อโนชา ปันจ้อย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อโนชา ปันจ้อย
อโนชา ปันจ้อย.jpg
อโนชาก่อนการลักพาตัว
เกิดค.ศ. 1955 (อายุ 64–65 ปี)
จังหวัดเชียงใหม่
ประเทศไทย
สาบสูญ21 พฤษภาคม ค.ศ. 1978
มาเก๊า
สถานะหายสาบสูญมาแล้ว 42 ปี 112 วัน
ถิ่นพำนัก เกาหลีเหนือ
สัญชาติ ไทย
คู่สมรสแลร์รี แอลเลน แอบเชียร์
ชายชาวเยอรมันตะวันออกไม่ทราบชื่อ

อโนชา ปันจ้อย คือหญิงสัญชาติไทยที่ถูกสายลับเกาหลีเหนือลักพาตัวไปในมาเก๊าเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2521[1][2][3] เรื่องของเธอเป็นที่รู้จักเนื่องจากการปล่อยตัวทหารชาวอเมริกันชื่อชาลส์ โรเบิร์ต เจนคินส์ ในปี พ.ศ. 2547

วัยเด็กและการถูกลักพาตัว[แก้]

อโนชาเกิดในปี พ.ศ. 2498 ที่บ้านหนองแสะ ตำบลห้วยทราย อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่[4] พ่อของเธอชื่อสม ปันจ้อย เป็นทหารผ่านศึกสงครามเกาหลี ส่วนแม่ของอโนชาเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก ปัจจุบันนายสมเสียชีวิตแล้วเช่นกัน

อโนชาย้ายไปกรุงเทพหลังจากจบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 4[4] ก่อนที่จะย้ายไปที่อาณานิคมมาเก๊าของโปรตุเกสเพื่อไปทำงานเป็นหมอนวดในโรงแรมท้องถิ่น[5]

ในวันที่ 21 พฤษภาคม อโนชาออกจากอพาร์ตเมนต์โดยบอกว่าจะไปร้านเสริมสวย ตามคำกล่าวอ้างของชาลส์ โรเบิร์ต เจนคินส์ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือชื่อ The Reluctant Communist ซึ่งกล่าวอ้างว่าเขียนตามที่อโนชาเล่าให้ผู้แต่งฟัง โดยอโนชาบอกว่าเธอพานักท่องเที่ยวที่อ้างว่าเป็นคนญี่ปุ่นไปขึ้นเรือนำเที่ยว ก่อนที่จะถูกซุ่มทำร้ายที่ชายหาดใกล้เคียงและถูกพาขึ้นเรือไปเกาหลีเหนือ[5][6] เชื่อกันว่าสาเหตุที่มีการลักพาตัวชาวต่างชาติไปยังเกาหลีเหนือก็เพื่อให้ชาวต่างชาติเหล่านั้นไปทำหน้าที่ครูสอนภาษาให้กับสายลับชาวเกาหลีเหนือเพื่อการปลอมตัวให้แนบเนียนยิ่งขึ้น[7]

ชีวิตในเกาหลีเหนือ[แก้]

หลังจากที่อโนชามาถึงในกรุงเปียงยางได้ไม่นาน เธอก็แต่งงานกับทหารอเมริกันแปรพักตร์ชื่อ แลร์รี แอลเลน แอบเชียร์ ราวปี พ.ศ. 2523 ทั้งคู้ย้ายไปอยู่ในอพาร์ตเมนต์ใกล้กับของชาลส์ เจนคินส์ และฮิโตะมิ โซะกะ ภรรยาของเขาที่ถูกลักพาตัวมาเช่นกัน อโนชาสนิทกับครอบครัวเจนคินส์และบางครั้งก็ช่วยดูแลลูก ๆ ของครอบครัวเจนคินส์ที่ชื่อมิกะ (Mika) และโรเบิร์ตา (Roberta) แอบเชียร์ สามีของอโนชาเสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2526 เธอยังสนิทกับครอบครัวเจนคินส์ต่อไปจนกระทั่งปี พ.ศ. 2532 ซึ่งเธอได้แต่งงานใหม่กับนักธุรกิจชาวเยอรมันตะวันออกที่ทำงานให้รัฐบาล ครอบครัวเจนคินส์เห็นอโนชาครั้งสุดท้ายในปีนั้น ก่อนการแต่งงานครั้งที่สองของเธอไม่นาน[6][8]

เจนคินส์ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า อโนชาบอกเขาว่าเธอถูกลักพาตัวมาพร้อมกับคนอีก 2 คน[4][6] รวมถึงบอกว่าเธอยังคงอยากกลับประเทศไทยเพื่อกลับมาหาญาติพี่น้องอีกครั้ง[1]

การพบเห็นและข้อมูลอื่น ๆ หลังการแต่งงานครั้งที่สอง[แก้]

ภาพที่พี่ชายของอโนชาจำเธอได้ (ในภาพซ้ายสุด มองต่ำ)

ในปี พ.ศ. 2546 ก่อนที่เจนคินส์จะย้ายตามภรรยาไปญี่ปุ่น รัฐบาลเกาหลีเหนือหลอกเขาว่าถ้ากลับญี่ปุ่นจะโดนจับตัว แต่หากอยู่ต่อจะให้อยู่กับอโนชา[4] นั่นทำให้เจนคินส์เชื่อว่าอโนชายังคงมีชีวิตอยู่ในขณะนั้น

ครอบครัวปันจ้อยไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้างจนถึงปี พ.ศ. 2548 เมื่อพี่ชายของเธอจำเธอได้จากรูปถ่ายที่เจนคินส์ถือในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์[6][9][10][11][12] เมื่อครอบครัวปันจ้อยตระหนักว่าอโนชาถูกลักพาตัวไปที่เกาหลีเหนือแล้ว ครอบครัวของเธอก็เริ่มตามหาทางช่วยเหลือให้เธอกลับมา เนื่องจากพ่อของอโนชาเสียชีวิตไปแล้ว พี่ชายและหลานชายของอโนชาจึงเป็นตัวแทนหลักของครอบครัว

ในปี พ.ศ. 2548 พี่ของอโนชาเดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อพบกับ เทะรุอะกิ มะสึโมโตะ เลขาธิการของสมาคมเพื่อการให้ความช่วยเหลือชาวญี่ปุ่นที่ถูกลักพาตัวโดยเกาหลีเหนือ รุอิมโกะ พี่สาวของมะสึโมโตะก็ถูกลักพาตัวเช่นกันในปี พ.ศ. 2521

ในปี พ.ศ. 2549 ทางการนครเชียงใหม่ได้จัดงานแสดงภาพเพื่อเรียกร้องให้เพิ่มความใส่ใจในเรื่องของเธอให้มากขึ้น[13] นอกจากนั้นครอบครัวของเธอยังได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงเธออีกด้วย

และเนื่องจากการตายของคิม จองอิลในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2554 ครอบครัวปันจ้อยหวังว่าอโนชาจะยังคงมีชีวิตอยู่[14] และหวังว่าจะเห็นความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสองชาติ

จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลเปียงยางยังคงปฏิเสธว่าอโนชาถูกลักพาตัวโดยสายลับชาวเกาหลีเหนือ รวมถึงความมีตัวตนของเธอในประเทศดังกล่าว[15] แม้ว่าจะถูกรัฐบาลไทยสอบถามไปหลายครั้ง[16]รัฐบาลเกาหลีเหนือยังคงปฏิเสธการลักพาตัวบุคคลสัญชาติอื่น ยกเว้นชาวญี่ปุ่นบางส่วนซึ่งใช้เวลานับสิบปีกว่าทางการเกาหลีเหนือจะยอมรับ

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 "Anocha 'keen' to come home". Nationmultimedia.com. 2007-09-19. สืบค้นเมื่อ 2013-01-06.
  2. "The Abductees We Must Not Forget". Daily NK. 2010-04-28. สืบค้นเมื่อ 2012-07-28.
  3. "Asia-Pacific | N Korea 'kidnapped Thai woman'". BBC News. 2005-11-07. สืบค้นเมื่อ 2012-07-28.
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 "รายงาน "พลเมืองเหนือ": โสมแดงลักพาคนไทย เชื่อ! ไม่ใช่แค่อโนชา". ประชาไท. 2006-01-22. สืบค้นเมื่อ 2013-01-06.
  5. 5.0 5.1 "NARKN". Sukuukai.jp. สืบค้นเมื่อ 2012-07-28.
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 Frederick, Jim (2005-11-14). "North Korea: Prisoner of Pyongyang?". TIME. สืบค้นเมื่อ 2012-07-28.
  7. "สาวไทยถูกโสมแดงลักตัว32ปีญาติร้องรบ.ช่วยแต่เงียบ". ไทยรัฐออนไลน์. 2005-11-14. สืบค้นเมื่อ 2012-07-28.
  8. Chongkittavorn, Kavi (2010-11-09). "The Nation: Thailand's top English news website". Nationmultimedia.com. สืบค้นเมื่อ 2013-01-06.
  9. "Brother of Thai abductee to North seeks assistance | The Japan Times Online". Japantimes.co.jp. สืบค้นเมื่อ 2012-07-28.
  10. "Anocha's family ask govt to get her back". Nationmultimedia.com. 2006-02-16. สืบค้นเมื่อ 2012-07-28.
  11. "Lost, Without a Trace - Newsweek and The Daily Beast". Thedailybeast.com. 2006-02-19. Archived from the original on 2013-02-04. สืบค้นเมื่อ 2012-07-28.
  12. "Jenkins Photo Proof Of Kidnapping?". CBS News. 2009-02-11. สืบค้นเมื่อ 2012-07-28.
  13. "Exhibition on Thai North Korean Abductees Held". Daily NK. 2008-07-16. สืบค้นเมื่อ 2012-07-28.
  14. "The Chosun Ilbo (English Edition): Daily News from Korea - N.Korea Kidnapped Other Asian Women: Monthly Chosun". English.chosun.com. สืบค้นเมื่อ 2012-07-28.
  15. "บัวแก้วหารือญี่ปุ่นเรื่องอโนชา ปันจ้อย และการฉลอง 120 ปี ความสัมพันธ์-ญี่ปุ่น". RYT9.com. 2006-05-16. สืบค้นเมื่อ 2013-01-06.
  16. ไม่ปรากฏ. อโนชา - ยังไม่สิ้นหวังที่จะตามหาเธอ. สืบค้นเมื่อ 2013-01-05. Unknown parameter |month2= ignored (help); Unknown parameter |year2= ignored (help); Unknown parameter |date2= ignored (help)
  • Jenkins, Charles Robert (2007). The Reluctant Communist: My Desertion, Court-Martial, and Forty-Year Imprisonment in North Korea, University of California Press, Berkley. ISBN 0520253337

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]