กระบี่เย้ยยุทธจักร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กระบี่เย้ยยุทธจักร
(เดชคัมภีร์เทวดา)
(ผู้กล้าหาญคะนอง)  
ผู้กล้าหาญคะนอง.jpg
ภาพหน้าปก "ผู้กล้าหาญคะนอง" โดย ท่านมือปีศาจ
ผู้ประพันธ์ กิมย้ง
ชื่อต้นฉบับ 笑傲江湖
(xiào ào jiāng hú)
ผู้แปล น.นพรัตน์
ฉบับอื่นๆ ไม่ทราบแน่ชัด
ประเทศ จีน
ภาษา จีน
ประเภท นิยายกำลังภายใน
ผู้เผยแพร่ สร้างสรรค์, SIC
ชนิดสื่อ นิยาย
จำนวนหน้า 4 เล่ม

กระบี่เย้ยยุทธจักร (จีน: 笑傲江湖; พินอิน: xiào ào jiāng hú) เฉี่ยเหงากังโอ๊ว หรือ เซี่ยวเอ้าเจียงหู ผลงานของกิมย้ง (金庸) เรื่องนี้ น.นพรัตน์ แปลครั้งแรกชื่อเรื่อง ผู้กล้าหาญคะนอง ในปี ค.ศ. 1960 แต่พอต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น เดชคัมภีร์เทวดา ต่อมาจึงเปลี่ยนตามภาพยนตร์โทรทัศน์ว่า 'กระบี่เย้ยยุทธจักร' (เนื้อหาถูกตัดลดลงเหลือเพียง 4 เล่ม)

เฉี่ย แปลว่า ยิ้ม หัวเราะ, เหงา แปลว่า ผยอง หยิ่ง, กังโอ๊ว แปลว่า ยุทธจักร รวมแล้วพอจะแปลเอาความได้ว่า 'ยิ้มผยอง (ใน) ยุทธจักร' หรือ 'ยิ้มผยอง หยันยุทธจักร' ในความหมายของไทย "กระบี่เย้ยยุทธจักร" หมายความว่า "มือกระบี่มือหนึ่งแห่งแผ่นดินเยาะเย้ยความเป็นไปของยุทธจักร และ กฎเกณฑ์อันหลอกลวงของยุทธจักร" อันเป็นผลงานชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งของกิมย้ง และ เรื่องนี้ "กิมย้ง" ยังไม่คล้ายคลึงประวัติศาสตร์ของจีนอย่างตายตัว นิยายเรื่องนี้กิมย้งได้เขียนในเชิงเสียดสีกับการเมืองในช่วงการปฏิวัติทางวัฒนธรรม (Cultural Revolution, ปี ค.ศ. 1966-1976) ของจีน ซึ่งเป็นการต่อสู้ภายในเพื่อแย่งชิงอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากโครงเรื่องของ The Count of Monte Cristo ของ Alexandre Dumas เช่นเดียวกับกระบี่ใจพิสุทธิ์ ซึ่งเขียนก่อนหน้านี้ (แต่ไม่ได้เสียดสีการเมือง)

การวางโครงเรื่อง[แก้]

"ธรรมะ อธรรม และวิญญูชนจอมปลอม" หมายความว่า ความแบ่งชนชั้นทางสังคมของธรรมะ และ อธรรม คนไหนนิสัยไม่ดี หรือ คบหาคนไม่ดีก็แบ่งเป็นฝ่ายอธรรม ทั้งที่ฝ่ายธรรมะใช่ว่าจะมีแต่คนดี และ คนของฝ่ายอธรรมใช่ว่าต้องเลวร้ายเสมอไป คนฝ่ายธรรมะที่เลวร้ายก็มี คนที่ดีในฝ่ายอธรรมมันก็มี

"วิญญูชน" หรือ "วีรบุรุษ" ตามความหมายของพจนานุกรมไทยฉบับบัณฑิตราชสถาน หมายความว่า คนที่ได้รับยกย่องจากผู้คนในทางที่ดี

ส่วนวิญญูชนจอมปลอม คือ คนที่ไม่ใช่วีรบุรุษอันแท้จริง มักมีจุดประสงค์ร้ายเคลือบแฝงอย่างแน่นอน อย่างงักปุกคุ้งอาจารย์ของตัวเอกของเรื่อง คนอื่นมองภายนอกว่าเป็นคนดี เที่ยงธรรม ยุติธรรม แต่แท้จริงแล้วโกหกปลิ้นปล้อนหลอกลวงเพื่อให้ตัวเองเป็นใหญ่ในยุทธจักร คาดว่าหลายประเทศก็มีเหมือนกัน

แต่นักการเมืองคนหนึ่งของเวียดนาม ได้นำเอาคำว่า งักปุกคุ้ง อันเป็นวิญญูชนจอมปลอมไปกล่าวหานักการเมืองอีกคนหนึ่งเหมือนกัน[ต้องการอ้างอิง]

กระบี่เย้ยยุทธจักร เป็นเรื่องราวการแย่งชิงความเป็นหนึ่งในยุทธจักร ระหว่าง ธรรมะ และ อธรรม ท่ามกลางความขัดแย้งและการแย่งชิงอันรุนแรง เหล้งฮู้ชง จอมยุทธฝ่ายธรรมะ ศิษย์เอกของสำนักหัวซาน เป็นคนเปิดเผย ไม่ยึดติดกฎเกณฑ์ คบหาคนด้วยใจ ไม่สนว่าจะเป็นคนฝ่ายธรรมะหรือฝ่ายอธรรม จนถูกขับออกจากสำนัก แต่ยังไม่พ้นเข้าไปพัวพันเหตุความขัดแย้งต่างๆ ทั้งการชิงความเป็นใหญ่ภายในของฝ่ายธรรมะ และการชิงความเป็นใหญ่ภายในของฝ่ายอธรรม จนสับสนวุ่นวายว่าใครกันแน่ที่เป็นมาร ใครกันที่เป็นฝ่ายอธรรม และใครที่เป็นฝ่ายธรรมะ เพียงต้องการที่จะเป็นที่หนึ่ง ไม่เลือกวิธีการ งักปุ๊กคุ้ง เจ้าสำนักหัวซาน ผู้ได้ฉายาว่ากระบี่ผู้ดี ถึงกับทรยศครอบครัว และศิษย์ของตัวเอง จ้อแหน้เซี้ยง เจ้าสำนักซงซาน กำจัดทุกคนที่ไม่คล้อยตามตนเอง ก็เพียงต้องการได้ชื่อว่า เป็นอันดับหนึ่งในยุทธภพ

นวนิยายเรื่องนี้ เป็นนวนิยายที่ล้วนแฝงไว้ด้วย แนวคิดปรัชญาการดำรงชีวิต อีกทั้งยังมีการเสียดสีสังคมอยู่ตลอด แต่ก็หาได้ขาดอรรถรสของนวนิยายกำลังภายในไปแต่อย่างใด ในขณะที่เรื่องดำเนินไป จะเกิดคำถามขึ้นตลอดเวลา ถึงเรื่องของความถูกผิดในพฤติกรรมของตัวละครแต่ละตัว ตัวละครฝ่ายธรรมะ หรือตัวละครฝ่ายอธรรม ต่างมีความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเอง โดยมีตัวละคร เหล้งฮู้ชง เป็นตัวดำเนินเรื่อง และเป็นตัวเปรียบเทียบ ว่าความสุขของชีวิตที่แท้จริงนั้น อยู่ที่ไหนกันแน่

ตัวละครในเรื่อง[แก้]

  1. เหล้งฮู้ชง (令狐沖 - หลิงหูชง) ศิษย์เอกแห่งสำนักหัวซาน (華山派) เป็นคนไม่ยึดติดกฎเกณฑ์ มีนิสัยเปิดเผย ชอบช่วยเหลือคน วันหนึ่งได้มีวาสนาพบเจอกับ ฟงชิงหยาง (風清揚) ปรมาจารย์สายกระบี่สำนักหัวซาน สำเร็จวิชา เก้ากระบี่เดียวดาย (獨孤九劍) และได้พบรักกับ หยิ้นอิ๋งอิ๋ง ธิดาเทพแห่งพรรคตะวันจันทรา และยังเป็นผู้สืบทอดมหาเวทย์ดูดดาวของ หยิ้นอั้วฮั้ง โดยบังเอิญ หลังจากสิ้นสุดความวุ่นวาย ได้ปลีกตัวไปอยู่สันโดษกับ หยิ้นอิ๋งอิ๋ง
  2. ยิ่มเอี่ยงเอี้ยง (任盈盈 - เยิ่นอิ๋งอิ๋ง) ธิดาเทพแห่งพรรคตะวันจันทรา (日月神教聖姑) ลูกสาวเพียงคนเดียวของอดีตประมุขพรรคตะวันจันทรา หยิ้นอั้วฮั้ง ภายหลังได้พบรักกับ เหล้งฮู้ชง
  3. ยิ่มอั้วเกี่ย(任我行 - เยิ่นหว่อสิง) อดีตประมุขพรรคตะวันจันทราถูก ตงฟางปุ๊ป้าย ได้ชิงตำแหน่งประมุขไป และถูกจับขังอยู่ในคุกใต้ทะเลสาบ 12 ปี ภายหลังออกมาได้โดยการช่วยเหลือของ เหล้งฮู้ชง กับเฮี้ยงหมึ่งที หลังจากออกมาได้แล้ว ก็ชิงตำแหน่งประมุขคืนจาก ตงฟางปุ๊ป้าย
  4. เฮี้ยงหมึ่งที (向問天 - เซี่ยงเหวินเทียน)ทูตขวาแห่งพรรคตะวันจันทรา คนสนิทของ หยิ้นอั้วฮั้ง เป็นผู้วางแผนการให้ เหล้งฮู้ชง ช่วย หยิ้นอั้วฮั้ง ออกจากคุกใต้ทะเลสาบ
  5. งักปุ๊กคุ้ง (岳不群 - เยวี่ยปุ๊ฉวิน) ฉายา กระบี่วิญญูชน (君子劍) เจ้าสำนักหัวซานสายลมปราณ(華山派氣宗) และเป็นอาจารย์ผู้ชุบเลี้ยง เหล้งฮู้ชง มาตั้งแต่เด็ก ภายหลังเพียงเพื่อชิง เพลงกระบี่พิชิตมาร (辟邪劍法) จึงได้ใส่ร้าย เหล้งฮู้ชง และขับ เหล้งฮู้ชง ออกจากสำนัก ภายหลังสำเร็จ เพลงกระบี่พิชิตมาร และได้ขึ้นเป็นประมุขพรรค 5 ขุนเขากระบี่
  6. ตังฮึงปุกป่าย (東方不敗 - ตงฟางปุ๊ป้าย) หรือ บูรพาไร้พ่าย (บูรพาไม่แพ้) ผู้สำเร็จ วิชาทานตะวัน แต่เพียงผู้เดียว ประมุขพรรคตะวันจันทรา ฝีมือไร้เทียมทาน แม้ หยิ้นอั้วฮั้ง เหล้งฮู้ชง เฮี้ยงหมึ่งที และหย้นอิ๋งอิ๋ง 4 คน จะร่วมมือกัน ก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้ หากแต่ ตงฟางปุ๊ป้าย มัวห่วงคนรัก หยางเหลียนถิง (楊蓮亭) จึงได้พลาดพลั้งถูกกระบี่ของ เหล้งฮู้ชง และตายอยู่เคียงข้าง หยางเหลียนถิง ตงฟางปุ๊ป้าย หลังจากได้ตำแหน่งประมุขพรรคตะวันจันทรา ก็ได้ใช้ชิวิตสันโดษอยู่บนผาไม้ดำ เย็บปักถักร้อย เล่นดนตรี โดยให้คนรัก หยางเหลียนถิง เป็นคนคอยดูแลพรรค
  7. ฟงชิงหยาง (風清揚) ปรมาจารย์สายกระบี่แห่งสำนักหัวซาน(華山派劍宗) ผู้สืบทอด เก้ากระบี่ หลังจากศึกนองเลือดระหว่างสายลมปราณและสายกระบี่ ก็ได้เร้นกายอยู่บนผาสำนึกตน จนได้พบกับ เหล้งฮู้ชง จึงได้ถ่ายทอด เก้ากระบี่เดียวดาย ให้
  8. ลิ้มเพ้งจือ (林平之 - หลินผิงจือ) ผู้สืบทอดสำนักคุ้มภัย ฟุ้เวย (福威鏢局) เจ้าของที่แท้จริงของ เพลงกระบี่ปราบมาร แต่ก็เพราะเพลงกระบี่ชุดนี้ ทำให้ต้องบ้านแตก ถูก อื้อชางไห่ (余滄海) ฆ่าล้างสำนัก เพื่อหวังจะชิง เพลงกระบี่ปราบมาร แต่ได้รับความช่วยเหลือจาก เหล้งฮู้ชง จึงได้รอดชีวิต ต่อมา งักปุ๊กคุ้ง รับเป็นศิษย์สำนักหัวซาน ได้แต่งงานกับงักเล้งซัง งักปุ๊กคุ้ง ใช้เล่ห์กลชิง เพลงกระบี่ปราบมารไปและคิดฆ่าตนปิดปาก นับว่ายังโชคดีรอดชีวิตมาได้ และยังพบ เพลงกระบี่พิชิตมาร จากใต้ผาสำนึกตน หลังจากสำเร็จวิชา จึงได้เริ่มการแก้แค้น ผู้ที่ทำร้ายตนและครอบครัว
  9. งี้นิ้ม หรือ อี้หลิน(儀琳)แม่ชีน้อย ศิษย์สำนักหานซาน(恆山派) วันหนึ่งถูก เถียนป๋อกวง จับตัวไว้หมายจะทำมิดีมิร้าย เหล้งฮู้ชง ได้เข้าช่วยเหลือ จึงได้แอบหลงรัก เหล้งฮู้ชง แต่เพราะตนเป็นผู้ออกบวช จึงได้แต่เก็บเอาไว้ในใจ ภายหลังได้รับสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักหานซานต่อจาก เหล้งฮู้ชง
  10. เถียนป๋อกวง (田伯光) โจรปล้นสวาท ฉายา ฉายเดี่ยวหมื่นลี้ (萬里獨行) เพราะ อี้ลิ้ม จึงได้รู้จักกับ เหล้งฮู้ชง หลังจากแพ้ให้ เหล้งฮู้ชง จึงต้องรับ อี้ลิ้ม เป็นอาจารย์ และได้คบหาเป็นเพื่อนกับ เหล้งฮู้ชง
  11. จ้อแหน้เซี้ยง (左冷禪 - จั๋วเหลิ่งซาน) เจ้าสำนักซงซาน (嵩山派掌門) ผู้นำ 5 ขุนเขากระบี่ (五嶽劍派盟主) เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง คิดเป็นเจ้ายุทธจักร โดยเริ่มต้นจากการรวม 5 ขุนเขากระบี่เป็นหนึ่งเดียว สุดท้ายต้องฝันสลาย ถูกงักปุ๊กคุ้งฆ่าตาย ในการประลองคัดเลือกประมุขพรรค 5 ขุนเขากระบี่
  12. งักเล้งซัง (岳靈珊 - เยวี่ยหลิงซาน) ลูกสาวเพียงคนเดียวของ งักปุ๊กคุ้ง สนิทสนมและฝึกวิชากับ เหล้งฮู้ชง มาตั้งแต่เด็ก ทั้งคู่ต่างชอบพอกัน จนกระทั่ง ลิ้มเพ้งจือ เข้าสำนัก ด้วยความใกล้ชิดจึงได้เปลี่ยนใจไปรัก ลิ้มเพ้งจือ และแต่งงานเป็นสะใภ้ตระกูลลิ้ม แต่สุดท้ายก็ต้องตายด้วยมือของสามีนางเอง
  13. ม่อต้า ผู้อาวุโสแห่งสำนักเหิงซาน มีฉายาว่า พิรุณราตรี เป็นศิษย์พี่ของเจ้าสำนักเหิงซาน หลิวเจิ้นฟง เพลงกระบี่ว่องไว เมื่อชักออกจากฝัก จะถูกเก็บอย่างรวดเร็ว ศัตรูไม่ทันได้ชักกระบี่ ก็ต้องลงไปนอนจมกองเลือดซะแล้ว ภายหลังรับตำแหน่งเจ้าสำนักเหิงซานต่อจาก หลิวเจิ้นฟง
  14. ใต้ซือฟางเจิ้น (方證大師) เจ้าอาวาสวัดเส้าหลินคนปัจจุบัน เป็นหลวงจีนที่ทุกคนให้ความยำเกรง มีกำลังภายในสูง เป็นผู้ที่ช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บของ เหล้งฮู้ชง จากลมปราณ 8 สายที่อยู่ในตัว ภายหลังยังมอบคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น สลายผลร้ายที่เกิดจาก มหาเวทย์ดูดดาว อีกด้วย
  15. นักพรตชงซี เจ้าสำนักบู๊ตึ๊งคนปัจจุบัน เป็นอีกผู้หนึ่งที่ทุกคนล้วนให้ความยำเกรง เป็นสหายของใต้ซือฟางเจิ้น และเป็นอีกคนที่คอยให้ความช่วยเหลือแก่ เหล้งฮู้ชง
  16. งักฮูหยิน(寧中則) เป็นอาจารย์หญิงของ เหล้งฮู้ชง และเป็นผู้ที่ เหล้งฮู้ชง ให้ความเคารพดั่งแม่แท้ๆ เป็นจอมยุทธหญิงที่มีชื่อเสียง ภายหลังได้ฆ่าตัวตาย เพราะทนความเลวทรามของ งักปุ๊กคุ้ง ผู้เป็นสามีไม่ได้

เคล็ดวิชาในกระบี่เย้ยยุทธจักร[แก้]

  1. เก้ากระบี่เดียวดาย หรือ เก้ากระบี่ต๊กโกว (獨孤九劍) วิชาของมารกระบี่ ต๊กโกวคิ้วป้าย แซ่ของเขาคือ "ต๊กโกว" (獨孤) มีฉายาว่า "คิ้วป้าย" (求敗) แปลว่า "แสวงพ่าย" เพลงกระบี่เก้ากระบี่ต๊กโกว มีอยู่ 9 เคล็ด เพียง 1 เคล็ดก็สามารถผันแปรได้อีก 360 ท่า ทุกกระบวนท่าของเพลงกระบี่ชุดนี้มีแต่รุก กดดันให้คู่ต่อสู้ต้องเป็นฝ่ายตั้งรับ ใช้ไร้กระบวนท่าพิชิตกระบวนท่า โดยมีคติว่า "เมื่อไม่มีกระบวนท่า แล้วจะรับยังไง" ดังนั้น เก้ากระบี่ต๊กโกว จึงเป็นเพลงกระบี่ไร้พ่าย ตามเนื้อเรื่อง ผู้สืบทอดเพลงกระบี่ชุดนี้ คือ ฟงชิงหยาง หรือ ฮวงเช็งเอี้ยง ปรมาจารย์สายกระบี่แห่งสำนักหัวซาน แต่ที่มาการสืบทอดเพลงกระบี่ของ ฟงชิงหยาง นั้น ไม่ได้กล่าวไว้ ภายหลังได้ถ่ายทอดวิชานี้ต่อให้กับ เหล้งฮู้ชง ขณะที่อยู่บนผาสำนึกตน
  2. เพลงกระบี่ปราบมาร (辟邪劍法) และ วิชาทานตะวัน ทั้ง 2 วิชา มีที่มาจากคัมภีร์ทานตะวัน (葵花寶典) ซึ่งสมัยก่อนมีขันทีคนหนึ่งบัญญัติขึ้นเป็นวิชาสำหรับขันทีโดยเฉพาะว่ากันว่าวิชาใน คัมภีร์ทานตะวัน สุดแสนวิเศษล้ำเลิศ 300 ปีที่ผ่านไม่มีผู้ใดฝึกได้สำเร็จเลย ต่อมาได้มีศิษย์ 2 คนของสำนักหัวซาน คือ งักซู่ และ ไฉ้จื่อฟง ไปแอบอ่านคัมภีร์เข้า โดยสลับกันท่องจำคนละครึ่ง ค่อยวิเคราะห์ค้นคว้าด้วยกัน มิคาดทั้งสองพอท่องวิทยายุทธในคัมภีร์ออกมากลับไม่ปะติดปะต่อกัน คนทั้งสองต่างเข้าใจว่าอีกฝ่ายหนึ่งท่องผิด ซือเฮียตี๋ที่ความจริงสนิทสนมกันฉันพี่น้อง ต่อมากลับกลายเป็นคู่อริ สำนักหัวซานก็แบ่งเป็นฝ่ายลมปราณ และฝ่ายกระบี่ และ ก่อกำเนิดเป็นคัมภีร์ทานตะวันฉบับชำรุดบกพร่องขึ้น โดย งักซู่ (岳肅)เป็นต้นกำเนิดฝ่ายลมปราณ ไฉ้จื่อฟง (蔡子峰) เป็นต้นกำเนิดฝ่ายกระบี่ เรื่องที่ทั้งสองลับลอบอ่านคัมภีร์ ต่อมา รู้ถึง อั้งเฮียะไต้ซือ เจ้าอาวาสวัดเส้าหลินล่าง ท่านผู้เฒ่าทราบว่าวิทยายุทธในคัมภีร์เล่มนี้ลึกล้ำไพศาล มิหนำซ้ำอันตรายยิ่ง ฟังว่าที่ยากลำบากที่สุดเป็นด่านแรก ( ผู้ฝึกต้องเฉือนความเป็นชายทิ้งไป ) ขอเพียงผ่านด่านแรกได้ หลังจากนั้นก็ไม่มีอุปสรรคใด วิทยายุทธในหล้าล้วนรุดหน้าตามลำดับขั้น ยิ่งฝึกยิ่งยากลำบาก ส่วนที่ยากลำบากที่สุดของคัมภีร์ทานตะวันกลับอยู่ที่ขั้นแรก ระหว่างฝึกปรือขอเพียงผิดเพี้ยนสักเล็กน้อย แม้ไม่ตายก็ต้องบาดเจ็บ ดังนั้น ท่านจึงสั่งให้ โต่วง้วนเซี่ยงซือ ผู้เป็นศิษย์เดินทางสู่หัวซาน เพื่อเกลี้ยกล่อมให้ทั้งสองเลิกฝึกวิชาในคัมภีร์ทานตะวันฉบับชำรุดบกพร่องดังกล่าว โต่วง้วนเซี่ยงซือ ขึ้นเขาหัวซาน งักซู่ และ ไฉ้จื่อฟง ให้ความเคารพต่อเขา ยอมรับว่าแอบดูคัมภีร์ทานตะวัน ทางหนึ่งแสดงความเสียใจ ทางหนึ่งขอคำแนะนำจากเขา โดยไม่ทราบว่า โต่งง้วนเซี่ยงซือ แม้เป็นศิษย์ของ อั้งเฮียะเซียง แต่ไม่ได้รับการถ่ายทอดวิชาวิชาฝีมือจากคัมภีร์ทานตะวันเลยแม้แต่น้อย ยามนั้นได้ยินพวกเขาท่องคัมภีร์ออกมา ก็แสร้งทำเป็นอธิบายแต่ในใจกลับลอบจดจำไว้ โดย โต่งง้วนเซี่ยงซือ เป็นคนที่มีสติปัญญาเป็นเลิศ ฟังความจากคัมภีร์แค่ประโยคนึง ก็สามารถอธิบายได้หลายประโยค พอตกกลางคือ โต่งง้วนเซี่ยงซือ กลับแอบลักลอบ บันทึกเนื้อหาในคัมภีร์ไว้บน กาสาวพัสตร์ ( จีวร ) ป้องกันคนอื่นรู้เห็นและมิให้ลืมเลือนไป โต่วง้วนเซี่ยงซือ อยู่บนหัวซานแปดวัน จากนั้นจึงอำลาลงเขาไป แต่หาใช่กลับสู่วัดล่างเส้าหลินไม่ โต่วง้วนเซี่ยงซือ หลงไหลในวิชาที่ตนได้เรียนรู้และจดบันทึกเอาไว้ ก่อเกิดเป็นเพลงกระบี่ปราบมาณเจ็ดสิบสองท่า หลังจากนั้น โต่วง้วนเซี่ยงซือ ก็ได้เปลี่ยนชื่อแส้ตนเองใหม่เป็น ลิ้มเอี้ยงทู้ (林遠圖)พ่อของ ลิ้มติ้งนั้ง (林震南)หรือก็คือปู่ของ ลิ้มเพ้งจือ(林平之) แล้วก่อตั้งสำนักคุ้มภัยฟู่เว่ยขึ้นมานั่นเอง ส่วนทางด้านเขาหัวซาน หลังจากนั้นไม่นาน 10 ผู้เฒ่าแห่งนิกายตะวันจันทรา ได้ทราบข่าวถึง การลักลอบท่องจำคัมภีร์ทานตะวันในวัดเส้าหลิน 10 ผู้เฒ่า ก็ได้บุกขึ้นเขาหัวซาน และช่วงชิงเอาคัมภีร์ทานตะวันฉบับชำรุดบกพร่องเล่มนั้นไปได้ ส่วน งักซู่ และ ไฉ้จื่อฟง ได้เสียชีวิตในศึกครั้งนี้นั้นเอง

ทางด้าน อั้งเฮียะเซี่ยงซือ เจ้าอาวาสวัดเส้าหลินล่าง ก่อนที่จะมรณะภาพ ได้โยนคัมภีร์ทานตะวันฉบับสมบูรณ์ทิ้งลงเตาไฟ แล้วบอกกับ ศิษวัดเส้าหลินว่า คัมภีร์เล่มนี้ เป็นสิ่งอัปมงคล

  1. อวิชชาดูดดาว (吸星大法) เป็นวิชาสุดยอดวิชา อีกแขนงโดยแตกสาย มาจากลมปราณภูติอุดรในแปดเทพอสูร ซึ่งเป็นวิชาที่ติงชุนชิวฝึกมาโดยไม่สมบูรณ์แล้วใช้มาเป็นวิชาของตัวเองในชื่อวิชาสลายพลัง ต่อมาในเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักรใช้ในชื่อ อวิชชาดูดดาว ซึ่งมาจากพลังสายเดียวกับวิชาสลายพลังผู้ที่ใช้วิชานี้คือประมุข ยิ้นอั้วฮั้ง แห่งพรรคตะวันจันทรา ซึ่งในตอนหลัง ยิ้นอั้วฮั้ง ใช้เวลาที่อยู่ในคุกใต้ทะเลสาบคิดวิธีที่สลายพลังให้มาเป็นของตังเองได้อย่างสมบูรณ์ โดยแนวทางเป็นวิชาที่ดูดพลังของคู่ต่อสู้ แล้วหลอมรวมมาเป็นของตนเอง โดยผู้ที่ฝึกวิชานี้ได้สมบูรณ์ที่สุดคือต้วนอี้ ในแปดเทพอสูรมังกรฟ้า สำหรับเล้งฮู้ชชงนั้นก็ได้ฝึกวิชานี้จากแผ่นเหล็กที่ยิ่นอั้วฮังจารึกไว้ในคุกใต้ทะเลสาบ ในช่วงแรกนั้นเล้งฮู้ชงไม่สามารถหลอมรวมลมปราณเข้าด้วยกันได้ ทำให้ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่นาน จนกระทั่งสุดท้ายได้ฝึกวิชาย้ายเส้นเอ็นแห่งวัดเส้าหลินจนกระทั่งรวมลมปราณเข้าด้วยกันได้สำเร็จ
  2. คัมภีร์รัศมีม่วง (紫霞神功) คือวิชาลมปราณขั้นสูงสุดของสำนักหัวซานสายลมปราณ ผู้สืบทอดวิชาคือ งักปุ๊กคุ้ง เจ้าสำนักหัวซาน วิชาปราณรัศมีม่วงเป็นสุดยอดวิชาแห่งสำนักหัวซานสายลมปราณซึ่งเป็นที่ปรารถนาของชาวยุทธ์ ด้วยวิชานี้จึงทำให้งักปุกคุ้งเป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆของยุทธภพ