีอิทธิพลต่อปฏิสัมพันธ์ของผู้ใหญ่กับเด็ก" ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่า "ปรากฏการณ์เกี่ยวกับความน่ารักโดยพื้นฐานสามารถเกิดการปิดบังได้ในทารกบางคน"[8] (คือผลที่เกิดจากความน่ารักของเด็กอาจเปลี่ยนไปได้ตามความคิดของผู้ใหญ่) งานวิจัยในปี ค.ศ. 2006 พบว่า ความรู้สึกของผู้ใหญ่ว่าเด็กน่ารักสามารถกระตุ้นระดับการดูแลรักษาเด็กและความรู้สึกชอบใจในเด็กที่ต่าง ๆ กัน แต่ก็สรุปความอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า "ความรู้สึกว่าควรดูแลรักษาเด็กในผู้ใหญ่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญกว่าในการกำหนดความน่ารักของเด็กผู้ชาย"[7]

ตารางแสดงการปรับระดับความน่ารักของทารก[12]
น่ารัก ไม่น่ารัก
ความกว้างของใบหน้า
ความยาวของหน้าผาก/ใบหน้า
ความกว้างของตา/ใบหน้า
ความยาวของจมูก/ศีรษะ
ความกว้างของจมูก/ใบหน้า
ความกว้างของปาก/ใบหน้า

ตารางนี้แสดงการแต่งสัดส่วนใบหน้าภาพทารกโดยใช้ระบบดิจิทัล โดยปรับขึ้น (↑) หรือ ปรับลง (↓) เมื่อเทียบกับภาพที่ไม่ได้แต่ง มีผลให้ทารกรับการระบุว่าน่ารักหรือไม่น่ารัก การปรับแต่งจำกัดอยู่ในระดับ ±2 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อไม่ทำให้ผิดปกติจากใบหน้าจริง ๆ

ส่วนอีกงานวิจัยหนึ่งในปี ค.ศ. 2009 แสดงหลักฐานว่า ความ่ารักของทารกกระตุ้นการดูแลรักษาของผู้ใหญ่ แม้ผู้ไม่ใช่ญาติ[12] คือ นักวิจัยให้ผู้ร่วมการทดลองให้คะแนนความน่ารักของภาพทารกแล้วสังเกตว่าผู้ร่วมการทดลองมีแรงจูงใจที่จะดูแลรักษาทารกแค่ไหน ผลงานวิจัยบอกเป็นนัยว่า คะแนนที่ให้กับความน่ารักของทารกเข้ากับระดับแรงจูงใจในการดูแลทารก[12] นอกจากนั้นแล้ว นักวิจัยยังใช้ fMRI เพื่อที่จะแสดงว่า เด็กที่มีใบหน้าที่มีลักษณะน่ารักมากกว่า ทำให้เกิดการทำงานในเขตสมอง nucleus accumbens ที่เป็นส่วนของ basal ganglia และมีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับความสุขใจมีการหัวเราะเป็นต้น และแรงจูงใจ ในระดับที่สูงกว่า[2] ดังนั้น งานวิจัยจึงช่วยเพิ่มแสงแสดงกลไกทางประสาทที่แผนภาพทารก (ที่น่ารัก) กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการดูแลรักษา นอกจากนั้นแล้ว ทารกที่น่ารักมีโอกาสสูงกว่าที่จะได้รับเลี้ยงเป็นลูก และได้รับการระบุว่า "น่าชอบใจ ดูท่าทางเป็นมิตร มีสุขภาพดี และเก่ง" สูงกว่าทารกที่น่ารักน้อยกว่า ซึ่งชี้ว่า ปฏิกิริยาต่อความน่ารักของทารกเป็นส่วนสำคัญของพัฒนาการในมนุษย์ เพราะเป็นฐานของการให้การดูแลและของความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ผู้เป็นคนดูแล[12]

งานวิจัยของค็อนแรด ลอเร็นซ์ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1940 พบว่า รูปร่างศีรษะของทารกมีสหสัมพันธ์เชิงบวกกับการดูแลรักษาทารก และความรู้สึกว่าน่ารักที่ผู้ใหญ่มี แต่ว่า งานวิจัยในปี ค.ศ. 1981 งานหนึ่งกลับพบว่า สหสัมพันธ์โดยเฉพาะเช่นนี้ไม่มีและชี้วิธีการที่ผิดพลาดในงานวิจัยของ ลอเร็นซ์ แต่งานวิจัยก็ยังพบว่า รูปร่างศีรษะของทารกทำให้เกิดปฏิกิริยาเชิงบวกจากผู้ใหญ่จริง ๆ และทารกเหล่านี้ได้รับพิจารณาว่าน่ารักกว่า ในงานวิจัยนี้ นักวิจัยให้นักศึกษาชั้นปริญญาตรีให้คะแนนกับรูปเส้นของใบหน้าทารก คือมีการใช้ภาพเดียวกันในการให้ดูแต่ละครั้ง แต่ว่า รูปร่างของศีรษะแต่ละครั้งจะเปลี่ยนไปโดยฟังก์ชั่นการแปลงแบบ "cardioidal transformation" ซึ่งเปลี่ยนรูปร่างศีรษะให้ไปเป็นไปตามลำดับอายุ แต่ว่า รูปร่างของลักษณะใบหน้าอื่น ๆ จะเหมือนเดิม งานวิจัยสรุปว่า ศีรษะที่ใหญ่ทำให้รู้สึกว่าน่ารัก แล้วจึงทำให้เกิดปฏิกิริยาเพื่อดูแลรักษาในเชิงบวกของผู้ใหญ่ นักวิจัยได้ตั้งข้องสังเกตด้วยว่า ความรู้สึกว่าน่ารักยังขึ้นอยู่กับลักษณะรูปร่างหน้าตาและพฤติกรรมอื่น ๆ ของเด็ก รวมทั้งอายุ[10]

อิทธิพลต่อสื่อ[แก้]

นักวิชาการทางมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลได้กล่าวว่า ใบหน้าของลิง สุนัข นก และแม้แต่หน้ารถยนต์ สามารถทำให้ดูน่ารักขึ้นโดยการแปลงแบบ "cardioidal transformation" คือ การแปลงสภาพให้ใบหน้าดูเป็นผู้ใหญ่น้อยกว่าและน่ารักกว่า จะทำให้ลักษณะต่าง ๆ ด้านบนของหน้าขยายออกทางด้านข้างและทางด้านบน ในขณะที่ทำให้ลักษณะของใบหน้าด้านล่างลดเข้าทั้งทางด้านข้างและทางด้านล่าง [4]

นักบรรพมานุษยวิทยาที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งกล่าวว่า มีการวาดมิกกี้ เมาส์ให้เหมือนเด็กขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีศีรษะที่ใหญ่ขึ้น ตาที่ใหญ่ขึ้น กะโหลกศีรษะที่ป่องออก หน้าผากที่าเอียงน้อยลงและกลมขึ้น มีขาที่สั้น หนา และอ้วนขึ้น มีแขนหนาขึ้น และจมูกที่หนาขึ้นซึ่งทำให้เหมือนกับยื่นออกมาน้อยลง แล้วเสนอว่า การเปลี่ยนรูปร่างของมิกกี้ เมาส์มีจุดหมายเพื่อเพิ่มความนิยมโดยทำให้น่ารักขึ้นและดูเป็นภัยน้อยลง และได้กล่าวอีกด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงให้รูปร่างเหมือนเด็กเช่นนี้ เลียนแบบวิวัฒนาการทางธรรมชาติของมนุษย์ที่มีรูปร่างลักษณะบางอย่างเหมือนเด็กแม้ในวัยผู้ใหญ่ (Neoteny)[13]

ความรู้สึกว่าน่ารักมีความแตกต่างกันในระหว่างวัฒนธรรมต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีความสัมพันธ์กับความปรารถนาเพื่อจะเป็นที่ยอมรับของสังคม[14]

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]


เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. Lorenz, Konrad (1971). Studies in Animal and Human Behavior. Cambridge, MA: Harvard Univ Press. 
  2. 2.0 2.1 Glocker, ML; Langleben, DD; Ruparel, K; Loughead, JW; Valdez, JN; Griffin, MD; Sachser, N; Gur, RC (June 2, 2009). "Baby schema modulates the brain reward system in nulliparous women". Proc Natl Acad Sci U S A 106 (22): 9115–9119. 
  3. "cute, adj.". OED Online. March 2012. สืบค้นเมื่อ 2012-04-29. 
  4. 4.0 4.1 Jones, D. et al. (1995). "Sexual selection, physical attractiveness, and facial neoteny: Cross-cultural evidence and implications [and commments and reply]". Current Anthropology 36 (5): 723–748. 
  5. Van Duuren, Mike; Kendell-Scott, Linda; Stark, Natalie. "Early Aesthetic Choices: Infant Preferences for Attractive Premature Infant Faces" (PDF). King Alfred's College. Archived from the original on 2007-09-27. 
  6. Schneider, Avie (10 January 2013). "Agreed, Baby Pandas Are Cute. But Why?". National Public Radio. สืบค้นเมื่อ 13 January 2013. 
  7. 7.0 7.1 7.2 Koyama, Reiko; Takahashi, Yuwen & Mori, Kazuo (2006). "Assessing the cuteness of children: Significant factors and gender differences". Social Behavior and Personality 34 (9): 1087–1100. doi:10.2224/sbp.2006.34.9.1087. 
  8. 8.0 8.1 8.2 Karraker, Katherine; Stern, Marilyn (1990). "Infant physical attractiveness and facial expression: Effects on adult perceptions". Basic and Applied Social Psychology 11 (4): 371–385. doi:10.1207/s15324834basp1104_2. 
  9. 9.0 9.1 9.2 Sprengelmeyer, R; Perrett, D; Fagan, E; Cornwell, R; Lobmaier, J; Sprengelmeyer, A; Aasheim, H; Black, I; Cameron, L; Crow, S; Milne, N; Rhodes, E; Young, A (2009). "The Cutest Little Baby Face: A Hormonal Link to Sensitivity to Cuteness in Infant Faces". Psychological Science 20 (9): 149–154. 
  10. 10.0 10.1 Alley, Thomas (1981). "Head shape and the perception of cuteness". Developmental Psychology 17 (5): 650–654. doi:10.1037/0012-1649.17.5.650. 
  11. Borgi, M. et al (2014). "Baby schema in human and animal faces induces cuteness perception and gaze allocation in children". In Frontiers in Psychology 5 (411). 
  12. 12.0 12.1 12.2 12.3 Glocker, Melanie; Daniel D. Langleben; Kosha Ruparel; James W. Loughead; Ruben C. Gur; Norbert Sachser (2008). "Baby Schema in Infant Faces Induces Cuteness Perception and Motivation for Caretaking in Adults". Ethology 115 (3): 257–263. doi:10.1111/j.1439-0310.2008.01603.x. PMC 3260535. PMID 22267884. 
  13. Gould, S.J. (1980). "A Biological Homage to Mickey Mouse" (PDF). 
    • เดิมใน Gould, S.J. (1980). The Panda's Thumb: More Reflections in Natural History. US: W.W. Norton & Company. ISBN 0-393-01380-4. 
  14. Kleck, Robert E.; Stephen A. & Ronald, Linda (1974). "Physical appearance cues and interpersonal attraction in children". Child Development 45 (2): 305–310. doi:10.2307/1127949. JSTOR 1127949.