ยาเม็ดคุมกำเนิด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ยาเม็ดคุมกำเนิด

ยาเม็ดคุมกำเนิด (Combined Oral Contraceptive Pill: COCP หรือ "the Pill") คือ ยาเม็ดที่มีส่วนผสมของ เอสโทรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิง) และโพรเกสทิน (โพรเกสโทรเจนสังเคราะห์) ใช้รับประทานเพื่อยับยั้งภาวะเจริญพันธุ์ (fertility) ในเพศหญิง ยาคุมกำเนิดได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา เมื่อ ค.ศ. 1960 ด้วยจุดประสงค์เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ปัจจุบันผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดมีจำนวน 12 ล้านคนในอเมริกา และ 100 ล้านคนทั่วโลก[1][2] อัตราการใช้ยาคุมกำเนิดแปรผันไปตามประเทศ[3] อายุ การศึกษา และสถานภาพสมรส อาทิ เกือบหนึ่งในสี่ของผู้หญิงที่อายุ 16-49 ปีในสหราชอาณาจักรใช้ยาคุมกำเนิด (ซึ่งอาจเรียกว่า combined pill หรือ minipill)[4] แต่มีเพียง 1% เท่านั้นที่ใช้ในประเทศญี่ปุ่น[5]

ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรับประทาน (Oral contraceptive pills) แบ่งตามชนิดของฮอร์โมนที่เป็นส่วนประกอบได้เป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ Combined pills, Progestin only pills

ยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม/Combined pills[แก้]

ยาเม็ดคุมกำเนิด combined pills ประกอบด้วยทั้งฮอร์โมน estrogen และ progestogenมีแบบ 21 เม็ด และ 28 เม็ด โดยในแบบ 28 เม็ด จะเป็นเม็ดที่มีฮอร์โมน 21เม็ด อีก 7 เม็ดเป็นเม็ดที่ไม่มีฮอร์โมน

ยาเม็ดคุมกำเนิด combined pills แบ่งเป็น 3 ชนิด

  1. Monophasic combined pill ประกอบด้วย estrogen และ progestogen ในขนาดคงที่ทุกเม็ด โดยมีอยู่ 21 เม็ด ส่วนยาคุมชนิด 28 เม็ด อีก 7 เม็ดจะเป็น วิตามิน แป้ง หรือ ferrous fumarate
  2. Biphasic combined pill เป็นยาเม็ดคุมกำเนิดที่ประกอบด้วย estrogen และ progestrogen ในปริมาณที่ต่างกัน 2 ระดับ ในแต่ละช่วงของรอบเดือน เพื่อเลียนแบบการหลั่งของฮอร์โมนตามธรรมชาติของสตรี คือ
    1. estrogen จะมีระดับสูงช่วงต้นเดือนและลดต่ำลงช่วงปลายเดือน
    2. progestogen จะมีระดับต่ำช่วงต้นเดือน และจะสูงขึ้นช่วงปลายเดือน
  3. Triphasic combined pillเป็น combined pill ที่ผลิตขึ้นเพื่อเลียนแบบฮอร์โมน estrogen และ progestogen ในอัตราส่วนซึ่งคล้ายกับธรรมชาติของฮอร์โมนในรอบเดือนปกติของสตรี
    1. estrogen จะมีระดับต่ำในช่วงต้นและปลายรอบเดือน จะสูงช่วงกลางรอบเดือน
    2. progestogen จะมีระดับต่ำในช่วงต้นรอบเดือนและจะสูงสุดในช่วงปลายรอบเดือน

กลไกการออกฤทธิ์

  • Estrogen ยับยั้งการหลั่ง Follicle stimulating hormone ( FSH ) ทำให้กดการเจริญของ follicle
  • Progesterone ยับยั้งการหลั่ง Luteinizing ( LH ) ทำให้ไม่มี LH surge และไม่เกิดการตกไข่ และ Progesterone ยังทำให้ cervical mucus ข้นเหนียวและทำให้ sperm ผ่านได้ยาก
  • ทั้ง Estrogen และ Progesterone มีฤทธิ์ทำให้ Endometrium ไม่เหมาะสมแก่การฝังตัวของตัวอ่อน
  • นอกจากนี้ฮอร์โมนยังอาจมีผลรบกวนต่อการ Contraction ของ cervix, uterus, และ fallopian tubes ด้วย

อาการไม่พึงประสงค์ของยาเม็ดคุมกำเนิดแบบ Combined pills

  • ผลจาก Estrogen สูง ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน, วิงเวียน, ปวดศีรษะไมเกรน, ประจำเดือนมามากกว่าปกติ, ปวดประจำเดือนมาก, เต้านมโตเจ็บคัดเต้านม, มดลูกโตและเส้นเลือดอุดตัน
  • ผลจาก Estrogen ต่ำ ได้แก่ ประจำเดือนมาน้อยกว่าปกติ, เต้านมเล็ก, มดลูกเล็ก, Early/mid cycle breakthrough bleeding หรือ มีเลือดคล้ายประจำเดือน ซึ่งมาผิดปกติ ในช่วงระหว่างต้นเดือนถึงกลางเดือน
  • ผลจาก Progesterone สูง ได้แก่ น้ำหนักเพิ่ม, เป็นสิว, หน้ามัน, ขนดก, เต้านมเล็ก, ประจำเดือนมาน้อย, ตกขาวจากเชื้อ Candida spp.
  • ผลจาก Progesterone ต่ำ ได้แก่ breakthrough bleeding หรือ มีเลือดคล้ายประจำเดือน โดยมาผิดปกติ ในช่วงหลังรอบเดือน

วิธีรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดแบบ Combined pills

เริ่มรับประทานเม็ดแรกในวันแรกที่มีประจำเดือน หรือระหว่างวันที่ 1-5 ของ menstrual cycle รับประทานยาวันละ 1 เม็ดในเวลาเดียวกันของทุกวัน โดยควรรับประทานก่อนนอน

แบบ 21 เม็ด กินวันละ 1 เม็ด เวลาเดียวกันทุกวัน โดยกินยาตามลูกศรไปจนครบ 21 เม็ด ให้รับประทาน 21 วันแล้วหยุดยาเป็นเวลา 7วัน ในวันที่ 8 รับประทานยาในแผงต่อไปเช่นเดิม (ในช่วง 7 วันที่หยุดยา จะมีประจำเดือนมา แต่จะมากี่วันไม่ต้องไปสนใจ และถึงแม้ประจำเดือนยังคงมาอยู่หรือหมดไปแล้วก็ตาม เมื่อครบ 7 วันแล้วให้เริ่มทานยาเม็ดแรกของแผงใหม่ได้เลย )

แบบ 28 เม็ดให้รับประทานทุกวันเช่นกัน ทานให้ตรงเวลากันทุกวันโดยไล่เม็ดไปตากลูกศรและเริ่มแผงใหม่ได้เลยเมื่อหมดแผงเก่า เพื่อให้สตรีกินยาติดต่อกันทุกวันโดยไม่ต้องเว้นช่วงจะได้ไม่ต้องกังวลกับการนับวัน

การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด triphasic combined pill ชนิด 28 เม็ด ให้เริ่มยาเม็ดแรกในช่วงสีแดงก่อน กินเม็ดยาที่ด้านหลังระบุให้ตรงกับวันแรกที่มีประจำเดือนมา กินตามลูกศร วันละ 1 เม็ดเวลาเดียวกันทุกวัน ห้ามลืมกิน กินยาจนหมดแผงแล้วเริ่มแผงใหม่ทันที ไม่ต้องหยุดยาให้เริ่มยาเม็ดแรกให้เหมือนกินแผงแรก

กรณีที่ลืมรับประทานยา หากลืมรับประทานยา 1 เม็ดให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้และรับประทานเม็ดต่อไปเช่นเดิม(ในวันนั้นจึงได้รับประทานยาทั้งหมด 2 เม็ด)

หากลืมรับประทาน 2 เม็ดในสัปดาห์ที่ 1-2 ให้รับประทานยา 2 เม็ดทันทีที่นึกได้ และรับประทานอีก 2 เม็ดในวันถัดไป จากนั้นรับประทานยาตามปกติ และภายใน 7 วันของช่วงที่ลืมรับประทานยาให้ใช้วิธีการคุมกำเนิดรูปแบบอื่นร่วมด้วย

หากลืมรับประทานยา 2 เม็ดใน สัปดาห์ที่ 3 ให้ทิ้งยาแผงเดิม และเริ่มรับประทานยาแผงใหม่ได้เลยในวันนั้น และภายใน 7 วันของช่วงที่ลืมรับประทานยาให้ใช้วิธีการคุมกำเนิดรูปแบบอื่นร่วมด้วย

หากลืมรับประทานยา 3 เม็ด ให้หยุดรับประทานทิ้งยาแผงเดิม และเริ่มรับประทานยาแผงใหม่ได้เลยในวันนั้น และภายใน 7 วันของช่วงที่ลืมรับประทานยาให้ใช้วิธีการคุมกำเนิดรูปแบบอื่นร่วมด้วย และหากประจำเดือนขาดหายติดต่อกัน 2 เดือนอาจมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้

กรณีที่ลืมรับประทานยาเม็ดที่ไม่ใช้ฮอร์โมน ในcombined pills แบบ 28 เม็ด ให้ข้ามวันที่ลืมรับประทานไปได้ และรับประทานเม็ดต่อไปตามปกติ

ข้อห้ามใช้ (Contraindication/cautions)

  • ห้ามใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดในผู้ป่วย Thrombophlebitis, Thromboembolic phenomena, Cerebrovascular disease และผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคนี้มาก่อน
  • ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นมะเร็งหรือคาดว่าจะเป็นมะเร็งที่เต้านม หรือ Estrogen dependent tumor อื่นๆ
  • ห้ามใช้ในวัยรุ่นที่ Epiphyisal closure ยังไม่สมบูรณ์
  • ไม่ควรใช้ในผู้ที่มี vaginal bleeding โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์
  • หลีกเลี่ยงการใช้ หรือระมัดระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคตับ, asthma, eczema, migraine, diabetes, hypertension และ convulsive disorder

Minipills[แก้]

ยาคุมในกลุ่มนี้ไม่มี Estrogen มีแต่ Progesterone ที่มีปริมาณฮอร์โมนเท่ากันทุกเม็ด การพัฒนายาเม็ดคุมกำเนิดชนิดนี้ขึ้นเพื่อกำจัดอาการข้างเคียงต่างๆ ที่เกิดจาก Estrogen แต่ประสิทธิภาพจะลดลง และยังพบอาการข้างเคียงคือ มีเลือดออกกระปริดกระปรอย (Break through bleeding) และรอบเดือนมาไม่ปกติจึงไม่นิยมใช้มากนัก จึงควรเลือกใช้ในกรณีที่มีข้อห้ามใช้ estrogen หรือในหญิงให้นมบุตร เพราะจะไม่กดการหลั่งของน้ำนม และอาจจะมีประโยชน์เมื่อต้องการเลื่อนประจำเดือนออกไปในช่วงสั้นๆ เช่นสำหรับนักกีฬา หรือผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด

กลไกการออกฤทธิ์

Progestin only pills ทำให้ cervical mucus ข้นเหนียวไม่เหมาะแก่การผ่านของ sperm และทำให้ endrometrial ไม่เหมาะแก่การฝังตัวของตัวอ่อน

วิธีการกินยาเม็ดคุมกำเนิดชนิด Minipills

ยาคุมกำเนิดชนิดนี้ไม่มี Estrogen แต่มี Progesterone ในขนาดต่ำเท่ากันทุกเม็ด

การเริ่มทานยาแผงแรก เริ่มทานยาแผงแรกในวันแรกของการมีประจำเดือนทานทุกวัน วันละ 1 เม็ด เวลาเดียวกัน จนหมดแผง

ทานยาแผงต่อไปโดยทานต่อแผงแรกทันที ไม่ต้องเว้นวัน แม้จะมีประจำเดือน

ถ้าลืมทานยา 1 เม็ด ให้กินยาทันทีที่นึกได้ แต่ถ้านึกได้ในคืนถัดไป ก็ควรกินรวมเป็น 2 เม็ด ในคืนนั้น

ถ้าลืมกินยา 2 วัน ติดต่อกัน ให้กินยาครั้งละ 2 เม็ดใน 2 วันถัดไป

ถ้าลืมกินยามากกว่า 2 วันติดต่อกัน ให้หยุดกินยาแล้วคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น

ยาเม็ดคุมกำเนิดหลังร่วมเพศ[แก้]

ยาคุมกำเนิดหลังร่วมเพศ (Postcoital contraceptives หรือ Morning after pills)[6]

ยาเม็ดคุมกำเนิดหลังร่วมเพศเป็นยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนขนาดสูง ไม่ควรนำมาใช้เป็นยาเม็ดคุมกำเนิดตามปกติ เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย เพราะมีส่วนประกอบของฮอร์โมนขนาดสูง แต่จะใช้เฉพาะในกรณีของสตรีที่ถูกข่มขืน หรือกรณีการคุมกำเนิดล้มเหลว เนื่องจากการฉีกขาดของถุงยางอนามัยขณะมีการร่วมเพศ Regimen ของฮอร์โมนที่นำมาใช้เป็นยาคุมกำเนิดภายหลังมีเพศสัมพันธ์มีหลายรูปแบบได้แก่

  1. Conjugated estrogens: 10 mg วันละ 3 ครั้งเป็นเวลา 5 วัน
  2. Ethinyl estradiol: 2.5 mg วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน
  3. Diethylstilbestol: 50 mg ต่อกันเป็นเวลา 5 วัน
  4. Levonorgestrel: 0.75 mg รับประทาน 1 เม็ดภายใน 72 ชั่วโมงและหลังจากนั้น 12 ชั่วโมง รับประทานอีก 1 เม็ด
  5. Norgestrel 0.5 mg with ethinyl estradiol 0.05mg รับประทาน 2 เม็ดภายใน 72 ชั่วโมงภายหลังการมีเพศสัมพันธ์และหลังจากนั้น 12 ชั่วโมงรับประทานอีก 2 เม็ด

ซึ่ง regimen นี้มีชื่อเรียกว่า Yuzpe regimen

การออกฤทธิ์

ยาคุมกำเนิดนี้ออกฤทธิ์โดยการทำให้มดลูกไม่เหมาะสมแกการฝังตัวของตัวอ่อน

อาการไม่พึงประสงค์

คือ คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ พบได้ถึง 40 % ทำให้มักมีการให้ยาต้านการอาเจียน เข้าร่วมด้วย

การใช้ยาคุมชนิดเม็ดในกรณีต่างๆ

การใช้ยาคุมกำเนิดในหญิงตั้งครรภ์

ไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิดในสตรีที่ตั้งครรภ์ระยะ 3 เดือนแรก เพราะจะทำให้เด็กพิการหรือเป็นมะเร็งที่อวัยวะเพศ และถ้าคุมกำเนิดล้มเหลวจะเพิ่มอัตราการเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic pregnancy) ได้มากกว่าการไม่ใช้ยา

การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดหลังคลอด

การใช้ยาในสตรีให้นมบุตรไม่ควรใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวม เพราะ ยาจะทำให้ปริมาณของน้ำนมลดลง ยาขับของทางน้ำนมได้บ้าง (แต่ยังไม่ทราบว่ามีผลอย่างไรต่อทารก) ดังนั้นควรใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนเดี่ยวขนาดน้อย (Minipills) และควรใช้วิธีการคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วมด้วยในเดือนแรก (หรืออย่างน้อยใน 7 วันแรก) ที่เริ่มกลับมาใช้ยาใหม่

ถ้าไม่ได้ให้นมบุตร สามารถให้ได้ทันทีตามความต้องการไม่ว่าจะมีประจำเดือนมาหรือไม่

การใช้ยาในกรณีที่ต้องการผ่าตัดใหญ่

ควรหยุดกินยาเม็ดคุมกำเนิดก่อนการผ่าตัดใหญ่อย่างน้อย 4 สัปดาห์ แล้วหลังผ่าตัดใหญ่ ควรรออย่างน้อย 2 สัปดาห์ จึงเริ่มกินยาเม็ดคุมกำเนิด

อ้างอิง[แก้]

  1. Hatcher, Robert A.; Nelson, Anita (2004). "Combined Hormonal Contraceptive Methods". In in Hatcher, Robert A. (ed.). Contraceptive Technology (18th rev. ed. ed.). New York: Ardent Media. pp. pp. 391–460. ISBN 0-966-49025-8. 
  2. all US women aged 15-44 Mosher WD, Martinez GM, Chandra A, Abma JC, Willson SJ (2004). "Use of contraception and use of family planning services in the United States: 1982-2002". Adv Data (350): 1–36. PMID 15633582. 
  3. women aged 15-49 married or in consensual union UN Population Division (2006). World Contraceptive Use 2005. New York: United Nations. ISBN 9-211-51418-5. 
  4. British women aged 16-49: 24% currently use the Pill (17% use Combined pill, 5% use Minipill, 2% don't know type) Taylor, Tamara; Keyse, Laura; Bryant, Aimee (2006). Contraception and Sexual Health, 2005/06. London: Office for National Statistics. ISBN 1-85774-638-4. 
  5. Aiko Hayashi (August 20, 2004). "Japanese Women Shun The Pill". CBS News. สืบค้นเมื่อ 2006-06-12. 
  6. International Consortium for Emergency Contraception. Emergency Contraceptive Pills: Medical and Service Delivery Guidelines, 2nd edition. New York: Author, 2004.