เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ ชื่อเล่น ตั้ว อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ

ประวัติ[แก้]

เกริกเกียรติเกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2492[1] เป็นบุตรของนิธิพัฒน์ (บิดา) กับอินทิรา (มารดา; สกุลเดิม: อินทรทูต บุตรสาวพระพินิจชนคดี (พินิจ อินทรทูต) กับหม่อมหลวงอรุณ สนิทวงศ์[2]) จบการศึกษาระดับปริญญาโท ทางบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐอเมริกา

หน้าที่การงาน[แก้]

เกริกเกียรติเคยทำงานกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ ก่อนจะเข้าทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นเวลา 10 ปี ตำแหน่งสุดท้ายคือหัวหน้าส่วนวิเคราะห์สถาบันการเงิน[3] ต่อมาในปี พ.ศ. 2529 เกริกเกียรติเข้าทำงานที่ ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวฝ่ายมารดา ในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ และผู้อำนวยการฝ่ายสาขา ก่อนจะรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ในเวลาต่อมา เกริกเกียรติขยายกิจการของธนาคารฯ โดยมุ่งเน้นสายงานวาณิชธนกิจ, บริหารการเงิน และการต่างประเทศ ภายใต้การดำเนินงานของราเกซ สักเสนา นักการเงินชาวอินเดีย ซึ่งขณะนั้นเป็นที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่[3]

ในช่วงปี พ.ศ. 2536-2538 ราเกซทำธุรกรรมทางการเงินแบบพิสดาร ในนามของธนาคารฯ[3] ทั้งการปล่อยกู้ให้กับนักลงทุน ที่ต้องการเทคโอเวอร์กิจการในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อนำไปขายทำกำไร โดยมีลูกค้าส่วนหนึ่ง เป็นนักการเมืองสังกัดกลุ่ม 16[4] (กลุ่มการเมืองที่นำโดย เนวิน ชิดชอบ, สุชาติ ตันเจริญ, ชูชีพ หาญสวัสดิ์, สรอรรถ กลิ่นประทุม) หรือการปล่อยสินเชื่อให้กับกิจการต่างชาติ โดยหารายได้จากค่าธรรมเนียมธุรกรรมการเงิน[3] จนกระทั่งเกิดหนี้เสีย และถูกควบคุมโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

BBC ล้มละลาย[แก้]

ในวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2539 ธนาคารแห่งประเทศไทย เข้ายึดและสั่งปิดกิจการ ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ พร้อมทั้งฟ้องศาลให้ดำเนินคดีกับเกริกเกียรติและราเกซ ว่ากระทำผิดตามกฎหมายธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 และ กฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ในข้อหาฉ้อโกงและยักยอกรวมทั้งสิ้น 17 คดี มูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท[4] ต่อมา ศาลชั้นต้นมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552 สั่งจำคุกเกริกเกียรติเป็นเวลา 20 ปี และปรับเป็นเงิน 3,100 ล้านบาท[5][6]

ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540[แก้]

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ ล้มละลายได้ไม่นาน ก็เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งขึ้นใน พ.ศ. 2540 ทำให้กิจการห้างร้านและบริษัทบางแห่งต้องปิดตัวลง ซึ่งผลกระทบนี้ทำให้คนบางกลุ่มมองว่า เกริกเกียรติเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในครั้งนี้ แต่ต่อมาเขาได้ออกมาเปิดเผยเมื่อปี พ.ศ. 2549 โดยเปิดเผยว่า ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการมีสถานะล้มละลายมาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเข้ามารับตำแหน่ง

เสียชีวิต[แก้]

เกริกเกียรติเสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ด้วยโรคมะเร็งในปอด ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กรุงเทพมหานคร ขณะมีอายุ 63 ปี[7]

ผลงานหนังสือ[แก้]

  • ความจริงบีบีซี

อ้างอิง[แก้]

  1. แม้ร่ำรวยมีเงินเป็นหมื่น-พันล้าน ก็หมดตัวได้ ปิดตำนาน "โกง" บีบีซี (ตอน 1) [ลิงก์เสีย]
  2. สืบสาย "อินทรทูต" ใน 48 ปีแบงก์บีบีซี"[ลิงก์เสีย] นิตยสารผู้จัดการ, มกราคม 2536
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ อวสาน "อินทรทูต"[ลิงก์เสีย] ภัทราวรรณ พูลทวีเกียรติ, นิตยสารผู้จัดการ, เมษายน 2539
  4. 4.0 4.1 'อัปเดต' คดี 'ฉ้อโกง'-บีบีซี เกริกเกียรติ 'อ่วม' จำคุก 110 ปี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2408 12 มี.ค. - 14 มี.ค. 2552
  5. Krirk-kiat sentenced to another 20 years in jail The Nation, March 11, 2009
  6. คุกอีก 20 ปี ปรับ 3 พันล้าน “เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์” โกงบีบีซี ผู้จัดการ, 11 มีนาคม 2552
  7. มะเร็งคร่าชีวิต “เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์” ในวัย 63, 20 ตุลาคม 2555, เดลินิวส์ออนไลน์