แอนน์แห่งกลอสเตอร์ เคาน์เตสแห่งสตาฟฟอร์ด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

แอนน์แห่งกลอสเตอร์ เคาน์เตสแห่งสตาฟฟอร์ด (อังกฤษ: Anne of Gloucester, Countess of Stafford) เป็นธิดาคนโตของธอมัสแห่งวูดสต็อก ดยุคแห่งกลอสเตอร์กับเอเลนอร์แห่งโบฮัน

วัยเยาว์[แก้]

แอนน์แห่งกลอสเตอร์อาจเกิดที่ปราสาทเพลชีประมาณ ค.ศ. 1382 โดยเป็นธิดาของธอมัสแห่งวูดสต็อก ดยุคที่ 1 แห่งกลอสเตอร์กับเอเลนอร์ เดอ โบฮัน บิดาของแอนน์เป็นพระราชโอรสคนสุดท้ายของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 กับพระราชินีฟิลิปปาแห่งแอโน แอนน์จึงเป็นลูกพี่ลูกน้องชั้นที่หนึ่งของกษัตริย์อังกฤษในเวลาต่อมาสองคน คือ พระเจ้าริชาร์ดที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรชายของเอ็ดเวิร์ดเจ้าชายดำ พระราชโอรสคนโตของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 และพระเจ้าเฮนรีที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรชายของจอห์นแห่งกอนท์ พระราชโอรสอีกคนของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 อีกทั้งแมรี เดอ โบฮัน พระมเหสีของพระเจ้าเฮนรีที่ 4 ยังเป็นทายาทของเอิร์ลแห่งเฮริฟอร์ดร่วมกับมารดาของแอนน์

ในช่วงที่แอนน์ยังอยู่ในวัยเด็กได้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นเมื่อในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1380 บิดาของแอนน์ได้ตั้งตนเป็นปรปักษ์กับการปกครองอันกดขี่ข่มเหงของพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 กับเหล่าคนโปรดที่กษัตริย์ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ ในฐานะผู้นำของคณะขุนนางผู้อุทธรณ์ เขามีส่วนในการจับกุมเหล่าคนโปรดของพระเจ้าริชาร์ดและจำกัดพระราชอำนาจของกษัตริย์

การสมรสครั้งแรกและครั้งที่สอง[แก้]

พิธีสมรสครั้งแรกของแอนน์ถูกจัดขึ้นที่ปราสาทเพลชีในช่วงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1391 ขณะมีอายุได้ 8 หรือ 9 ปี แอนน์ถูกจับสมรสกับธอมัส สตาฟฟอร์ด เอิร์ลที่ 3 แห่งสตาฟฟอร์ดซึ่งแก่กว่าเธอ 15 ปี ธอมัสถึงแก่กรรมใน ค.ศ. 1392 ก่อนที่การสมรสจะถูกทำให้สมบูรณ์ ตั้งแต่ก่อนธอมัสตายได้มีการเตรียมการไว้แล้วว่าจะให้แอนน์สมรสใหม่กับวิลเลียมหรือเอ็ดมันด์ น้องชายคนใดคนหนึ่งของธอมัสซึ่งทั้งคู่ต่างอยู่ในการอุปถัมป์ของบิดาของแอนน์ แต่ต่อมาวิลเลียมที่เป็นคนพี่ได้ถึงแก่กรรมใน ค.ศ. 1395 ด้วยอายุ 19 ปี แอนน์จึงสมรสกับเอ็ดมันด์ที่ขึ้นเป็นเอิร์ลที่ 5 แห่งสตาฟฟอร์ด ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน คือ

หลังสมรสได้หนึ่งปี แอนน์ต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมครั้งใหม่เมื่อบิดาของเธอถูกกษัตริย์จับกุมตัวขณะกลับมารักษาตัวจากอาการป่วยที่ปราสาทเพรชีในเอสเซ็กซ์ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของครอบครัว ธอมัสถูกย้ายตัวไปคุมขังที่กาแลเพื่อรอการไต่สวนคดี โดยมีเอิร์ลแห่งนอร์ติงแฮมเป็นผู้ดูแล ข่าวการสิ้นพระชนม์ของธอมัสถูกรายงานในเดือนกันยายนของปีนั้น การไต่สวนคดีในเวลาต่อมาให้ข้อสรุปว่าธอมัส ดยุคแห่งกลอสเตอร์ถูกฆาตกรรม ซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดเหตุขึ้นในคืนวันที่ 8 กันยายน โดยถูกกดหน้าจนขาดอากาศหายใจตาย

มีการประกาศว่าดยุคเป็นกบฏ ดินแดนกับทรัพย์สินที่ดินของเขาจึงถูกยึดเข้าราชบัลลังก์ ฮัมฟรีย์ พี่ชายคนเดียวของแอนน์ตกอยู่ในการอุปถัมภ์ของพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 และอยู่กับกษัตริย์ในไอร์แลนด์ในช่วงที่เฮนรี โบลิงโบรกบุกอังกฤษจนได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเฮนรีที่ 4 ในอีกสองปีต่อมา กษัตริย์คนใหม่สั่งให้นำตัวฮัมฟรีย์กลับมาอังกฤษ แต่เขาเสียชีวิตระหว่างเดินทางกลับบ้านเกิดในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1399 ด้วยอายุ 18 ปี

ชีวิตของแอนน์ประสบกับความสูญเสียอีกสองครั้งเมื่อเอเลนอร์ เดอ โบฮัน มารดาของแอนน์ถึงแก่กรรมในวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1399 นักพงศาวดารวอลซิงแฮมกล่าวว่าเธอเสียชีวิตจากการตรอมใจหลังสูญเสียสามีและลูกชายคนเดียว โจน น้องสาวที่ยังไม่ได้สมรสของแอนน์ถึงแก่กรรมในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1400 ส่วนอิซาเบล พี่น้องคนเดียวที่เหลือได้บวชเป็นชีในวันครบรอบวันเกิดปีที่ 16 ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1402 แอนน์กลายเป็นทายาทหญิงผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในราชอาณาจักร ตั้งแต่ ค.ศ. 1399 เป็นต้นมาเธอได้กลายเป็นเคาน์เตสแห่งบักกิงแฮม เฮริฟอร์ด และนอร์แธมตัน และได้รับแต่งตั้งเป็นเลดีแห่งการ์เตอร์ใน ค.ศ. 1405

แอนน์เป็นม่ายครั้งที่สองในวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 1403 เมื่อเอ็ดมันด์ถูกสังหารระหว่างต่อสู้ให้กษัตริย์ในยุทธการที่ชรูว์ส์บี แอนน์ที่พึ่งอายุ 20 ปีถูกทิ้งให้อยู่กับลูกน้อยสองคนและเบี้ยหวัดสำหรับภรรยาม่ายเป็นจำนวนเงิน 1,500 ปอนด์ต่อปี ทว่าทรัพย์สินที่ดินที่เธอได้เป็นมรดกจากสามีครอบคลุมพื้นที่ของรัฐชายแดนเวลส์ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

การสมรสครั้งที่สาม[แก้]

การรักษาทรัพย์สินที่ดินที่แอนน์ได้เป็นมรดกจากสามีทำให้พระเจ้าเฮนรีที่ 4 ขัดแย้งกับเอาไวน์ กลินดูร์และชาวเวลส์ เซอร์กีโยม บูชิเยร์ เคานต์แห่งยูถูกส่งมาคุ้มกันแอนน์และทรัพย์สินที่ดินของเธอจากการโจมตีของชาวเวลส์ แอนน์ได้ตัดสินใจฝากอนาคตไว้ในมือของบูชิเยร์และสมรสกับเขาอย่างลับ ๆ ในช่วงเวลาก่อนหน้าวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1405

การสมรสนี้สร้างความไม่พอใจแก่กษัตริย์ สองสามีภรรยาถูกปรับเป็นเงินก้อนโต ทว่าบูชิเยร์น่าจะเป็นคนที่มีดีพอตัว เขาเป็นทหารฝีมือดีและนักปกครองที่เก่งกาจ ทั้งยังจงรักภักดีต่อกษัตริย์ราชวงศ์แลงคัสเตอร์ ทำให้สองสามีภรรยาได้รับพระราชทานอภัยโทษภายในเวลาไม่นาน

ในรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่ 5 เซอร์กีโยม บูชิเยร์ยังคงรับใช้กษัตริย์ได้ดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งการต่อสู้ที่อาแซ็งกูร์ในปี ค.ศ. 1415 ที่ทำให้เขาได้รับแต่งตั้งเป็นตำรวจพระราชวังประจำหอคอยแห่งลอนดอน ทั้งยังมีส่วนทำให้การจับกุมตัวนักโทษฝรั่งเศสคนสำคัญๆ ได้ในการสู้รบ ในจดหมายแอนน์ได้เขียนถึงเขาด้วยความภาคภูมิในว่าเป็น "สามีที่องอาจกล้าหาญ ฉลาด และเก่งการบริหารบ้านเมือง"

ทั้งคู่มีบุตรด้วยกันหลายคนภายในเวลาไม่นาน แอนน์ได้ผลักดันเรื่องหน้าที่การงานและจัดแจงเรื่องการสมรสให้แก่ลูกๆ ของเธอกับกีโยมทุกคน ได้แก่

แม้จะอยู่คนละฝั่งทางการเมือง แต่ฮัมฟรีย์ สตาฟฟอร์ด บุตรชายคนโตของแอนน์ยังคงสนิทสนมกับมารดาและพี่น้องต่างบิดาสายบูชิเยร์

แอนน์เป็นม่ายครั้งที่สามและครั้งสุดท้ายเมื่อกีโยมถึงแก่กรรมที่ทรัวในปี ค.ศ. 1420 แม้จะยังอายุไม่ถึง 40 ปี แต่แอนน์ไม่ได้สมรสใหม่ เธอถึงแก่กรรมในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1438 ขณะอายุได้ 55 ปี

อ้างอิง[แก้]