ก้านกล้วย (แฟรนไชส์)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ก้านกล้วย
กำกับโดย คมภิญญ์ เข็มกำเนิด (1)
ทวีลาภ ศรีวุฒิวงศ์ (2)
อำนวยการสร้างโดย กันตนา แอนนิเมชั่น (1-2)
สหมงคลฟิล์ม (1)
จัดจำหน่ายโดย กันตนา แอนิเมชั่น
ฉาย 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 (1)
26 มีนาคม พ.ศ. 2552 (2)
ประเทศ ไทย ประเทศไทย
ภาษา ไทย
งบประมาณ 150 ล้านบาท
รายได้ 98 ล้านบาท (1)[1]
79 ล้านบาท (2)

ก้านกล้วย เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันสามมิติ สร้างโดย กันตนาแอนิเมชัน เป็นเรื่องราวที่ได้แรงบันดาลใจจากบางส่วนของพงศาวดาร ว่าลักษณะคชลักษณ์ของช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น จะมีหลังโค้งลาด คล้ายก้านกล้วย ชื่อตามพงศาวดารนั้นคือ เจ้าพระยาปราบหงสาวดีหรือเดิมชื่อ เจ้าพระยาไชยานุภาพ หรือ พลายภูเขาทอง โดยในเรื่องใช้ชื่อว่า ก้านกล้วย เป็นตัวเอก

ก้านกล้วย เป็นแอนิเมชันที่สร้างด้วยเทคนิคคอมพิวเตอร์อีกเรื่องหนึ่งของไทย ซึ่งก่อนหน้านี้มีภาพยนตร์แอนิเมชันที่ใช้เทคนิคดังกล่าว คือ ปังปอนด์ และ แอนิเมชันซึ่งถือเป็นเรื่องแรกของไทยคือ สุดสาคร ซึ่งเป็นแอนิเมชันสองมิติ

เนื้อเรื่องย่อ[แก้]

ก้านกล้วย (2549)[แก้]

ในป่าใหญ่ สัตว์ทั้งหลายต่างเข้ามาดูแสงดา (นันทนา บุญหลง) ที่ให้กำเนิดลูกช้างน้อยที่ชื่อว่าก้านกล้วย (อัญญาฤทธิ์ พิทักษ์ติกุล) ซึ่งย่าของเขา พังนวล (จุรี โอศิริ) ได้ให้คำทำนายไว้ว่า เขาจะเติบใหญ่และกล้าหาญ แต่แม่ของเขาไม่เห็นด้วย เพราะเธอเกลียดมนุษย์ ที่จับพ่อของก้านกล้วย ที่ชื่อ ภูผา ไปเป็นทหาร

วันหนึ่งขณะขณะที่ก้านกล้วยกำลังเล่นกับฝูงกบ มะโรง (ฤทธิเดช ฤทธิชุ) และพวกของเขาเห็นกบ จึงเอากบมาเล่นเป็นลูกบอล ก้านกล้วยเห็นจึงห้ามไว้ แต่มะโรงกลับพูดจาส่อเสียดว่าขี้ขลาดเหมือนพ่อ ก้านกล้วยได้ยินก็โกรธมาก จึงชนช้างเข้าใส่มะโรง พร้อมๆ กับการปรากฏตัวของจิ๊ดริด (พงษ์สุข หิรัญพฤกษ์) นกพิราบสื่อสารแห่งอาณาจักรอยุธยา

ตกเย็น แสงดาถามก้านกล้วยว่าไปเล่นซนมาหรือเปล่า ก้านกล้วยพยายามปกปิดความลับ แต่จิ๊ดริดก็พูดโพร่งความลับออกไปหมด ในตอนนั้น พลทหารแห่งหงสาวดียกทัพผ่านมา กะว่าคืนนี้จะตั้งแรม ทำให้โขวงช้างต้องอพยพสู่จุดหมายต่อไป ในคืนนั้น ก้านกล้วยและแสงดาต่างพูดคุยเรื่องพ่อของตน แม่พยายามไม่ให้ลูกไปตามหาพ่อ แต่ก้านกล้วยก็หนีได้

ก้านกล้วยไปถึงค่ายพม่า ได้เจอกับงวงแดง (เอกชัย พงศ์สมัย) ผู้ที่ทำให้พ่อของเขาถึงแก่ชีวิต ก็ถามว่าพ่อของเขาอยู่ไหน งวงแดงก็ส่งเสียงดัง ทำให้ยามทหารรู้ตัว พากันมาจับช้างก้านกล้วย และได้หนีเข้าไปในค่ายของเชลยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (บุญชลิด โชคดีภูษิต) ซึ่งถูกนำตัวไปยังกรุงหงสาวดี และก็ช่วยให้ก้านกล้วยหลบหนีไปได้

เช้าวันรุ่งขึ้น ก้านกล้วยได้พบกับชบาแก้ว (นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ) ช้างสีชมพูสดใสน่ารัก ก้านกล้วยพาชบาแก้วไปหาแม่ของเขา แต่ก็ไม่เจอ ชบาแก้วจึงพาก้านกล้วยไปที่หมู่บ้านหินขาว (เพิ่งมีการถูกกล่าวชื่อขึ้นในก้านกล้วย 2) ก้านก้วยอาศัยอยู่ที่นั้นจนร่างกายเติบโตมากขึ้น มีงางอก กำลังมากขึ้น (ตอนโต ภูริ หิรัญพฤกษ์)

คืนหนึ่ง ก้านกล้วยกับชบาแก้ว (ตอนโต วรัทยา นิลคูหา) กำลังลอยกระทงอย่างสนุกสนาน พร้อมๆ กับการแต่งงานไปในตัวอย่างลับๆ เช้ารุ่งขึ้น พวกทหารหงสาวดีจะมารีดไถ่เสีบยง แต่ก็ถูกเหล่าช้างผู้คนขับไล่ออกไป พระมหาอุปราชาทราบเหตุ จึงตัดสินพระทัยยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ก้านกล้วยจึงต้องแยกทางกับชบาแก้ว เพื่อทำหน้าที่เป็นช้างศึก

ก้านกล้วย 2 (2552)[แก้]

หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเอาชนะสงครามยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชมังกะยอชวากรุงศรีอยุทธยาก็สงบสุขและได้รับเอกราชจากหงสาวดี แต่ผลจากสงครามยุทธหัตถีครั้งนั้นสร้างความแค้นใจให้กับพระเจ้านันทบุเรงเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องสูญเสียลูกชายด้วยน้ำมือของพระนเรศวร จึงยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาเสมอ พระนเรศวรทรงแต่งตั้งให้ก้านกล้วยรับตำแหน่งเป็นเจ้าพระยาปราบหงสาวดี และร่วมออกศึกคู่พระองค์เรื่อยมา แต่เนื่องจากต้องออกศึกบ่อยครั้ง ก้านกล้วยที่แต่งงานกับชบาแก้วและกำลังจะมีลูกด้วยกันจึงไม่มีเวลาดูแลชบาแก้วเท่าที่ควร ทำให้ชบาแก้วทุกข์ใจและหนีก้านกล้วยไปอยู่ที่หมู่บ้านหินขาว(หมู่บ้านที่ชบาแก้วเคยอาศัยอยู่) พร้อมกับแสงดา แม่ของก้านกล้าวย และได้คลอดลูกออกมา เป็นช้างแฝดชื่อ ต้นอ้อและกอแก้ว

2 ปีผ่านไปก้านกล้วยก็ยังคงออกศึกร่วมกับพระนเรศวรเรื่อยมา แต่วันหนึ่งทหารหงศาวดียกทัพมาจับตัวชาวบ้านที่หมู่บ้านหินขาวและพยายามจับตัวชบาแก้วและลูกช้างแฝด แสงดาก็ได้ปกป้องลูกช้างแฝดจนตัวตาย แต่ทหารหงสาวดีสามารถจับตัวชบาแก้วและลูกช้างมาได้ในที่สุด ที่กรุงศรีอยุธยาเองก็กำลังเตรียมทัพเพื่อรับมือกับกองทัพหงสาวดีที่กำลังจะเข้าตีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ก้านกล้วยรู้ข่าวว่าแม่ของตนตายและชบาแก้วรวมถึงลูกๆ ถูกจับตัว จึงหนีออกจากอยุธยา แล้วไปตามหาชบาแก้วที่หงสาวดี พระนเรศวรเมื่อรู้ว่าก้านกล้วยหายไปจึงส่งทหาร 3 นายออกไปตามหาก้านกล้วยเพื่อให้กลับมาร่วมรบ แต่ทัพหงสาวดีกำลังจะบุกมาในเร็ววันจึงต้องหาช้างทรงตัวใหม่มาแทนก้านกล้วยชั่วคราว

ก้านกล้วยบุกไปถึงหงสาวดีและได้พบตัวลูกๆ ที่ถูกจับตัว เพื่อเอาไปเป็นเครื่องสังเวยแด่เทพเจ้าแห่งหงสาวดี แต่ลูกช้างแฝดสามารถหนีมาได้ และได้พบหน้าก้านกล้วยเป็นครั้งแรก แต่ก้านกล้วยและลูกๆ ถูกทหารหงสาวดีจับตัวได้ในที่สุด นันทบุเรงเห็นดังนั้นจึงจับก้านกล้วยเป็นเครื่องสังเวยด้วยเนื่องจากเป็นช้างทรงของพระนเรศวรผู้ฆ่าลูกชายของตน

ในขณะเดียวกันทหารกรุงศรีอยุธยาทั้ง 3 นายก็บุกมาถึงหงสาวดีและพยายามช่วยก้านกล้วย ก้านกล้วยสามารถหนีออกจากแท่นสังเวยได้และสามารถช่วยลูกๆ และชบาแก้วได้ในที่สุด แต่ก็ได้พบกับงานิล ลูกของงวงแดงช้างทรงของมังกะยอชวาที่ก้านกล้วยฆ่าตายเมื่อสงครามยุทธหัตถี ทั้งคู่ปะทะกันอย่างดุเดือดจนเมื่อก้านกล้วยเริ่มเสียท่า ทหารกรุงศรีอยุทธยาได้วางระเบิดไว้ทำให้งานิลถูกระเบิดตาย ก้านกล้วยสามารถหนีมาได้พร้อมกับทหารกรุงศรีอยุธยาทั้ง 3 นายและกลับไปที่กรุงศรีอยุธยาได้ในที่สุด นันทบุเรงเมื่อรู้ดังนั้นก็ได้ทรงสังหารพระสุพรรณกัลยาพี่สาวของพระนเรศวร (หมายเหตุ:ตามประวัติศาสตร์นันทบุเรงถูกลอบวางยาพิษภายหลังแต่ในภาพยนตร์ไม่ได้กล่าวถึงนันทบุเรงอีกเลย)

ก้านกล้วยกลับถึงกรุงศรีอยุธยาและได้พบกับพระนเรศวร แต่การที่ก้านกล้วยหนีไปในยามศึกสงครามนั้นเป็นสิ่งผิดและต้องได้รับโทษ แต่กองทัพทหารผีดิบของหงสาวดีเข้าบุกโดยอองสา หมอผีชาวหงสาวดีที่ปรึกษาของนันทบุเรงใช้เวทมนตร์เรียกวิญญาณของทหารที่ตายในศึกสงคราม และเรียกวิญญาณงานิลที่มาเพื่อทำลายกองทัพกรุงศรีอยุธยา พระนเรศวรและทหารได้ต่อสู้กับทหารผีของหงสาวดีแต่ไม่สามารถต่อกรได้จนกระทั่งพระนเรศวรเสียทีและกำลังจะถูกงานิลฆ่า แต่ก้านกล้วยมาช่วยไว้ได้ทำให้พระนเรศวรร่วมสู้กับก้านกล้วยอีกครั้ง ก้านกล้วยและงานิลต่อสู้กันอย่างดุเดือด พระนเรศวรได้ขึ้นไปบนหน้าผาและต่อสู้กับอองสาและรู้ว่าพลังของอองสาทั้งหมดมาจากไม้เท้าจึงได้ทำลายไม้เท้าของอองสาจนแหลกสลาย เมื่อไม้เท้าของอองสาถูกทำลายวิญญาณทหารของหงสาวดีจึงสลายไป แต่ก้านกล้วยถูกงานิลแทงจนสลบไปวิญญาณของงานิลสลายไป และวิญญาณของทหารหงสาวดีได้เข้าจู่โจมอองสา จนอองสาสิ้นชีวิต ก้านกล้วยได้พบกับพ่อและแม่ในที่ทางช้างเผือก จึงได้เคารพวิญญาณภูผา(พ่อ)และแสงดา(แม่)เป็นครั้งสุดท้ายและได้ตื่นฟื้นขึ้นอีกครั้ง ชบาแก้วและลูกๆ ต่างเข้ามากอดก้านกล้วยสร้างความประทับใจให้แก่พระนเรศวรและทหารกรุงศรีอยุธยาอย่างมาก พระนเรศวรเห็นดังนั้นจึงแต่งตั้งให้ก้านกล้วยเป็นเจ้าพระยาปราบหงสาวดีดั้งเดิม ภายหลังจากนั้นอยุธยาปราศจากสงครามเป็นเวลานานหลายร้อยปี และก้านกล้วยกับครอบครัวก็อยู่อย่างมีความสุข

การ์ตูนโทรทัศน์[แก้]

ก้านกล้วย ได้ถูกนำมาดัดแปลงเป็น ภาพยนตร์การ์ตูนทางโทรทัศน์ ทางช่อง 7 โดยใช้ชื่อว่า "ก้านกล้วย ผจญภัย" จัดฉายทุกวันอาทิตย์ เวลา 17.00-17.30 น. โดยมีเนื้อหารายละเอียดมากขึ้น และใช้ตัวละครที่มีอยู่เดิม

ตัวละคร[แก้]

ดูตัวละครทั้งหมดที่ รายชื่อตัวละครในก้านกล้วย
ตัวละคร ภาพยนตร์ การ์ตูนโทรทัศน์
ก้านกล้วย ก้านกล้วย 2 ก้านกล้วยผจญภัย
ก้านกล้วย ภูริ หิรัญพฤกษ์
อัญญาฤทธิ์ พิทักษ์ติกุล (วัยเด็ก)
อรรถพร ธีมากร ภูริ หิรัญพฤกษ์
อัญญาฤทธิ์ พิทักษ์ติกุล (วัยเด็ก)
ชบาแก้ว วรัทยา นิลคูหา
นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ (วัยเด็ก)
แอน ทองประสม วรัทยา นิลคูหา
นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ (วัยเด็ก)
จิ๊ดริด พงษ์สุข หิรัญพฤกษ์ วรุฒ วรธรรม พงษ์สุข หิรัญพฤกษ์
แสงดา นันทนา บุญหลง นัฏฐา ลอยด์ นันทนา บุญหลง
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สุเมธ องอาจ
บุญชลิด โชคดีภูษิต (วัยเด็ก)
มนตรี เจนอักษร สุเมธ องอาจ
บุญชลิด โชคดีภูษิต (วัยเด็ก)
มะหูด เทพ โพธิ์งาม
พังนวล จุรี โอศิริ จุรี โอศิริ
มะโรง ฤทธิเดช ฤทธิชุ
มะโหนก โก๊ะตี๋ อารามบอย
บักอึด พุทธิพันธ์ พรเลิศ
เสริม วิยะดา จิตมะหิมา
สิงขร รอง เค้ามูลคดี รอง เค้ามูลคดี
งวงแดง เอกชัย พงศ์สมัย เอกชัย พงศ์สมัย
พระมหาอุปราชา กลศ อัทธเสรี
สราวุธ เจริญลาภ (วัยเด็ก)
กลศ อัทธเสรี
สราวุธ เจริญลาภ (วัยเด็ก)
อองสา มนตรี เจนอักษร
พระสุพรรณกัลยา อภิรดี ทศพร
พระเจ้านันทบุเรง นนทรีย์ นิมิบุตร
ต้นอ้อ ไม่มีเสียงพากย์
กอแก้ว ไม่มีเสียงพากย์
ดุ๊ยดุ่ย อัญญาฤทธิ์ พิทักษ์ติกุล[2]
กอไผ่ ประสิทธิโชค มานะสันทัดชาติ[2]
ส้มจิ๊ด ปัณฑารีย์ เตียรถ์สุวรรณ[2]
ใบบอน ดรันต์ ตันติวิชิตเวช[2]
ข้าวเม่า ซัน
งานิล ทวีลาภ ศรีวุฒิวงศ์

การทำรายได้[แก้]

ภาพยนตร์ วันฉาย รายได้สูงสุด อันดับ งบประมาณ อ้างอิง
ก้านกล้วย 18 พฤษภาคม 2006 (2006-05-18) 98,000,000 บาท #28 150,000,000 บาท [3]
ก้านกล้วย 2 26 มีนาคม 2009 (2009-03-26) 79,260,000 บาท #41 N/A [4]
รวมทั้งหมด 177,260,000 บาท N/A N/A N/A

การตอบรับ[แก้]

ก้านกล้วย ได้รับการเปิดตัวในรูปแบบดีวีดีที่สหรัฐอเมริกา ในช่วงเดือนกันยายน ค.ศ. 2008 โดยใช้ชื่อในเวอร์ชันอเมริกันคือ The Blue Elephant

บริษัทเพอร์เซ็ปต์พิคเจอร์คอมพานีของอินเดีย ได้ซื้อสิทธิ์ภาพยนตร์และเปิดตัวในเวอร์ชันภาษาฮินดีโดยใช้ชื่อ Jumbo ซึ่งนักแสดงอินเดียชื่อ อักษัย กุมาร เป็นผู้ให้เสียงพากย์ตัวเอกของเรื่องที่ใช้ชื่อในเวอร์ชันนี้ว่า จัมโบ้[5]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]