โมรยา โคสาวี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โมรยา โคสาวี
Morya Gosavi.jpg
ภาพพิมพ์รูปโมรยา โคสาวี
ส่วนบุคคล
เกิดค.ศ. 1375
โมรคาว อินเดีย
เสียชีวิตค.ศ. 1561
จัญจวัฑ อินเดี
ศาสนาศาสนาฮินดู
ปรัชญาคณปัตยะ

โมรยา โคสาวี (อักษรโรมัน: Morya Gosavi หรือ Moraya Gosavi; Morayā Gosāvi) เป็นสันตะองค์สำคัญในศาสนาฮินดูนิกายคณปัตยะ ซึ่งนับถือพระคเณศเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุด ท่านได้รับการนับถือให้เป็นปฐมาจารย์องค์สำคัญที่สุดในบรรดาผู้นับถือนิกายคาณปตยะ และได้รับการบรรยายไว้ว่าเป็น "ผู้นับถือพระคเณศคนที่สำคัญที่สุด"[1]

เข้าใจว่าท่านมีชีวิตอยู่ในระหว่างศตวรรษที่ 13-17 ท่านเริ่มมีศรัทธาในพระคเณศหลังได้เดินทางไปสักการะศรีคเณศมยุเรศวรมนเทียรในโมรคาว ว่ากันว่าการบูชาของท่านในมนเทียรนั้นเป็นไปได้ไม่เต็มกำลัง เป็นผลมาจากสักการชนจำนวนมากในวิหาร พระคเณศจึงปรากฏพระองค์ต่อหน้าท่านและกล่าวว่าพระองค์จะปรากฏที่จิญจวัฑให้โมรยาได้สักการะ โมรยาเดินทางไปยังจิญจวัฑ สร้างมนเทียรบูชาพระคเณศ และท้ายที่สุดได้ปฏิบัติ สัญชีวันสมาธิ โดยการฝังตนเองทั้งเป็นในหลุมศพ

ช่วงชีวิต[แก้]

ยุวราช กฤษัณ (Yuvraj Krishan) เชื่อว่าโมรยา โคสาวี มีช่วงชีวิตอยู่ระหว่างศตวรรษที่ 13-14 ส่วน อาร์ ซี เธเร เชื่อว่าท่านมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 16[2][3] Paul B. Courtright และ Anne Feldhaus ระบุช่วงปีอยู่ที่ 1610–59[4][5] ในขณะที่องค์การบริหารเทศบาลปิมปรี-จิญจวัฑระบุช่วงชีวิตท่านไว้ที่ราวปี 1330 ถึง 1556 พร้อมระบุปีที่แต่งงานคือ 1470 และปีที่ให้กำเนิดบุตรคือ 1481[6] ส่วน Encyclopedia of Religion ระบุปีเสียชีวิตของท่านอยู่ที่ 1651[1]

ตำนานต่าง ๆ มีระบุว่าท่านมีความข้องเกี่ยวกับจักรพรรดิหุมายูง (1508–1556),[6] ชาฮาจี (1594–1665)[2] และ ศิวาจี (1627–1680)[7]

ชีวิตช่วงต้น[แก้]

เรื่องเล่าแบบแรกระบุว่าโมรยาเกิดที่พิทัร กรณาฏกะ ในครอบครัวพราหมณ์เทศัสถะ[8] โมรยาถูกทิ้งจากครอบครัวเพราะบิดามองว่าเขาใช้อะไรไม่ได้ โมรยาได้เดินทางไปยังโมรคาวในมหาราษฏระ และพบว่าตนเองมีความประทับใจในพระคเณศ และโมรยาได้ตั้งรกรากใหม่ในจิญจวัฑ ราว 50 ไมล์ (80 กิโลเมตร) จากโมรคาว[7]

อีกเรื่องเล่าหนึ่งระบุว่าโมรยาเกิดในปูณา ในครอบครัวพราหมณ์เทศัสถะที่ยากไร้แต่เคร่งในศาสนา และเชื่อว่าโมรยาเกิดจากพระประสงค์ของพระคเณศ และคพิดามารดาของโมรยาแท้จริงไม่สามารถมีบุตรได้ หลังคลอดบุตร ครอบครัวได้ย้ายไปยังปิมปเล (Pimple) ราว 40 ไมล์ (64 กิโลเมตร) จากจิญจวัฑ หลังบิดามารดาเสียชีวิต ท่านได้ย้ายไปอยู่ที่ตถาวเฑ ราว 2 ไมล์ (3.2 กิโลเมตร) จากจิญจวัฑ[7] ทั้งสองตำนานบอกเหมือนกันว่าท่านได้จาริกไปสักการะพระคเณศยังมนเทียรพระคเณศที่โมรคาวเป็นประจำทุกวัน หรือทุกเดือน[7]

อีกตำนานหนึ่งบอกว่าโมรยาเกิดมาในครอบครัวพราหมณ์เทศัสถะที่มีสกุลว่า "ศาลิคราม" (Shaligram)[9] บิดาชื่อ ภัต ศาลิคราม (Bhat Shaligram) ไม่นานหลังบิดามารดาของท่านเดินทางสักการะบูชาพระคเณศองค์ที่โมรคาว ก็ได้ให้กำเนิดโมรยา ต่อมาโมรยาป่วยหนักและรักษาไม่หาย ทั้งคู่ได้สวดอ้อนวอนแก่องค์ประคเณศอีกครั้ง ไม่นานก็ได้พบกับ โคสาวี (นักบวช; Gosavi) นามว่า นายัณ ภารตี (Nayan Bharati) ผู้นำยามาให้และรักษาโมรยาได้สำเร็จ รวมถึงยังเผยแผ่คำสอนต่าง ๆ แก่โมรยาด้วย ครอบครัวภัตจึงได้ขอรับชื่อสกุลใหม่เป็นโคสาวี โมรยาจึงกลายมาเป็นที่รู้จักในชื่อโมรยา โคสาวี[2][6]

จากโมรคาวสู่จิญจวัฑ[แก้]

ศรีมยุเรศวรคเณศมนเทียรที่โมรคาว

ตามตำนานหนึ่งเล่าว่าเมื่อครั้นเทศกาลคเณศจตุรถี ซึ่งเป็นเทศกาลบูชาพระคเณศที่ใหญ่ที่สุด โมรยาไม่สามารถหาที่ทางในวิหารซึ่งเติมไปด้วยบรรดาฆราวาสและครอบครัวปิงคเล (Pingle) ที่มั่งคั่ง โมรยาจึงวางเครื่องสักการะของเขาไว้ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง และด้วย "ปาฏิหารย์" ของสักการะของโมรยาถูกสับเปลี่ยนกับของฆราวาสคนอื่นที่ใต้ต้นไม้นั้น ฆราวาสกลุ่มนั้นได้ใส่ความว่าโมรยาประกอบมนตร์ดำ และถูกสั่งห้ามเข้ามนเทียรที่โมรคาวนับจากนั้น จากนั้น พระคเณศได้ปรากฏพระองค์ในฝันของปิงคเล และแจ้งว่าพระองค์ทรงไม่ถูกพระทัยเนื่องจากโมรยาที่พระองค์โปรดมากนั้นถูกปฏิบัติด้วยอย่างเลว จากนั้น ปิงคเลได้ร้องขอให้โมรยาเดินทางกลับมายังโมรคาวอีก แต่โมรยาปฏิเสธ พระคเณศจึงปรากฏพระองค์อีกครั้งแต่โมรยา และกล่าวแก่โมรยาว่าพระองค์จะเสด็จมาประทับอยู่กับโมรยาด้วยที่จิญจวัฑ หลังจากนั้นโมรยาก็ได้พบเจอกับรูปเคารพพระคเณศที่คล้ายกับองค์ที่โมรคาวมากขณะอาบน้ำในแม่น้ำ เขาจึงสร้างวิหารเล็ก ๆ เพื่อบูชาเทวรูปองค์นั้น[7]

อีกตำนานเล่าว่าหัวหน้านักบวชที่โมรคาวประทับใจมากกับความเคร่งครัดของโมรยา จึงได้มอบนมให้แก่โมรยาทุกวันที่เขามายังโมรคาว ครั้งหนึ่ง หัวหน้านักบวชไม่อยู่บ้าน จึงได้ให้เด็กหญิงตาบอดคนหนึ่งเดินทางไปมอบนมให้แก่โมรยาแทน เมื่อจังหวะที่เธอสัมผัสกับขอบเขตของบ้านที่โมรยากำลังรออยู่นั้น สายตาของเธอก็กลับมาเป็นปกติทันที โมรยาจึงกลายเป็นที่รู้จักมากจากปาฏิหารย์ในครั้งนี้ รวมถึงยังมีผู้กล่าวไว้ว่าโมรยายังเป็นผู้รักษาสายตาของจักรพรรดิศิวาจี (1627–1680) ผู้ซึ่งต่อมาเป็นจักรพรรดิมหาราชแห่งจักรวรรดิมราฐา เพื่อหลีกหนีผู้คนจำนวนมากมายมหาศาล โมรยาได้ตัดสินใจย้ายออกมาอาศัยในป่า ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือจิญจวัฑ เนื่องด้วยอายุที่มากขึ้น โมรยาเริ่มมีปัญหาในการเดินทางไปยังโมรคาวเป็นประจำ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่โมรยาเดินทางไปถึงโมรคาวแล้ว แต่มนเทียรกลับปิด เขาจึงนอนหลับอยู่หน้าทางเข้ามนเทียรทั้งสภาพที่เหนื่อยและหิว ในฝันครั้นนั้น พระคเณศปรากฏพระองค์ต่อหน้าโมรยาและบอกให้โมรยาถวายบูชาต่อ และพระองค์จะเสด็จไปประทับกับโมรยาที่จิญจวัฑ รวมถึงจะอวตารลงมาในผู้สืบเป็นลูกหลานของโมรยาไปเจ็ดชั่วคน โมรยาตื่นขึ้นและพบว่าประตูมนเทียรได้เปิดขึ้นด้วยปาฏิหารย์ และได้ทำการถวายบูชาแด่พระคเณศ ในเช้าวันถัดมา เมื่อบรรดานักบวชเปิดประตูมนเทียรเข้าไปก็ต้องตะลึงกับดอกไม้สดที่มีตั้งถวายแด่องค์พระคเณศ และยังพบว่าสร้อยไข่มุกหายไปเส้นหนึ่ง ต่อมาจึงพบว่าสร้อยนั้นโมรยาเป็นผู้สวมอยู่ โมรยาถูกขังคุกแต่ต่อมาก็ถูกปล่อยออกมาด้วยความช่วยเหลือของพระคเณศ หลังจากนั้นโมรยาได้พบกับศิลารูปคล้ายพระคเณศผุดขึ้นมาในบ้านของเขาที่จิญจวัฑ เขาจึงสร้างวิหารบูชาศิลาเทวรูปนั้น[7]

อีกตำนานหนึ่งไม่ได้เล่าถึงตอนที่โมรยาโดนจับกุม แต่ระบุว่าโมรยาสัมผัสได้ถึงการปรากฏพระองค์ของพระคเณศที่โมรคาว แต่พบว่ามีบางสิ่งขัดขวางการบูชาของเขาอยู่ เขาจึงย้ายไปยังป่าใกล้กับตถาวเฑ และทุกวันที่สี่ตามปฏิทินจันทรคติหลังคืนพระจันทร์เต็มดวง โมรยาจะเดินทางไปยังจินตามณีมนเทียรที่เถอูร์ ครั้งหนึ่ง บรรดาผู้ศรัทธาจากจิญจวัฑได้ร้องขอให้โมรยาเดินทางไปริมฝั่งแม่น้ำปาวนาในจิญจวัฑ เมื่อไปถึง เชื่อว่าพระคเณศในปางจินตามณี ซึ่งเป็นปางที่สักการะที่เถอูร์ ได้สั่งให้โมรยาแต่งงาน เขาจึงแต่งงานกับสตรีนามว่า อุมา ธิดาของโควินทราว กุลกรณี (Govindrao Kulkarni) ซึ่งมีครอบครัวตั้งรกรากอยู่ที่ตถาวเฑ[6]

ในอีกเรื่องเล่าหนึ่ง โมรยาได้บำเพ็ญทุกรกิริยาโดยการอดอาหารอย่างเคร่งครัดนาน 42 วัน ตามคำสั่งของคุรุของท่าน ในช่วงของการอดอาหารนี้ เชื่อว่าโมรยาได้พบกับ "การปรากฏพระองค์ของพระเจ้า" ("divine revelations")[2] หลังบิดามารดาของโมรยาเสียชีวิต ท่านได้ย้ายจากโมรคาวไปยังจิญจวัฑ[2] สิ่งปลูกสร้างหลังปัจจุบันของจินตามณีมนเทียรที่เถอูร์นั้นสร้างขึ้นโดยโมรยา[10]

การเสียชีวิตและผู้สืบเชื้อสาย[แก้]

โมรยายังคงเดินทางไปยังเถอูร์, ราญชณคาว (ซึ่งเป็นที่ตั้งของมนเทียรพระคเณศอีกแห่ง คือคณปติมนเทียร) และจิญจวัฑ โมรยามีบุตรหนึ่งคน นามว่าจินตามณี หรือ จินตามณัณ[6] จินตามณีได้รับการบูชาในฐานะรูปอวตารของพระคเณศ[7] แต่ก่อนหน้าที่จะมีบุตรนั้น นักวิชาการจำนวนหนึ่งระบุว่าเขายังได้ช่วยจักรพรรดิโมกุล หุมายูง ซึ่งถูกล้มราชบัลลังก์ หลบหนีไปยังคาบูล เมื่อครั้นหุมายูงได้กลับมาครอบราชย์อีกครั้งเป็นจักรพรรดิแห่งเดลี ก็ได้มอบของขวัญมากมายแก่โมรยาเพื่อขอบคุณ[6] ในขณะที่ข้อมูลของเธเร (Dhere) ระบุว่าบอดาของจักรพรรดิฉัตรปตีศิวาจี ซึ่งคือ ชาฮาจี (Shahaji, 1594–1665) เป็นผู้ที่มีบันทึกไว้ว่าเป็นคนบริจาคแก่โมรยา โคสาวี[2]

หลังภรรยาดสียชีวิตและหลังการประกอบสัญชีวันสมาธิของคุรุของโมรยา ท่ายได้เลือกที่จะประกอบสัญชีวันสมาธิตามไปด้วยเช่นกัน โดยใช้การฝังตนเองทั้งเป็นในหลุมศพ พร้อมถือคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ไว้ในมือ[2][6][7] โมรยายังทิ้งคำสั่งอย่างรัดกุมไว้ว่าไม่ให้หลุมศพเขาถูกเปิดออกเป็นอันขาด[7] จินตามณีได้สร้างสมาธิ (วิหาร) ขึ้นครอบหลุมศพของบิดา[2] มีผู้บรรยายไว้ว่าจินตามณีเริ่มแสดงตัวตนที่แท้จริงในฐานะพระคเณศแก่สันตะและกวีวรการี นามว่า ตุการาม (1577 – c.1650) ผู้เรียกจินตามณีว่า เทวะ สายตระกูลนี้จึงได้ถูกเรียกว่า "เทวะ" นับจากนั้น[7]

สายตระกูล "เทวะ" บองจินตามณีมีลูกหลานตามมาคือ นารายัณ (Narayan), จินตามณีที่สอง (Chintamani II), ธรรมาธร (Dharmadhar), จินตามณีที่สาม (Chintamani III), นารายัณที่สอง (Narayan II) และ ธรรมาธรที่สอง (Dharmadhar II) จักรพรรดิโมกุล เอารังเซบ (1658–1707) ได้มอบของสืบทอดแก่นารายัณเป็นหมู่บ้านแปดหมู่ หลังประทับใจใน "ปาฏิหารย์" ของบิดาที่สามารถเปลี่ยนชิ้นเนื้อวัวที่ถูกส่งมาให้ ให้กลายเป็นดอกมะลิได้ (เนื้อวัวนี้ในศาสนาฮินดูถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะวัวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ การฆ่าวัวจึงเป็นเรื่องที่ผิด[11]) นารายัณที่สองได้แหกคำสั่งที่โมรยาสั่งไว้โดยการเปิดหลุมศพของโมรยาออก ในตำนานหนึ่งเล่าว่าเมื่อเปิดหลุมศพออกก็พบว่าโมรยายังคงทำสมาธิอยู่ในหลุมศพนั้น โมรยาได้ถูกรบกวนจึงสาปไว้ว่าบุตรของนารายัณที่สองจะเป็น "เทวะ" คนสุดท้าย ธรรมาธรที่สอง บุตรของนารายัณที่สอง และถือเป็นคนที่เจ็ดในสายตระกูลเทวะ ได้เสียชีวิตลงโดยไม่มีบุตรหลายวันปี 1810 ถือเป็นการสิ้นสุดสายตระกูลสายตรงของโมรยา กระนั้น ญาติห่าง ๆ ของธรรมาธร นามว่า สาขรี (Sakhari) ได้รับการแต่งตั้งโดยคษะนักบวชให้เป็น "เทวะ" สืบต่อไป เพื่อสืบทอดการหาทุนทรัพย์ของมนเทียร[7] บทกวีบูชา "เทวะ" ทุกคนนั้นยังคงปรากฏมาจนถึงปัจจุบัน[2]

การบูชา[แก้]

โมรยา โคสาวี ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำปฐมาจารย์ทางจิตวิญญาณและสันตะองค์สำคัญที่สุดของคาณปัตยะ ซึ่งเป็นนิกายที่บูชาพระคเณศในฐานะพระเป็นเจ้าสูงสุด รวมถึงยังได้รับการยอมรับว่าเป็น "ผู้บูชาพระคเณศที่มีชื่อเสียงที่สุด"[1]

ในจิญจวัฑ รัฐมหาราษฏระ ยังคงมีหมู่ศาลบูชา "เทวะ" แต่ละองค์อยู่ รวมถึงมนเทียรบูชาโมรยา โคสาวี เช่นกัน ซึ่งเป็นอาคารเตี้ยเรียบง่าย (ขนาด 30' x 20' x 40') ประกอบด้วยมณฑปรูปจัตุรัส และศาลรูปแปดเหลี่ยม มีจารึกเป็นภาษามราฐีไว้ว่า "มนเทียรนี้เริ่มสร้างในคืนสว่างที่สิบสองของเดือนกรรติก (พฤศจิกายน–ธันวาคม) ศก 1580 (ค.ศ. 1658-9) วิลัมพิสัมวัตสร และเสร็จในวันจันทร์ วันที่สี่ของคืนสว่าง ของเดือนอาสาฒะ วิการีสัมวัตสร"[7] วิหารเหล่านี้สร้างขึ้นจากรายได้ของหมู่บ้านแปดหมู่ที่จักรพรรดิเอารังเซบมอบให้ไว้[7] ทั้งสัญชีวันสมาธิของท่านและมนเทียรที่ท่านสร้างขึ้นในจิญจวัฑยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของผู้ศรัทธาในพระคเณศ[1][6] ผู้ศรัทธาเชื่อว่าถึงแม้ว่าโมรยา โคสาวี จะเข้าสู่โมกษะ (การหลุดพ้น) แล้ว แต่ "การมีอยู่ของท่านยังคงมอบความสำคัญในแง่ความศักดิ์สิทธิ์แก่มนเทียรนี้"[1]

ตามเส้นทางเวียนเทียน (ประทักษิณ) ในศรีคเณศมยุเรศวรมนเทียรในโมรคาว มีต้นกัลปพฤกษ์ต้นหนึ่งที่เข้าใจว่าเป็นจุดที่โมรยาได้ปลงอาบัติ[12] ในมนเทียรยังมีการบูชาโมรยาด้วยเช่นกัน รวมถึงยังเข้าใจว่าท่านเป็นผู้ที่ทำให้มนเทียรที่โมรคาวเป็นที่นิยมขึ้นมามาก[13]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 "Gāṇapatyas". Encyclopedia of Religion. Macmillan Reference USA, an imprint of the Gale Group. 2001. สืบค้นเมื่อ 13 January 2010.
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 2.6 2.7 2.8 Dhere, R C. "Summary of Prachin Marathichya Navdhara (Marathi book) chapter 2: Marathi literature of Ganesha cult". Official site of R C Dhere. สืบค้นเมื่อ 12 January 2010.
  3. Krishan Yuvraj (1 January 1999). Gaṇeśa: unravelling an enigma Hinduism and Its Sources Series. Bharatiya Vidya Bhavan. p. 83. ISBN 978-81-208-1413-4.
  4. Paul B. Courtright (1985). Ganesa. Oxford University Press, Incorporated. p. 221. ISBN 978-0-19-503572-8.
  5. Anne Feldhaus (19 December 2003). Connected Places: Region, Pilgrimage, and Geographical Imagination in India. Palgrave Macmillan. pp. 142–3, 145–6, 160. ISBN 978-1-4039-6324-6.
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 6.4 6.5 6.6 6.7 "Culture and History". Pimpri Chinchwad Municipal Corporation (PCMC). 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 February 2012. สืบค้นเมื่อ 9 January 2010.
  7. 7.00 7.01 7.02 7.03 7.04 7.05 7.06 7.07 7.08 7.09 7.10 7.11 7.12 "Poona District: Places – CHINCHVAD". The Gazetteers Department, Government of Maharashtra. 2006 [1885]. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 June 2011. สืบค้นเมื่อ 5 January 2010.
  8. Narendra K. Wagle (1980). Images of Maharashtra: A Regional Profile of India. Curzon Press. p. 110. ISBN 9780700701445.
  9. Narendra K. Wagle (1980). Images of Maharashtra: A Regional Profile of India. Curzon Press. p. 110. ISBN 9780700701445. Moroba Gosavi was a Deshastha Brahmin surnamed Shaligram.
  10. John A. Grimes (1995). Gaṇapati: Song of the Self. SUNY Press. p. 119. ISBN 978-1-4384-0501-8.
  11. Frederick J. Simoons (1994). "Beef". Eat Not this Flesh: Food Avoidances from Prehistory to the Present. Univ of Wisconsin Press. ISBN 978-0-299-14254-4. สืบค้นเมื่อ 30 July 2013.
  12. Milind Gunaji (2003). Offbeat Tracks in Maharashtra. Popular Prakashan. pp. 106–7. ISBN 978-81-7154-669-5.
  13. Swami Parmeshwaranand (1 January 2001). Encyclopaedic Dictionary of Purāṇas. Sarup & Sons. p. 562. ISBN 978-81-7625-226-3.