โฮเซ เด ซาน มาร์ติน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โฮเซ เด ซาน มาร์ติน
อนุสาวรีย์ที่เมืองวายากิล ที่ซึ่งโฮเซ เด ซาน มาร์ติน มาพบกับซีมอง โบลีวาร์ เป็นครั้งแรก

โฮเซ ฟรันซิสโก เดอ ซาน มาร์ติน มาตอร์รัส หรือ โฮเซ เดอ ซาน มาร์ติน (สเปน: José Francisco de San Martín Matorras หรือ José de San Martín) (25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2321 - 17 สิงหาคม พ.ศ. 2393) เป็นนายพลชาวอาร์เจนตินาผู้ซึ่งเป็นผู้นำในการประกาศเอกราชอเมริกาใต้ตอนล่าง (อาร์เจนตินาและชิลี) จากประเทศสเปน

ประวัติ[แก้]

โฮเซ่ เดอ ซาน มาร์ตินเป็นบุตรคนที่5และคนสุดท้องของฮวน เดอ ซาน มาร์ตินและเกรกอเรีย มาร์ตอร์รัส เดล เซอร์ เกิดที่เมืองยาเปยู จังหวัดคอร์เรียนเตส ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอาร์เจนตินาในปัจจุบัน ครอบครัวของเขาได้ย้ายไปยังบวยโนส ไอเรส ในปี ค.ศ.1781เมื่อเขาอายุได้3หรือ4ปี ต่อมาในปี ค.ศ.1783ได้ย้ายไปยังประเทศสเปนซึ่งเป็นบ้านเกิดของบิดามารดา เนื่องด้วยบิดาของเขาซึ่งเป็นทหารในกองทัพสเปนได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งที่นั่น หลังจากนั้นเขาจึงเข้าศึกษาในวิทยาลัยโนเบิลมาดริด และเริ่มต้นอาชีพทหารในเวลาต่อมา

ในปี ค.ศ. 1811 เขาได้ออกจากกองทัพสเปนและลงเรือ จอร์จ แคนนิ่ง จากประเทศอังกฤษกลับไปยังกรุงบัวโนสไอเรสซึ่งเป็นที่ที่เขาเกิด และเดินทางถึงในวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ. 1812 พร้อมกับเพื่อนของเขา ไม่นานหลังจากนั้น ซาน มาร์ตินได้ก่อตั้งกรมทหารกรานาเดโรสขึ้น ต่อมาในวันที่19 มกราคม ค.ศ.1817 ซาน มาร์ตินได้นำกองทัพแอนดีสซึ่งเป็นกองทัพปลดปล่อยจำนวน 4,000 คน ซึ่งเขาได้ฝึกปรือด้วยตัวเขาเอง แบ่งทัพออกเป็นทัพย่อย6ทัพ แต่ละทัพใช้เส้นทางเดินทางแตกต่งกัน ข้ามเทือกเขาแอนดีส สู้รบกับกองทัพของสเปน และสามารถพิชิตกรุงซันอิอาโกของชิลีได้

ถัดจากชิลี เขาได้วางแผนการรบที่จะบุกเปรูโดยทางทะเล แล้วได้ขึ้นบกที่เมืองปิสโก,เปรู ในเวลาดังกล่าวนี้ ซาน มาร์ติน ได้ประกาศต่อกองทัพทั้งหมดว่า "ที่พวกเรามาที่นี่ ไม่ใช้เพื่อเอาชนะด้วยกำลัง แต่เพื่อปลดปล่อยประชาชน" แต่เมื่อไปถึงเปรู เขาก็พบกับปัญหาใหม่จากคำถามของชาวเมืองว่า ทำไมต้องปฏิวัติปลดแอก เปรูนั้นถือว่าล้าหลังที่สุดในจำนวนเขตทั้งหมดของสเปน ชาวเมืองไม่ได้รับผลกระทบจากสเปนมากนัก ชนชั้นต่างๆไม่ได้แบ่งแยกมากมายเหมือนที่อื่น ซาน มาร์ตินต้องชะลอการโจมตีลิมาออกไปและเผยแพร่ความคิดเรื่องเสรีภาพจนชาวเปรูเริ่มเข้าใจและมองเห็น เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1821 เขาก็สามารถปลดปล่อยกรุงลิมาได้สำเร็จ ในวันที่ 28 กรกฎาคม ซาน มาร์ติน ก็ได้ประกาศปลดปล่อยเปรูต่อหน้าประชาชนที่ได้มาชุมนุมกันที่จัตุรัส

แม้จะบอกว่า เปรูสามารถประกาศเอกราชได้แล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงต้องสู้รบแล้วสู้รบอีก กับกองทัพสเปน เพื่อให้บรรลุการเป็นเอกราชอย่างสมบูรณ์ ช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ขณะที่ซาน มาร์ติน ได้เคลื่อนไหวการปลดปล่อยจากชิลี ขึ้นไปทางทิศเหนือนั้น ซีมอง โบลีวาร์ ก็กำลังเคลื่อนไหวปลดปล่อยอเมริกาใต้ในทางตอนเหนืออยู่เช่นกัน ซาน มาร์ติน คิดว่า เพื่อเอกราชของเปรูจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกับกองทัพของโบลีวาร์ ทั้งสองจึงได้กำหนดที่จะพบกันที่เมืองกัวยากิล ซึ่งอยู่ในประเทศเอกวาดอร์ในปัจจุบัน

หลังจากการพบปะพูดคุยกัน ซาน มาร์ติน จึงสรุปได้ว่า จะมอบหมายการปลดปล่อยเปรูให้สำเร็จ แก่ ซีมอง โบลีวาร์ และเขาได้คืนตำแหน่งและอำนาจที่ตัวเขาได้รับมาในการประชุมรัฐสภาครั้งที่ 1 ของเปรู

หลังจากนั้น ซาน มาร์ติน ก็ได้เดินทางออกจากเปรูไปชิลี บวยโนส ไอเรส และข้ามไปยังยุโรป แล้วได้ปิดฉากชั่วชีวิตด้วยวัย 72 ปีที่บูลง-ซูร์-เมอร์ ประเทศฝรั่งเศส ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1850

อ้างอิง[แก้]

  • โฮโงะคู, 2555, ปฏิวัติมนุษย์ใหม่, วารสารสร้างคุณค่า, ปีที่ 27, ฉบับที่ 315, หน้า 50
  • Pablo A. Chami, Biography of San Martin, http://www.pachami.com/English/ressanmE.htm, 2012-03-15
  • Immortaxio135
  • Jose de San Martin,https://en.wikipedia.org/wiki/Jos%C3%A9_de_San_Mart%C3%ADn
  • อนันตชัย จินดาวัฒน์,World History from Stone Age to Globalization,หน้า 399-400