เจ้าหญิงชิกาโกะ คาซุโนะมิยะ
บทความนี้ได้รับแจ้งให้ปรับปรุงหลายข้อ กรุณาช่วยปรับปรุงบทความ หรืออภิปรายปัญหาที่หน้าอภิปราย
|
| เจ้าหญิงชิกาโกะ | |
|---|---|
| มิไดโดโกโระ | |
| ก่อนหน้า | เท็นโชอิง |
| ถัดไป | อิชิโจ มิคาโกะ |
| ประสูติ | 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1846 เกียวโต โชกุนโทกูงาวะ |
| สวรรคต | 2 กันยายน ค.ศ. 1877 (31 ปี) ฮาโกเนะ, จักรวรรดิญี่ปุ่น |
| พระสวามี | โทกูงาวะ อิเอโมจิ |
| ราชวงศ์ | ราชวงศ์ญี่ปุ่น |
| พระราชบิดา | จักรพรรดินินโก |
| พระราชมารดา | สึเนโกะ ฮาชิโมโตะ |
เจ้าหญิงจิคาโกะ คาซุโนะมิยะ (和宮 親子内親王 (Kazu-no-miya Chikako naishinnō; 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1846 - ค.ศ. 1877)) หรือ เจ้าหญิงเซกันอิง (静寛院宮 (Seikan'in-no-miya)) ทรงเป็นพระราชธิดาในพระจักรพรรดินินโก พระขนิษฐาในพระจักรพรรดิโคเม พระปิตุจฉาในพระจักรพรรดิเมจิ และทรงเป็นภริยาของโชกุน โทกูงาวะ อิเอโมจิ (徳川慶茂 (Tokugawa Iemochi)) โชกุนลำดับที่ 14 แห่ง รัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ
เจ้าหญิงคาซุประสูติเมื่อค.ศ. 1846 ที่นครหลวงเกียวโต ทรงเป็นพระธิดาของพระจักรพรรดินินโก กับพระสนมคือนางฮาชิโมโตะ สึเนโกะ (橋本経子 (Hashimoto Tsuneko)) พระบิดาคือพระจักรพรรดินินโกเสด็จสวรรคตก่อนที่เจ้าหญิงจิคาโกะจะประสูติเพียงหนึ่งเดือน หลังจากที่ให้กำเนิดเจ้าหญิงจิคาโกะแล้วพระสนมฮาชิโมโตะ สึเนโกะ พระมารดาจึงได้ปลงผมบวชเป็นชีได้รับชื่อว่า คังเงียว-อิง (観行院 (Kangyō-in)) เมื่อเจ้าหญิงมีพระชนมายุได้ห้าวัน พระเชษฐาคือพระจักรพรรดิโคเมโปรดฯให้เจ้าหญิงขึ้นทรงกรม พระนามกรมว่า คาซูโนะมิยะ (和宮 (Kazu-no-miya)) ในค.ศ. 1851 เมื่อพระชนมายุได้ห้าพรรษา เจ้าหญิงคาซูโนะมิยะทรงได้รับการหมั้นหมายกับเจ้าชายอาริซูกาวะ ทารูฮิโตะ (有栖川宮熾仁親王 (Arisugawa Taruhito-shinnō))
เสกสมรส
[แก้]ในค.ศ. 1860 รัฐบาลเอโดะในสมัยของโชกุนโทกูงาวะ อิเอโมจิ ออกนโยบายสานความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลโชกุนที่เมืองเอโดะและราชสำนักของพระจักรพรรดิที่เมืองเกียวโต เรียกว่า นโยบายโคบุกัตไต (公武合体 (Kōbu-gattai)) รัฐบาลโชกุนต้องการให้โชกุนอิเอโมจิสมรสกับเจ้าหญิงจากพระราชวงศ์ญี่ปุ่น ซากาอิ ทาดาอากิ (酒井忠義 (Sakai Tadaaki)) ผู้ปกครองเมืองเกียวโตฝ่ายรัฐบาลโชกุนนำความขึ้นทูลพระจักรพรรดิโคเม พระจักรพรรดิโคเมทรงไม่มีพระธิดา มีเพียงพระขนิษฐาเท่านั้นคือเจ้าหญิงเจ้าคาซุ อิวากูระ โทโมมิ (岩倉具視 (Iwakura Tomomi)) ขุนนางในราชสำนักเกียวโตให้การสนับสนุนนโยบายโคบูกัตไตหรือการเชื่อมสัมพันธ์ไมตรี แม้ว่าเจ้าหญิงเจ้าคาซุจะทรงมีพระคู่หมั้นอยู่ก่อนแล้ว แต่ด้วยพระประสงค์ของพระจักรพรรดิโคเม เจ้าหญิงคาซุจึงทรงยินยอมที่จะอภิเษกสมรสกับโชกุนโทกูงาวะ อิเอโมจิ การหมั้นระหว่างเจ้าหญิงคาซุกับเจ้าชายอาริซูกาวะ ทารูฮิโตะจึงถูกยกเลิกไป
แม้ว่าในสมัยก่อนหน้าในสมัยเอโดะเคยมีเจ้าหญิงที่เป็นพระอนุวงศ์ในพระราชวงศ์ญี่ปุ่นอภิเษกสมรสเป็นภรรยาเอกของโชกุนโทกูงาวะ เจ้าหญิงคาซุทรงเป็นเจ้าหญิงองค์แรกจากพระราชวงศ์โดยตรงที่ได้อภิเษกสมรสกับโชกุน อย่างไรก็ตามทางราชสำนักเมืองเกียวโตได้ตั้งเงื่อนไขไว้หลายประการในการอภิเษกสมรสของเจ้าหญิงเจ้าคาซุ ได้แก่ รัฐบาลโชกุนต้องดำเนินนโยบายขับไล่ชาวตะวันตกให้ออกจากประเทศญี่ปุ่นให้หมดสิ้นภายในห้าปี เจ้าหญิงคาซุจะต้องเสด็จกลับมายังเมืองเกียวโตปีละครั้งเพื่อสักการะดวงพระวิญญาณของพระบิดาคือพระจักรพรรดินินโก และเจ้าหญิงคาซุจะทรงปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีของราชสำนักเมืองเกียวโตแม้ว่าจะเสด็จไปประทับที่เมืองเอโดะแล้ว พระจักรพรรดิโคเมมีพระราชโองการแต่งตั้งให้เจ้าหญิงเจ้าคาซุเป็นไนชินโน (内親王 (naishinnō)) มีฐานะเทียบเท่าพระธิดาในพระจักรพรรดิที่ประสูติแต่พระจักรพรรดินี พระราชทานนามให้แก่เจ้าหญิงเจ้าคาซุว่า จิคาโกะ (親子 (Chikako))
เจ้าหญิงจิคาโกะเจ้าคาซุเสด็จออกจากนครเกียวโตในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1861 พร้อมกับพระมารดานางคังเงียวอิงและคนสนิทคือนิวาตะ ซึงูโกะ (庭田嗣子 (Niwata Tsuguko)) เจ้าหญิงคาซุเสด็จถึงเมืองเอโดะในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน และเสด็จเข้าปราสาทเอโดะเข้าประทับในโอโอกุ (大奥 (Ōoku)) หรือฝ่ายในของโชกุนในเดือนธันวาคม เจ้าหญิงคาซุได้พบกับนางเท็นโชอิง (天璋院 (Tenshō-in)) มารดาบุญธรรมของโชกุนอิเอโมจิ และนางจึตสึโจอิง (実成院 (Jitsujō-in)) มารดาโดยกำเนิดของโชกุนอิเอโมจิ เจ้าหญิงคาซุเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับโชกุนอิเอโมจิในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1862 เจ้าหญิงชิกาโกะเจ้าคาซุทรงมีฐานะเป็นไนชินโนซึ่งสูงว่าตำแหน่งเซอิไทโชกุนทำให้ทรงมีฐานะเหนือกว่าพระสวามี เจ้าหญิงคาซุทรงปฏิเสธที่จะถูกเรียกว่ามิไดโดโกโระ (御台所 (Midaidokoro)) อันเป็นคำเรียกตำแหน่งหมายถึงภรรยาเอกของโชกุน แต่โปรดที่จะให้เรียกพระองค์ว่ามิยะหรือเจ้าหญิง เมื่อเข้าประทับในโอโอกุแล้วเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างเจ้าหญิงคาซุกับนางเท็นโชอิง แม้ว่าเจ้าหญิงเจ้าคาซุจะทรงมีชาติกำเนิดสูง แต่นางเท็นโชอิงก็ยังมีฐานะเป็นพระสัสสุของเจ้าหญิงคาซุและดำรงตำแหน่งเป็นโอมิไดโดโกโระ (大御台所 (Ōmidaidokoro)) หรือภรรยาเอกของโชกุนผู้ล่วงลับซึ่งมีอำนาจสูงสุดภายในโอโอกุ มีการจัดที่นั่งให้ที่นั่งของเท็นโชอิงอยู่สูงกว่าและใหญ่กว่าพระอาสน์ของเจ้าหญิงคาซุ อีกทั้งเจ้าหญิงคาซุยังทรงยึดมั่นในขนมธรรมเนียมของราชสำนักเมืองเกียวโตแม้ว่าจะทรงอภิเษกเข้ามาในตระกูลของซามูไรแล้วก็ตาม ท้ายที่สุดทั้งเท็นโชอิงและเจ้าหญิงคาซุต่างปรองดองและเคารพซึ่งกันและกัน
ในเดือนสิงหาคมปีค.ศ. 1864 โชกุนโทกูงาวะ อิเอโมจิ ยกทัพของรัฐบาลโชกุนเข้าปราบปรามแคว้นโจชู (จังหวัดยามางูจิในปัจจุบัน) ปีต่อมาค.ศ. 1865 พระมารดานางคังเงียวอิงล้มป่วยถึงแก่กรรมภายในโอโอกุ ในระหว่างสงครามโชกุนอิเอโมจิล้มป่วยจนถึงแก่อสัญกรรมที่ปราสาทโอซากะในเดือนกรกฎาคมปีค.ศ. 1866 โดยที่มิได้มีโอรสธิดาด้วยกัน เจ้าหญิงคาซุโนมิยะทรงปลงพระเกศาบวชเป็นชีได้รับพระราชทานนามจากพระจักรพรรดิโคเมว่า เซกันอิง (静寛院 (Seikan-in)) ในเดือนธันวาคมพระจักรพรรดิโคเมเสด็จสวรรคต
สมัยการฟื้นฟูเมจิ
[แก้]หลังจากที่โชกุนอิเอโมจิถึงแก่กรรมโดยที่ไม่มีทายาทสืบทอดตำแหน่งโชกุน ทั้งพระนางเซกันอิงและนางเท็นโชอิงและต่างต้องการให้ตำแหน่งโชกุนตกเป็นของโทกูงาวะ คาเมโนซูเกะ (徳川亀之助 (Tokugawa Kamenosuke)) ซึ่งมีอายุเพียงสามปีตามคำสั่งเสียของโชกุนอิเอโมจิ แต่รัฐบาลโชกุนมีความเห็นว่าในภาวะวิกฤตการณ์ทางการเมืองไม่ควรที่จะมีโชกุนอายุน้อยเป็นผู้นำ รัฐบาลโชกุนจึงผลักดันให้โทกูงาวะ โยชิโนบุ (徳川慶喜 (Tokugawa Yoshinobu)) ขึ้นดำรงตำแหน่งโชกุนเป็นโชกุนคนสุดท้ายของรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ หลังจากที่พ่ายแพ้ต่อกองทัพของซัตสึมะและโจชูในการรบที่โทบะ-ฟูชิมิ (Battle of Toba-Fushimi) ในค.ศ. 1868 อดีตโชกุนโยชิโนบุหลบหนีกลับมายังเมืองเอโดะ กองทัพฝ่ายพระจักรพรรดิซึ่งนำโดยเจ้าชายอาริซูกาวะ ทารูฮิโตะ อดีตพระคู่หมั้นของเจ้าหญิงคาซุ และไซโง ทากาโมริ (西郷隆盛 (Saigō Takamori)) ยกทัพของฝ่ายพระจักรพรรดิเข้าติดตามอดีตโชกุนโยชิโนบุเข้าประชิดเมืองเอโดะ พระนางเซกันอิงทรงร่วมมือกับนางเท็นโชอิงและคัตสึ ไคชู (勝海舟 (Katsu Kaishū)) ในการเจรจาสงบศึกกับทัพฝ่ายพระจักรพรรดิ โดยพระนางเซกันอิงมีสาส์นถึงกองทัพของพระจักรพรรดิทรงร้องขอให้ระงับการใช้กองกำลังทหารเข้ายึดครองเมืองเอโดะ และยอมจำนนยินยอมที่จะยกปราสาทเอโดะแก่ฝ่ายพระจักรพรรดิแต่โดยดี กองทัพฝ่ายพระจักรพรรดิจึงเข้ายึดปราสาทเอโดะได้อย่างสันติปราศจากการเสียเลือดเนื้อ (無血開城 (Muketsu kaijō))
ในปี ค.ศ. 1874 ท่านเซกันอิงได้ย้ายมาพักอยู่ที่บ้านของ คัตสึ ไคชู อดีตซะมูไร ที่โตเกียว จวบจนท่านเซกันอิงถึงแก่กรรมเมื่อปี ค.ศ. 1877 ขณะอายุได้เพียง 31 ปี ปัจจุบันศพของท่านถูกฝังอยู่ที่สุสานประจำตระกูลโทะกุงะวะที่ วัดโซโจ