โรซีคนตอกหมุด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

โรซีคนตอกหมุด (อังกฤษ: Rosie the Riveter) เป็นไอคอนทางวัฒนธรรมของสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเป็นตัวแทนของผู้หญิงที่ทำงานในโรงงานและอู่ต่อเรือในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งหลายคนผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์และอุปกรณ์สงคราม[1] ผู้หญิงบางคนเหล่านี้บางครั้งได้รับงานใหม่ทั้งหมดแทนที่ชายที่ทำงานร่วมกับทหาร โรซีคนตอกหมุดถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของคตินิยมสิทธิสตรีในสหรัฐและอำนาจทางเศรษฐกิจของผู้หญิง[1] ภาพที่คล้ายกันของผู้หญิงที่ทำงานในสมัยสงครามได้ปรากฏตัวขึ้นในประเทศอื่น ๆ เช่นอังกฤษ ออสเตรเลีย ภาพของแรงงานหญิงเป็นที่แพร่หลายในสื่อมวลชนและการโฆษณาเชิงพาณิชย์โดยรัฐบาล เพื่อส่งเสริมให้ผู้หญิงอาสาเข้าทำงานในโรงงานในช่วงสงคราม[2] โรซีคนตอกหมุด กลายเป็นชื่อเรื่อง และชื่อเพลง และถูกสร้างเป็นหนังฮอลลีวูดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอีกด้วย

ประวัติ[แก้]

แรงงานหญิงในช่วงสงคราม[แก้]

พนักงานหญิงในร้านขายอาวุธยุทโธปกรณ์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ผู้หญิงที่ใช้เครื่องกลึงป้อมปืน (ค.ศ. 1942)

เนื่องจากสงครามโลกเป็นสงครามเบ็ดเสร็จที่ทำให้รัฐบาลต้องใช้ประโยชน์จากประชากรทั้งหมดของตนเพื่อจุดประสงค์ในการเอาชนะศัตรูของพวกเขา ผู้หญิงนับล้านคนได้รับการสนับสนุนให้ทำงานในอุตสาหกรรมและเข้ารับงานที่เมื่อก่อนทำโดยผู้ชาย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งผู้หญิงทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาถูกว่าจ้างในงานที่ก่อนหน้านี้ทำโดยผู้ชาย สงครามโลกครั้งที่สองมีความคล้ายคลึงกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในการเกณฑ์ผู้ชายไปเป็นทหารซึ่งนำไปสู่การขาดแคลนแรงงานที่มีอยู่และทำให้มีความต้องการแรงงานซึ่งแก้ไขได้ด้วยการจ้างผู้หญิงเท่านั้น

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองผู้หญิงเกือบ 19 ล้านคนมีงานทำ ผู้หญิงหลายคนทำงานอยู่แล้วแต่ได้ค่าแรงต่ำกว่าหรือกลับไปทำงานหลังจากที่ถูกปลดออกในช่วงความตกต่ำทางเศรษฐกิจ มีแรงงานหญิงราวสามล้านคนเข้ามาทำงานในช่วงสงคราม[3] แม้ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่จะเข้าทำงานของผู้ชายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่พวกเขาก็ถูกคาดหวังว่าจะกลับไปทำงานบ้าน หลังจากที่ผู้ชายกลับมาจากสงคราม แคมเปญของรัฐบาลจะมุ่งเป้าไปที่ผู้หญิงโดยเฉพาะแม่บ้านซึ่งอาจเป็นเพราะผู้หญิงที่ทำงานไปแล้วจะย้ายไปทำงานที่ "จำเป็น" ที่ได้รับค่าแรงสูงกว่าด้วยตัวเอง[4] หรืออาจเป็นเพราะสันนิษฐานว่าส่วนใหญ่จะเป็นแม่บ้าน[5] โฆษณาของรัฐบาลหนึ่งฉบับถามผู้หญิงว่า "คุณสามารถใช้เครื่องผสมไฟฟ้าได้หรือไม่ ถ้าใช่คุณก็สามารถเรียนรู้การใช้สว่านได้"[6]:160 การโฆษณาชวนเชื่อก็ได้มุ่งเน้นไปที่สามี เพราะพวกเขาหลายคนไม่เต็มใจที่จะสนับสนุนงานดังกล่าว[7] ผู้หญิงหลายคนที่รับงานในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเป็นมารดา ผู้หญิงที่มีลูกที่บ้านจะรวมตัวกันในความพยายามที่จะเลี้ยงดูครอบครัว พวกเขารวมตัวกันเป็นกลุ่มและแบ่งงานกัน เช่น การทำอาหาร ทำความสะอาดและซักเสื้อผ้า หลายคนที่มีเด็กเล็กจะอยู่ร่วมอะพาร์ตเมนท์หรือบ้านเดียวกันเพื่อให้พวกเขาสามารถประหยัดเวลา เงินสาธารณูปโภค และอาหาร หากทั้งสองทำงาน พวกเขาจะทำกะที่แตกต่างกันเพื่อให้สามารถเปลี่ยนกันเลี้ยงดูลูก ๆ การทำงานในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองทำให้ไม่แน่ใจว่า พวกเขาควรจะสนับสนุนให้ผู้หญิงเป็นแม่บ้านแบบเต็มเวลาหรือสนับสนุนให้พวกเขาได้รับงานเพื่อสนับสนุนประเทศในช่วงเวลาที่ต้องการนี้ ความสามารถในการสนับสนุนทหารโดยการผลิตของที่แตกต่างกันทำให้สตรีรู้สึกว่าตนเองประสบความสำเร็จและภาคภูมิใจในงานของตน ผู้หญิงกว่า 6 ล้านคนได้งานทำในช่วงสงคราม คนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกา คนลาตินอเมริกา คนขาว และคนเอเชียต่างทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กัน[8]

ในปี ค.ศ. 1944 เมื่อชัยชนะดูเหมือนจะอยู่ไม่ไกลสำหรับสหรัฐอเมริกา โฆษณาชวนเชื่อที่รัฐบาลสนับสนุนได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยกระตุ้นให้ผู้หญิงกลับไปทำงานในบ้าน ต่อมาผู้หญิงจำนวนมากกลับมาทำงานแบบดั้งเดิม เช่น ตำแหน่งธุรการ แม้พวกเธอจะไม่อยากกลับเข้าทำงานที่ได้เงินที่น้อยก็ตาม[9] อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงบางส่วนก็ยังทำงานในโรงงานเปอร์เซ็นต์โดยรวมของผู้หญิงที่ทำงานลดลงจากร้อยละ 36 เป็นร้อยละ 28 ในปี ค.ศ. 1947[10]

เพลง[แก้]

วลี "Rosie the Riveter" ใช้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1942 ในเพลงที่มีชื่อเดียวกัน แต่งโดย Redd Evans และ John Jacob Loeb เพลงนี้ได้รับการบันทึกโดยศิลปินมากมายรวมถึงหัวหน้าวงดนตรีดัง Kay Kyser และกลายเป็นเพลงยอดนิยมระดับชาติ[11] เพลงกล่าวถึงโรซี ผู้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเป็นผู้ประกอบซึ่งได้รับตรายอดเยี่ยม "Production E" ในช่วงสงครามของชาวอเมริกัน[12] ชื่อนี้เป็นชื่อเล่นของโรซี โบนาวิต้าที่กำลังทำงานอยู่ที่คอนแวร์ในซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย[13][14][15]

ผลกระทบและหลังสงคราม[แก้]

ผู้หญิงและผู้ชายช่วยกันต่อเครื่องบินที่ North American Aviation (ค.ศ. 1942)

ตามสารานุกรมประวัติศาสตร์เศรษฐกิจอเมริกัน โรซีคนตอกหมุดเป็นแรงบันดาลใจให้การขับเคลื่อนทางสังคมที่เพิ่มจำนวนผู้หญิงอเมริกันที่ทำงานจาก 12 ล้านเป็น 20 ล้านคนภายในปี ค.ศ. 1944 เพิ่มขึ้นร้อยละ 57 จากปี ค.ศ. 1940 ในปี ค.ศ. 1944 ผู้ชายเพียง 1.7 ล้านคนที่ไม่ได้สมรส วัย 20 ถึง 34 ปีทำงานในอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ในขณะที่ผู้หญิง 4.1 ล้านคนที่ไม่ได้สมรสในวัยเดียวกันทำงาน[16] ผู้หญิงเหล่านี้ได้พิสูจน์ตัวเอง (และประเทศ) ว่าพวกเขาสามารถทำ "งานของผู้ชาย" และสามารถทำมันได้ดี[17]ในปี ค.ศ. 1942 ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม ประมาณการสัดส่วนของงานที่จะเป็นที่ยอมรับของผู้หญิงจากนายจ้างเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 29 เป็นร้อยละ 85[17]

ผู้หญิงตอบสนองต่อโรซีคนตอกหมุดอย่างรวดเร็ว ซึ่งเชื่อว่าพวกเขามีหน้าที่ที่ต้องทำมนฐานะคนรักชาติ บางคนอ้างว่าเธอเปิดโอกาสทำงานสำหรับผู้หญิง แต่คนอื่น ๆ โต้แย้งประเด็นนี้ โดยสังเกตว่าหลังสงครามผู้หญิงหลายคนต้องออกจากงานและงานถูกส่งกลับไปยังผู้ชาย[18] นักวิจารย์อ้างว่าเมื่อสงครามจบลง ผูหญิงส่วนใหญ่จะกลับไปทำงานบ้านหรืองานเลขา[19] บางคนเชื่อว่าสงครามโลกครั้งที่สองเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของผู้หญิง ในขณะที่นักประวัติศาสตร์หลายคนเน้นย้ำว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวและทันทีหลังสงครามจบลง ผู้หญิงคงกลับไปทำหน้าที่ภรรยาและแม่ บางคนเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่สงครามนำพามาเป็นพื้นฐานของการเคลื่อนไหวของสตรี[20]

เอลินอร์ ออตโต หรือที่เรียกว่า "โรซีคนตอกหมุดคนสุดท้าย" สร้างเครื่องบินมา 50 ปีแล้วและเกษียณเมื่ออายุได้ 95 ปี[21]

โปสเตอร์ของบริษัทเวสติงเฮาส์[แก้]

โปสเตอร์ "วีแคนดูอิต !" ของ เจ โฮเวิร์ด มิลเลอร์ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างขวัญกำลังใจของแรงงาน

ในปี ค.ศ. 1942 ศิลปินจากพิตส์เบิร์ก เจ โฮเวิร์ด มิลเลอร์ได้รับการว่าจ้างจากคณะกรรมการประสานงาน บริษัทเวสติงเฮาส์ เพื่อสร้างชุดโปสเตอร์สำหรับสงคราม หนึ่งในโปสเตอร์ที่โด่งดังมากได้แก่ ภาพ "วีแคนดูอิต !" ภาพที่ในปีต่อมาถูกเรียกว่า "โรซีคนตอกหมุด" แม้ว่าจะไม่ได้มีชื่อเรียกเช่นนี้ในช่วงสงคราม โดยคาดว่ามิลเลอร์ได้แรงบันดาลใจมากจากภาพจริงของคนงานสงคราม เนโอมี พาร์กเกอร์ (ภายหลัง ฟาร์เลย์) ถ่ายที่ Alameda Naval Air Station ในแคลิฟอร์เนีย[22][23][24][25] ในช่วงสงครามชื่อ "โรซี" ไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาพและวัตถุประสงค์ของโปสเตอร์ก็ไม่ได้เป็นการรับสมัครแรงงานหญิง แต่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่สร้างแรงบันดาลใจในซึ่งมุ่งเป้าไปที่คนงานทั้งสองเพศที่ทำงานที่เวสติงเฮาส์ ต่อมาในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 โปสเตอร์ก็ถูกค้นพบอีกครั้งและมีชื่อเสียง เกี่ยวข้องกับคตินิยมสิทธิสตรีและมักถูกเรียกว่า "โรซีคนตอกหมุด"[26][27][28][29]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Switky, W. Raymond Duncan, Barbara Jancar-Webster, Bob (2008). World Politics in the Twenty-first Century Brief (Student choice ed.). Boston: Houghton Mifflin College Div. p. 268. ISBN 978-0-547-05634-0.
  2. Tawnya J. Adkins Covert, Manipulating Images: World War II Mobilization of Women through Magazine Advertising (2011)
  3. Keene, Jennifer; Cornell, Saul; O'Donnell, Edward (2013). Visions of America, A History of the United States (2 ed.). Pearson Education Inc. pp. 697–698. ISBN 9780205092666.
  4. Leila J. Rupp, Mobilizing Women for War, p 142, ISBN 0-691-04649-2
  5. Maureen Honey, Creating Rosie the Riveter: Class, Gender and Propaganda during World War II, p 24, ISBN 0-87023-453-6
  6. Kennett, Lee (1985). For the duration... : the United States goes to war, Pearl Harbor-1942. New York: Scribner. ISBN 0-684-18239-4.
  7. Emily Yellin, Our Mothers' War, p 45 ISBN 0-7432-4514-8
  8. "We Can Do It!". connection.ebscohost.com. สืบค้นเมื่อ 2016-11-29.
  9. Maureen Honey, Creating Rosie the Riveter: Class, Gender and Propaganda during World War II, p 23, ISBN 0-87023-453-6
  10. Keene, Jennifer; Cornell, Saul; O'Donnell, Edward (2013). Visions of America, A History of the United States (2 ed.). Pearson Education Inc. p. 698. ISBN 9780205092666.
  11. Marcano, Tony (June 2, 1997). "Famed Riveter In War Effort, Rose Monroe Dies at 77". The New York Times.
  12. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Lib of Cong 1
  13. Sickels, Robert (2004). The 1940s. Greenwood Publishing Group. p. 48. ISBN 9780313312991. สืบค้นเมื่อ 5 February 2013.
  14. Young, William H.; Young, Nancy K. (2010). World War II and the Postwar Years in America: A Historical and Cultural Encyclopedia, Volume 1. ABC-CLIO. p. 606. ISBN 9780313356520. สืบค้นเมื่อ 5 February 2013.
  15. Ambrose, Stephen E. (2001). The Good Fight: How World War II Was Won. Simon and Schuster. p. 42. ISBN 9780689843617. สืบค้นเมื่อ 5 February 2013.
  16. Starr, Kevin (2003). Embattled Dreams: California in War and Peace, 1940–1950. Oxford University Press. p. 129. ISBN 0-19-516897-6.
  17. 17.0 17.1 Ware, Susan. Modern American Women: A Documentary History. 2nd edition. Boston: McGraw-Hill, 2002.
  18. Lapsansky-Werner, Emma J. United States History: Modern America. Boston, MA: Pearson Learning Solutions, 2011. Print. Pg 361 - 362
  19. Maureen Honey, Creating Rosie the Riveter: Class, Gender, and Propaganda during World War II. Amherst. University of Massachusetts Press. 1984
  20. Liftoff, Judy. Rosie the Riveter. Americans at War Ed. John Resch. Vol. 3. Detroit: Macmillan Reference USA, 2005. 171–174. 4 vols. Gale Virtual Reference Library. Gale Pepperdine University SCLEC April 13, 2010
  21. Nittle, Nadra (25 October 2014). "'Last Rosie the Riveter,' Elinor Otto of Long Beach, to be honored". presstelegram.com. Press-Telegram: Veteran Affairs. สืบค้นเมื่อ 31 March 2015.
  22. Fox, Margalit (January 22, 2018). "Naomi Parker Fraley, the Real Rosie the Riveter, Dies at 96". The New York Times. สืบค้นเมื่อ January 22, 2018.
  23. "Pretty Naomi Parker is as easy to look at as overtime pay on the... News Photo | Getty Images". www.gettyimages.com. สืบค้นเมื่อ 2018-01-23.
  24. "Museum Collections, U.S. National Park Service -". museum.nps.gov. สืบค้นเมื่อ 2016-03-01.
  25. "Naomi Parker Fraley". www.naomiparkerfraley.com. สืบค้นเมื่อ 2016-03-01.
  26. Sharp, Gwen; Wade, Lisa (January 4, 2011). "Sociological Images: Secrets of a feminist icon" (PDF). Contexts. 10 (2): 82–83. ISSN 1536-5042.
  27. "'Rosie the Riveter' is not the same as 'We Can Do It!'". Docs Populi. สืบค้นเมื่อ January 23, 2012. Excerpted from: Cushing, Lincoln; Drescher, Tim (2009). Agitate! Educate! Organize!: American Labor Posters. ILR Press/Cornell University Press. ISBN 0-8014-7427-2.
  28. Kimble, James J.; Olson, Lester C. (Winter 2006). "Visual Rhetoric Representing Rosie the Riveter: Myth and Misconception in J. Howard Miller's 'We Can Do It!' Poster". Rhetoric & Public Affairs. 9 (4): 533–569.
  29. Bird, William L.; Rubenstein, Harry R. (1998). Design for Victory: World War II posters on the American home front. Princeton Architectural Press. p. 78. ISBN 1-56898-140-6.


แหล่งที่มา[แก้]

  • Bourke-White, Margaret. "Women In Steel: They are Handling Tough Jobs In Heavy Industry". Life. August 9, 1943.
  • Bowman, Constance. Slacks and Calluses – Our Summer in a Bomber Factory. Smithsonian Institution. Washington D.C. 1999. ISBN 1560983876
  • Bornstein, Anna 'Dolly' Gillan. Woman Welder/ Shipbuilder in World War II. Winnie the Welder History Project. Schlesinger Library, Radcliffe College. February 16, 2005.
  • Campbell, D'Ann. Women at War with America: Private Lives in a Patriotic Era (Harvard University Press: 1984) ISBN 0674954750
  • Herman, Arthur. Freedom's Forge: How American Business Produced Victory in World War II, Random House, New York, 2012. ISBN 978-1-4000-6964-4.
  • Knaff, Donna B. Beyond Rosie the Riveter: Women of World War II in American Popular Graphic Art (University Press of Kansas; 2012) 214 pages; excerpt and text search ISBN 9780700619665 OCLC 892062945
  • Parker, Dana T. Building Victory: Aircraft Manufacturing in the Los Angeles Area in World War II, Cypress, CA, 2013. ISBN 978-0-9897906-0-4.
  • Regis, Margaret. When Our Mothers Went to War: An Illustrated History of Women in World War II. Seattle: NavPublishing, 2008. ISBN 978-1-879932-05-0.
  • "Rosie the Riveter" Redd Evans and John Jacob Loeb. Paramount Music Corporation, 1942.
  • Rosie the Riveter Collection, Rose State College, Eastern Oklahoma Country Regional History. Center. [Rosie the Riveter Collection, Rose State College] March 16, 2003.
  • Ware, Susan. Modern American Women A Documentary History. McGraw-Hill:2002.184.
  • Wise, Nancy Baker and Christy Wise. A Mouthful of Rivets: Women at Work in World War II. San Francisco: Jossey-Bass Publishers, 1994.
  • Regional Oral History Office / Rosie the Riveter / WWII American Homefront Project The Regional Oral History Office at the Bancroft Library of the University of California, Berkeley features a collection of over 200 individual oral history interviews with men and women who worked on the home front during World War II.