ข้ามไปเนื้อหา

เซี่ยวติ้งฮองไทเฮา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระจักรพรรดินีเซี่ยวติ้ง
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เซิ่งหมู่ฮองไทเฮาต้าหมิง[1]
ระหว่างค.ศ. 1572 - 18 เดือน 3 ค.ศ. 1614
ก่อนหน้าจักรพรรดินีเซี่ยวอัน
ถัดไปจักรพรรดินีเซี่ยวจิ้ง พระพันปีหลวง
หวงกุ้ยเฟยต้าหมิง[2]
ระหว่างค.ศ. 1567 - ค.ศ. 1572

พระนามเรียกขานพระจิ่วเหลียนโพธิสัตว์
(九莲菩萨[3])
หมายถึง โพธิสัตว์เก้าดอกบัว
พระราชสมภพ19 เดือน 11 ค.ศ. 1545
สวรรคต18 เดือน 3 ค.ศ. 1614
(67 พรรษา)
ฝังพระบรมศพพระราชสุสานหมิงจาว
(明昭陵[4])
พระนามทั้งหมด
พระนามาภิไธย
เซิ่งหมู่ ฉือเซิ่ง ซวนเหวิน หมิงซู่ เจินโซ่ว ตวนเซี่ยน กงซี ฮองไทเฮา
(圣母慈圣宣文明肃贞寿端献恭熹皇太后)[1]
พระราชสมัญญา
เซี่ยวติ้ง เจินฉุน ชินเหริน ตวนซู ปี้เทียน จั้วเซิ่ง ฮองไทเฮา
(孝定贞纯钦仁端肃弼天祚圣皇太后)[4]
พระบรมราชสวามีหมิงมู่จง
พระบิดาอันกั๋วกง (หลี่)
พระมารดาท่านผู้หญิงหวัง
พระราชบุตร
  • หมิงเสินจง
  • ลู่เจี่ยนอ๋อง
  • เจ้าฟ้าโซ่วหยาง
  • เจ้าฟ้าหย่งหนิง
  • เจ้าฟ้ารุ่ยอัน
ราชวงศ์หมิง (สถาปนา)
ศาสนาพุทธ

สมเด็จพระจักรพรรดินีเซี่ยวติ้ง พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (จีน: 孝定皇太后, ค.ศ. 1545 - ค.ศ. 1614) เดิมเป็นพระบรมราชเทวี (หวงกุ้ยเฟย) ในจักรพรรดิหลงชิ่ง โดยทรงเข้ารับราชการเป็นพระภรรยาเมื่อปีค.ศ.1567 และเมื่อพระบรมราชสวามีเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นโอรสสวรรค์ พระองค์ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระบรมราชเทวี (หวงกุ้ยเฟย) ให้มียศเหมือนพระราชวงศ์ และมีพระประสูติกาล องค์ชายจูอี้จุน หลังจาก ค.ศ. 1572 (พ.ศ. 2115) จักรพรรดิหลงชิ่งสวรรคต องค์ชายจูอี้จุน ขณะนั้นพระชนมพรรษา 9 พรรษา เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิว่านลี่ ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นฉือเซิ่งฮองไทเฮา (慈聖皇太后) และพระราชอำนาจทั้งหมดจึงตกไปอยู่ที่พระนาง ซึ่งได้ให้ประธานมนตรีจางจฺวีเจิ้งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และขันทีฝงเป่าขึ้นเป็นมหาขันที โดยให้ทั้งสองถือเป็นพระอาจารย์ของจักรพรรดิว่านลี

พระราชประวัติ

[แก้]

สมเด็จพระจักรพรรดินีเซี่ยวติ้ง เสด็จพระราชสมภพเมื่อปีค.ศ. 1545 ในเขตหัว ชานกรุงปักกิ่ง พระบิดาหลี่เหว่ยเป็นช่างก่อสร้างและเป็นลูกหลานของทหารที่อพยพย้ายถิ่นฐานจากมณฑลซานซีไปยังปักกิ่งในช่วงต้นศตวรรษที่ 15 พระองค์ทรงได้รับการศึกษาอย่างดี[5]

ปี ค.ศ. 1550[6] สมเด็จพระจักรพรรดินีเซี่ยวติ้ง ทรงเป็นนางพนักงานในจักรพรรดิหลงชิ่ง (ครั้งดำรงพระอิสริยยศพระอวี้อ๋อง) ต่อมาด้วยพระสิริโฉมงดงามเป็นที่พอพระทัย อวี้อ๋องทรงพระกรุณารับเป็นหม่อมห้าม

ปี ค.ศ. 1567 พระยุพราชจูไจ้จีไท่จื่อได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติจักรพรรดิหลงชิ่ง พระนางจึงถูกสถาปนาเป็นพระบรมราชเทวี (หวงกุ้ยเฟย)[2]

ปีค.ศ. 1563 พระนางให่การประสูติองค์ชายจู อี้จุน ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์ที่สามของจักรพรรดิหลงชิ่ง ส่วนพระราชบุตรองค์อื่นๆของจักรพรรดิต่างสิ้นพระชนม์ไปก่อนทั้งปีค.ศ. 1559 และค.ศ. 1562

ปี ค.ศ. 1568 องค์ชายจูอี้จุนได้รับการสถาปนาเป็นรัชทายาท และพระนางให้การประสูติพระราชโอรสอีกองค์หนึ่งคือ จูอี้หลิว ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นองค์ชายแห่งลู่ในปีค.ศ. 1571

ทั้งนี้ยังให้การประสูติพระราชธิดาอีก 3 พระองค์คือ

บรรดาพระราชธิดาก็ได้รับสถาปนาขึ้นเป็น องค์หญิงโช่วหยาง องค์หญิงหญิงหย่งหนิง และองค์หญิงรุ่ยอัน

แม้ว่าพระนางจะได้รับความโปรดปรานจากจักรพรรดิ แต่พระนางก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับจักรพรรดินีเซี่ยวอัน ซึ่งเป็นคู่อริของพระนาง ในการให้จักรพรรดิทรงโปรด ความสัมพันธ์ของพระนางร่วมกับจักรพรรดินีเซี่ยวอัน เป็นที่ประจักษ์ตลอดพระชนม์ชีพและมีบทบาทสำคัญต่อพระนาง[5] พระนางไม่เพียงแต่มีไหวพริบหลักแหลมและเด็ดขาดเท่านั้น แต่ยังมีความอ่อนไหวและรู้ขีดจำกัดของพระองค์เอง ไม่เคยก้าวร้าวข้ามเส้นของพระนาง[5]

พระพันปีหลวง

[แก้]

ค.ศ. 1572 (พ.ศ. 2115) จักรพรรดิหลงชิ่งสวรรคต สมเด็จพระยุพราชจูอี้จุน ขณะนั้นพระชนมพรรษา 9 พรรษา เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิว่านลี่ ตามโบราณราชประเพณี จะสถาปนาพระอัครมเหสีของสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ก่อนเป็นฮองไทเฮา ส่วนพระราชมารดา (ถ้ามิใช่พระอัครมเหสี) ให้เป็นไทเฮา แต่มหาขันทีเฟิงเป่า สมคิดกับประธานมนตรีจางจฺวีเจิ้ง นำเรื่องเข้าหารือในสภามนตรี โดยมติเห็นสมควร พระองค์จึงทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นฉือเซิ่งฮองไทเฮา (慈聖皇太后) ประทับ ณ วังฉือหนิง[7]

ต่อมาประธานมนตรีจางจฺวีเจิ้งกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระพันปีหลวง ทรงดูแลความเป็นอยู่ของโอรสสวรรค์ จึงเสด็จไปประทับ ณ วังเฉียนชิง[8]

พระองค์ทรงอบรมสั่งสอนคุณค่าของความขยันหมั่นเพียร ความรับผิดชอบ และความอ่อนน้อมถ่อมตน พระนางทรงเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดและเข้มงวดเช่นกัน[9] คำสอนของพระนางเป็นเหตุให้จักรพรรดิว่านลี่ ทรงเคารพพระราชมารดาเป็นอย่างยิ่ง ตราบพระชนม์ชีพ[5]

การร่วมมือกันของพระนาง จางจฺวีเจิ้งและเฟิงเป่าประสบความสำเร็จในการปกครองประเทศเป็นเวลาหนึ่งทศวรรษ จนกระทั่งจางจวี้เจิ้งถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1582[5]

พระนางจึงต้องขึ้นสำเร็จราชการอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังคงทรงทำตาม กฎที่จักรพรรดิหงอู่ ได้สร้างเอาไว้ พระนางจึงได้งดเว้นจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างจริงจังและสุดโต่ง และพยายามแทรกแซงการเมืองเป็นเพียงครั้งคราวเท่านั้น เช่น การที่พระนางศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงขอให้จางจวี้เจิ้งยกเลิกโทษประหารชีวิตชั่วคราว แต่เมื่อเขาปฏิเสธ โดยกล่าวถึงความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ พระนางก็ทรงเข้าพระทัย[5]

เมื่อทรงทราบเรื่องการสอบสวนพระราชบิดาและพระเชษฐาของพระนางในข้อหาทุจริต พระนางไม่ได้ทรงช่วยแต่อย่างใด กลับส่งชุดเครื่องมือก่อสร้างให้กับพระราชบิดาแทนเพื่อเตือนใจถึงต้นกำเนิดอันต่ำต้อยของเขา[5]

แม้ว่าจางจูเจิ้งจะเสียชีวิตและเฟิงเป่าถูกปลดออกจากตำแหน่งแล้ว แต่พระนางก็ยังคงรักษาอิทธิพลไว้ได้ ด้วยการสร้างไมตรีกับผู้สืบทอดตำแหน่งของจาง ได้แก่ เสินซื่อซิง ซูกัว และ พระนางหวังสีเจี่ย[10] พระนางมิได้ยุ่งกับการเมือง กลับสนใจด้านศาสนามากกว่า[5] ทรงเคร่งครัดในศาสนา และมีการบูรณะปฏิสังขรณ์สร้างอารามต่างๆมากมาย และยังทรงบริจาคตามอารามต่าง ๆ พระนางมักกล่าวถึงตัวพระนางเองว่าเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิม (อวโลกิเตศวร) และมักเกี่ยวข้องกับเทพองค์นี้[6][10][5]

ทรงได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการก่อสร้างราคาแพงหลายโครงการในช่วงปี ค.ศ. 1570, ค.ศ. 1580 และช่วงครึ่งแรกของปี ค.ศ. 1590 ในช่วงแรก ๆ ทรงขยายความศรัทธาแต่เพียงรอบ ๆ ปักกิ่ง แต่ในที่สุดก็ขยายจนถึงเจียงหนาน ในช่วงกลางคริสตศักราช 1590 ความขัดแย้งกับจักรพรรดิเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาททำให้เกิดความขัดแย้ง ส่งผลให้จักรพรรดิมีทรัพย์สินในท้องพระคลังน้อยลงในการระดมทุนโครงการต่าง ๆ หลังจากการแต่งตั้งรัชทายาทในปี ค.ศ. 1601 และแก้ไขข้อพิพาทกับจักรพรรดิแล้ว พระนางจึงทรงสามารถกลับมาด้านศาสนาได้อีกครั้ง แม้ว่าอาจไม่มากเท่ากับช่วงครึ่งแรกของรัชสมัยของจักรพรรดิว่านลี่ก็ตาม[5]

ในปี ค.ศ. 1586 การสืบราชสันตติวงศ์เกิดขึ้นเมื่อพระสนมเอกที่จักรพรรดิทรงโปรด คือ พระสนมเจิ้ง ได้ให้การประสูติพระราชโอรส องค์ชายจู ชางซุน (ค.ศ. 1586–ค.ศ. 1641) ต่อมาพระสนมจึงได้รับการเลื่อนยศเป็นพระมเหสี(หวงกุ้ยเฟย)[11][12] โดยเลื่อนยศให้ต่ำกว่าจักรพรรดินีเซี่ยวตวนเสี่ยนเพียงพระอิสริยยศเดียว และสูงกว่าพระสนมองค์อื่นๆ ของพระองค์ รวมถึงพระนางหวัง พระมารดาของ จู ฉางลั่ว (ค.ศ. 1582–ค.ศ. 1620) พระราชโอรสองค์โตของจักรพรรดิ ก็ได้รับการเลื่อนยศด้วย เป็นที่ทราบว่าพระองค์ทรงโปรดพระราชโอรส (องค์ชายจู ฉางลั่ว) เป็นอย่างมาก เรื่องนี้ทำให้รัฐบาลเรียกร้องให้มีการแต่งตั้งรัชทายาท โดยหลายคนอ้างถึงกฎหมายที่กำหนดให้ต้องแต่งตั้งจูฉางลั่ว แต่บางคนก็เข้าข้างจักรพรรดิและพระสนมเจิ้ง[12] แม้จะมีการถกเถียงและโต้แย้งกัน จักรพรรดิก็ทรงชะลอการตัดสินใจไว้จนถึงปี ค.ศ. 1601 ซึ่งในที่สุดพระองค์ก็ทรงแต่งตั้งจู ฉางลั่ว เป็นรัชทายาท ท่ามกลางการโต้แย้ง พระนางและพระนางหวังสีเจี่ยได้ให้การสนับสนุนพระนางหวังพร้อมพระราชโอรส[5][6] พระนางยังทรงโต้แย้งว่าพระโอรสองค์โตของจักรพรรดิเป็นเพียงบุตรของนางกำนัลในวัง แต่พระนางก็ถูกโต้แย้งว่าจักรพรรดิเองก็เป็นเพียงบุตรของนางกำนัลเช่นกัน[6]

ความร่วมมือของพระนางกับพระนางหวังสีเจี่ย และ พระนางหวัง ทำให้จักรพรรดิที่มิสามารถพบพระสนมเจิ้งได้บ่อยดังเคย ในขณะเดียวกัน พระนางก็ทรงใช้กฎบรรพชนที่จักรพรรดิหงอู่สร้างไว้ ซึ่งถือว่าการแต่งตั้งจักรพรรดินีและรัชทายาทเป็นเรื่องภายในของจักรพรรดิ ทำให้พระนางมีคำตัดสินสุดท้ายและเด็ดขาด จนเมื่อเวลาผ่านไป กลุ่มคนไม่ดี ก็ได้ก่อตัวขึ้นรอบๆพระนาง ทั้งข้าราชการชั้นสูง พระภิกษุสงฆ์ ข้าราชการทั่วไป และขันทีบางคน ซึ่งล้วนสนับสนุนผลประโยชน์ของพระนางและพระราชโอรสของจักรพรรดิ[5]

ในปี ค.ศ. 1595 – ค.ศ. 1604 ความขัดแย้งเรื่องการสืบราชบัลลังก์ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างจักรพรรดิและพระนาง

จักรพรรดิทรงตกลงที่จะเริ่มให้พระโอรสองค์โตของพระองค์ศึกษาในต้นปีค.ศ. 1594 แต่พระนางทรงมิยินยอม และในปี ค.ศ. 1595 พระภิกษุฮั่นซาน เต๋อชิง คนสนิทของพระนาง ถูกจับกุมและส่งตัวไปภาคใต้ของประเทศจีน ปีเดียวกันนั้น จักรพรรดิก็มีได้เสด็จมาร่วมพระราชพิธีเนื่องในวันประสูติของพระนาง

ปีถัดมา จักรพรรดิยังได้ทรงลดตำแหน่งและย้ายขันทีระดับสูงที่ได้รับความเคารพนับถือ (จางเฉิง) ซึ่งเป็นพระญาติของพระนางและตระกูลหลี่ ไปที่หนานจิง

ปี ค.ศ. 1600 จักรพรรดิได้สถาปนาเต๋าเกิงอี้หลาน เพราะสามารถจับกุม ฮั่นซานเต๋อชิง ได้[5]

ในหลังจากการแต่งตั้งรัชทายาทในปี ค.ศ. 1601 ความสัมพันธ์ของพระนางในฐานะพระราชมารดากับจักรพรรดิที่ตึงเครียดก็คลายลง

ปีค.ศ. 1602 เขาได้มอบของขวัญให้กับ พระเชษฐาของพระนาง(ขุนนางแห่งอู๋ชิง) และในปี ค.ศ. 1604 จักรพรรดิยังทรงสร้างพระอารามถวายแด่พระนางอีกสองแห่ง ความสัมพันธ์ของพระนางยังคงดีอย่างต่อเนื่อง จักรพรรดิว่านลี่ยังยุติการข่มเหงชาวพุทธ ซึ่งพระองค์เคยโจมตีมาในทศวรรษก่อน

พระนางและจักรพรรดิ ต่างทรงบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นครั้งคราว ทำให้พระนางทรงอิสระลงนับตั้งแค่หลังปึปี ค.ศ. 1604 โดยทรงกลับมาสนับสนุนสถาบันทางพุทธศาสนาที่ถูกปราบปรามไปในช่วงทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1594[5]

สิ้นพระชนม์

[แก้]

ในปี ค.ศ. 1614 พระนางเสด็จสิ้นพระชนม์ จักรพรรดิทรงสถาปนาพระนางขึ้นเป็น จักรพรรดินีเซี่ยวติ้ง พระพันปีหลวง พระศพถูกฝังร่วมกับจักรพรรดิหลงชิ่ง ณ สุสานหมิงจาวหลิง ในสุสานหลวงราชวงศ์หมิง

พระเกียรติยศ

[แก้]
  • ในรัชสมัยจักรพรรดิเจียจิ้ง (ครองราชย์ ค.ศ. 1521–ค.ศ. 1567)
    • นางหลี่ (李氏; ตั้งแต่ ค.ศ. 1545)
    • นางในวัง (宮人; ตั้งแต่ ค.ศ. 1550)
    • พระสนม (ตั้งแต่ ค.ศ. 1560)
  • ในรัชสมัยจักรพรรดิหลงชิ่ง (ครองราชย์ ค.ศ. 1567–ค.ศ. 1572)
    • หวงกุ้ยเฟย (皇貴妃; ตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ. 1567)
  • ในรัชสมัยจักรพรรดิว่านลี่ (ครองราชย์ ค.ศ. 1572–ค.ศ. 1620)
    • จักรพรรดินีฉือเชิ่ง พระพันปีหลวง (慈聖皇太后; ตั้งแต่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 1572)
    • จักรพรรดินีฉือเชิ่ง ซวนเหวิน พระพันปีหลวง(慈聖宣文皇太后; ตั้งแต่ ค.ศ. 1578)
    • จักรพรรดินีฉือเชิ่ง ซวนเหวิน หมิงซู่ พระพันปีหลวง(慈聖宣文明肅皇太后; ตั้งแต่ ค.ศ. 1582)
    • จักรพรรดินีฉือเชิ่ง ซวนเหวิน หมิงซู่ เจิ้นโซ่ว ตวนเสี่ยน พระพันปีหลวง(慈聖宣文明肅貞壽端獻皇太后; ตั้งแต่ ค.ศ. 1601)
    • จักรพรรดินีฉือเชิ่ง ซวนเหวิน หมิงซู่ เจิ้นโซ่ว ตวนเสี่ยน กงฉือ พระพันปีหลวง(慈聖宣文明肅貞壽端獻恭熹皇太后; ตั้งแต่ ค.ศ. 1606)
    • จักรพรรดินีเซี่ยวติ้ง เจินฉุน ฉินเหริน ตวนซู่ ปีเทียน จั่วเชิ่ง พระพันปีหลวง (孝定貞純欽仁端肅弼天祚聖皇太后, ตั้งแต่ ค.ศ. 1614)

หมายเหตุ

[แก้]

    อ้างอิง

    [แก้]
    1. 1 2 《明通纪》:万历四十二年二月初九日,慈圣宣文明 肃贞寿端献恭熹皇太后午时崩逝。圣谕:合行丧仪, 该部从优查例开具来看。圣谕谕内阁:“朕圣母皇太 后自去年十一月内违和以来,朕斋虔竭诚祈祷,在 于圣母前日,每视药侍膳。”圣母谕朕:“内外有罪轻的 当赦的赦天下有灾伤之处,钱粮免的免些。朕正在 回奏,待圣体万安,发旨:拟行间,慈母偶尔崩逝,朕心 哀切,痛悼不已。卿等拟赦稿来看。钦此。
    2. 1 2 穆宗即位后,于隆庆元年三月册封为皇贵妃。
    3. 《明史·卷二百五十三》因皇五子病,交通宦官宮妾,倡言孝定太后已為九蓮菩薩,空中責帝薄外家,諸皇子盡當夭,降神於皇五子。
    4. 1 2 《明史》孝定李太后 : 四十二年二月崩,上尊諡曰「孝定貞純欽仁端肅弼天祚聖皇太后」,合葬昭陵,別祀崇先殿。
    5. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 Zhang (2020).
    6. 1 2 3 4 McMahon (2016).
    7. 《明史》孝定李太后 : 即位,上尊號曰慈聖皇太后。舊制:天子立,尊皇后為皇太后,若有生母稱太后者,則加徽號以別之。是時,太監馮保欲媚貴妃,因以並尊風大學士張居正下廷臣議,尊皇后曰「仁聖皇太后」,貴妃曰「慈聖皇太后」,始無別矣。仁聖居慈慶宮,慈聖居慈寧宮。
    8. 《明史》孝定李太后 : 居正請太后視帝起居,乃徙居乾清宮。
    9. Zhang (2020), p. 58.
    10. 1 2 Luk (2016).
    11. Brook (2010).
    12. 1 2 Huang (1988).

    บรรณานุกรม

    [แก้]
    • Brook, Timothy (2010). The troubled empire: China in the Yuan and Ming dynasties. Cambridge, Massachusetts: Harvard University Press. ISBN 978-0-674-04602-3.
    • Huang, Ray (1988). "The Lung-ch'ing and Wan-li reigns, 1567—1620". ใน Twitchett, Denis C; Mote, Frederick W. (บ.ก.). The Cambridge History of China Volume 7: The Ming Dynasty, 1368–1644, Part 1. Cambridge: Cambridge University Press. น. 511–584. ISBN 0521243335.
    • Luk, Yu-ping (2016). "Heavenly Mistress and the Nine-lotus Bodhisattva: Visualizing the Celestial Identities of Two Empresses in Ming China (1368-1644)". ใน Bose, Melia Belli (บ.ก.). Women, Gender and Art in Early Modern Asia, c. 1500-1900. London: Routledge/Ashgate. น. 63–91. ISBN 9781138353411.
    • McMahon, Keith (2016). Celestial Women: Imperial Wives and Concubines in China from Song to Qing. Lanham, Maryland: Rowman & Littlefield. ISBN 9781442255029.
    • Zhang, Dewei (2020). Thriving in Crisis: Buddhism and Political Disruption in China, 1522–1620 (พิมพ์ครั้งที่ 1st). New York: Columbia University Press. ISBN 9780231551939.