ยุทธการที่นอร์แธมป์ตัน (ค.ศ. 1460)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ยุทธการนอร์ทแธมป์ตัน (ค.ศ. 1460)
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามดอกกุหลาบ
Lancaster victory over York.svg
วันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 1460
สถานที่ นอร์ทแธมป์ตันในนอร์ทแธมป์ตันเชอร์
ผลลัพธ์ ยอร์คได้รับชัยชนะ
คู่ขัดแย้ง
Red Rose Badge of Lancaster.svg แลงคาสเตอร์ Yorkshire rose.svg ยอร์ค
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
พระเจ้าเฮนรีที่ 6
ฮัมฟรีย์ สตาฟฟอร์ด ดยุคแห่งบัคคิงแฮมที่ 1
เอิร์ลแห่งวอริคที่ 16
กำลัง
10,000-15,000
20,000-30,000
กำลังพลสูญเสีย
เสียชีวิต 300 คน ไม่ทราบจำนวน

ยุทธการนอร์ทแธมป์ตัน (ค.ศ. 1460) (อังกฤษ: Battle of Northampton (1460)) เป็นยุทธการในสงครามดอกกุหลาบ[1] ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 1460 ที่เมืองนอร์ทแธมป์ตันในนอร์ทแธมป์ตันเชอร์ในอังกฤษ เป็นการต่อสู้ระหว่างกองทัพของฝ่ายราชวงศ์แลงคาสเตอร์ที่นำโดยพระเจ้าเฮนรีที่ 6 และฮัมฟรีย์ สตาฟฟอร์ด ดยุคแห่งบัคคิงแฮมที่ 1 และฝ่ายราชวงศ์ยอร์คที่นำโดยริชาร์ด เนวิลล์ เอิร์ลแห่งวอริคที่ 16 ผลของยุทธการครั้งนี้ฝ่ายยอร์คได้รับชัยชนะ ในด้านความเสียหายฝ่ายราชวงศ์แลงคาสเตอร์มีผู้เสียชีวิต 300 คน ส่วนฝ่ายราชวงศ์ยอร์คไม่ทราบจำนวน

ที่มา[แก้]

หลังจากการพ่ายแพ้อย่างยับเยินในยุทธการลัดฟอร์ดบริดจ์แล้วฝ่ายยอร์คก็ดูเหมือนจะสิ้นท่า ผู้นำของฝ่ายยอร์คบางคนเช่น เอิร์ลแห่งวอริค, เอิร์ลแห่งซอลสบรี และเอ็ดเวิร์ด เอิร์ลแห่งมาร์ชลูกของดยุคแห่งยอร์คก็หนีไปคาเลส์เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1459 ไปพบกับลุงของวอริคลอร์ดฟอคองเบิร์ก ขณะที่ดยุคแห่งยอร์ค และเอ็ดมันด์ เอิร์ลแห่งรัทแลนด์หนีไปไอร์แลนด์

บนเกาะอังกฤษฝ่ายแลงคาสเตอร์ก็ฉวยโอกาสจากความพ่ายแพ้ของฝ่ายยอร์ค โดยการแต่งตั้งให้เจมส์ บัตเลอร์ เอิร์ลแห่งออร์มอนด์ที่ 5 (James Butler, 5th Earl of Ormonde) ไปเป็นข้าหลวงแห่งไอร์แลนด์ และเฮนรี โบฟอร์ท ดยุคแห่งซัมเมอร์เซ็ทที่ 3ไปเป็นกัปตันแห่งคาเลส์ แต่ทั้งสองคนก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก ฝ่ายไอร์แลนด์ไม่ยอมปลดดยุคแห่งยอร์ค และประตูเมืองคาเลส์ก็ไม่เปิดให้กัปตันคนใหม่

ฝ่ายแลงคาสเตอร์มอบกองเรือให้ซัมเมอร์เซ็ทโจมตีคาเลส์แต่ก่อนที่จะข้ามช่องแคบได้ก็ต้องมีการสร้างกองเรือกันก่อนที่แซนด์วิชในเค้นท์ แต่ยังไม่ทันจะสร้างเสร็จวอริคก็เข้าโจมตีแซนด์วิชและขโมยเรือ ในเดือนพฤษภาคมวอริก็ข้ามช่องแคบกลับมาอีกครั้งและมาทำลายกองเรือใหม่ที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง วอริคทิ้งลุงไว้ที่แซนด์วิชกับกองกำลังบางส่วน เพื่อใช้ในการเป็นหัวหาดในการข้ามมารุกรานอังกฤษในอนาคต

การต่อสู้[แก้]

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน วอริค, ซอลสบรี และเอ็ดเวิร์ด เอิร์ลแห่งมาร์ชก็ขึ้นฝั่งที่แซนด์วิชพร้อมด้วยกองทหาร 2,000 คน พระเจ้าเฮนรี and พระราชินีมาร์กาเร็ตยังคงประทับอยู่ที่โคเวนทรีกับกองทหารจำนวนหนึ่ง วอริคเข้ากรุงลอนดอนเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมพร้อมกับกองผู้สนับสนุนจำนวนประมาณ 20,000 ถึง 30,000 คน

กองทัพของพระเจ้าเฮนรีตั้งรับที่นอร์ทแธมป์ตันในบริเวณแอบบีเดลาเพรโดยด้านหลังติดแม่น้ำนีน ด้านหน้าเป็นคูน้ำปริ่มที่มีขวากป้องกัน กองทัพของพระองค์มีจำนวนราว 10,000 ถึง 15,000 คนส่วนใหญ่เป็นผู้ถืออาวุธ และอาวุธปืน

ขณะที่เดินทัพคืบหน้าไปวอริคก็ส่งผู้แทนไปต่อรองกับพระเจ้าเฮนรี แต่ผู้นำของฝ่ายแลงคาสเตอร์ฮัมฟรีย์ สตาฟฟอร์ด ดยุคแห่งบัคคิงแฮมที่ 1 (Humphrey Stafford, 1st Duke of Buckingham) โต้กลับมาว่า “เอิร์ลวอริคจะไม่เข้ามาเฝ้าพระมหากษัตริย์ ถ้ามาเฝ้าก็ต้องเผชิญกับความตาย” หลังจากนั้นวอริคก็ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเฝ้าอีกสองครั้งโดยที่ปรึกษาของพระเจ้าเฮนรี เมื่อไปถึงที่ตั้งทัพของพระเจ้าเฮนรี วอริคก็ส่งสารไปว่า “วันนี้เวลาสองโมง ข้าพเจ้าจะขอเข้าเฝ้าหรือไม่เช่นนั้นก็จะตาย”

เมื่อเวลาสองโมงมาถึงฝ่ายยอร์คก็เริ่มบุก

ทหารยืนกันเป็นแนวแต่ลมและฝนที่ตกกระหน่ำพัดปะทะใบหน้า กองทหารก็เดินหน้าเข้าไปยังฝ่ายแลงคาสเตอร์ๆ ก็ยิงธนูและต่อสู้อย่างแข็งแกร่ง แต่ฝนทำให้ฝ่ายแลงคาสเตอร์ไม่สามารถใช้ปืนใหญ่ในการต่อต้านได้ เมื่อวอริคจู่โจมเข้าถึงทางแนวขวาภายใต้การนำของลอร์ดเกรย์แห่งรูธิน ลอร์ดเกรย์ก็วางอาวุธปล่อยให้ฝ่ายยอร์คเดินทัพเข้ามาในแค้มพ์ได้อย่างง่ายดาย หลังจากนั้นการรบก็ดำเนินไปได้เพียงสามสิบนาทีก่อนที่ฝ่ายแลงคาสเตอร์จะพ่ายแพ้

ดยุคแห่งบัคคิงแฮม, จอห์น ทาลบ็อต เอิร์ลแห่งชรูว์สบรีที่ 2 (John Talbot, 2nd Earl of Shrewsbury) และ ทอมัส เพอร์ซีย์ บารอนเอเกรอมอนท์ที่ 1 (Thomas Percy, 1st Baron Egremont) ต่างก็เสียชีวิตในสนามรบในการพยายามที่จะช่วยพระเจ้าเฮนรีเมื่อฝ่ายยอร์คเข้ามาใกล้เต้นท์ที่ประทับ

ฝ่ายแลงคาสเตอร์เสียกำลังพลไปสามร้อยคน พระเจ้าเฮนรีที่ 6 ทรงถูกจับได้โดยฝ่ายยอร์ค


อ้างอิง[แก้]

  1. Warsoftheroses.com, Wars of the Roses[1]
  • Haigh, Philip A. Military campaigns of the Wars of the Roses. Far Thrupp, Stroud, Gloucestershire: A. Sutton, 1995.

ดูเพิ่ม[แก้]