ข้ามไปเนื้อหา

อาเกโตะ นากามูระ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อาเกโตะ นากามูระ
นากามูระ ใน ค.ศ. 1889
เกิด(1889-09-12)12 กันยายน ค.ศ. 1889
นาโงยะ จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น
เสียชีวิต12 กันยายน ค.ศ. 1966(1966-09-12) (77 ปี)
รับใช้จักรวรรดิญี่ปุ่น
แผนก/สังกัดกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่น
ประจำการค.ศ. 1923–1945
ชั้นยศ พลโท
บังคับบัญชา
  • กองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
  • กองพลที่ 39
  • กองพลทหารราบที่ 18
การยุทธ์

พลโท อาเกโตะ นากามูระ (ญี่ปุ่น: 中村明人; เฮปเบิร์น: Nakamura Aketo; 11 เมษายน ค.ศ. 1889 – 12 กันยายน ค.ศ. 1966) เป็นนายทหารแห่งกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่น ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขามีบทบาทในการควบคุมกองกำลังญี่ปุ่นภายหลังการบุกครองประเทศไทยใน พ.ศ. 2484 และทำหน้าที่ประสานงานกับรัฐบาลไทยภายใต้การนำของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ซึ่งประกาศเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิญี่ปุ่น

ประวัติ

[แก้]

อาเกโตะ นากามูระ เกิดเมื่อวันที่ 11 เมษายน ค.ศ. 1889 ในชนบทแถบเมืองนาโงยะ จังหวัดไอจิ สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น และได้รับยศนายร้อยตรีในปี ค.ศ. 1910 ต่อมาใน ค.ศ. 1922 เขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบกแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น และได้รับคัดเลือกให้เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนี

ภายหลังกลับญี่ปุ่น เขาได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำโรงเรียนเสนาธิการทหารบก และต่อมาได้เป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 24 ในประเทศแมนจู รวมถึงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมกิจการทหาร และอธิบดีกรมยุทธการทหารในกระทรวงกลาโหมแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น

ในช่วงปลายปี ค.ศ. 1940 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 5 แห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น และมีบทบาทในการบุกเข้าทางตอนเหนือของอินโดจีนฝรั่งเศส หลังจากนั้นใน ค.ศ. 1941 เขาได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลประจำนาโงยะ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา และในปีเดียวกันยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกรมสารวัตรทหาร ซึ่งเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนจะเข้ารับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1943

ชีวิตราชการทหารในไทย

[แก้]

ญี่ปุ่นได้เข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทยตั้งแต่เดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 ทั้งนี้ นากามูระได้รับแต่งตั้งและมาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1943 ในตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นประจำประเทศไทย

นอกเหนือจากหน้าที่ทางทหารแล้ว เขายังมีภารกิจสำคัญในการรักษาความสัมพันธ์กับประชาชนไทยและป้องกันไม่ให้เกิดการต่อต้านญี่ปุ่น เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับไทยยังไม่ราบรื่นนัก และมีการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่บางส่วน

ความขัดแย้งที่บ้านโป่ง

[แก้]

จากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาวบ้านและทหารญี่ปุ่นที่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ประเทศ ไทย เมื่อ พ.ศ. 2485 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่าย เหตุการณ์นี้ได้บานปลายกลายเป็นปมขัดแย้งนานนับปี และส่งผลให้ความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่นเลวร้ายลง

ในเรื่องนี้ ทางเอกอัครราชทูตไทยประจำจักรวรรดิญี่ปุ่น ดิเรก ชัยนาม ซึ่งขณะนั้นประจำกรุงเทพมหานคร ได้เข้าพูดคุยกับนากามูระ โดยระบุว่าความขัดแย้งเกิดจากพฤติกรรมของทหารญี่ปุ่น เช่น การตบหน้าและตบศีรษะคนไทย ซึ่งถือว่าเป็นการดูถูกอย่างยิ่งในวัฒนธรรมไทย แม้ว่าจะถือเป็นเรื่องปกติในกองทัพญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องพฤติกรรมส่วนตัวของทหาร เช่น การเปลือยกายอาบน้ำในที่สาธารณะหรือยืนปัสสาวะริมทาง ซึ่งขัดกับวัฒนธรรมไทย เมื่อนากามูระได้รับทราบเรื่องดังกล่าวก็รู้สึกละอายใจ จึงมีคำสั่งห้ามตบหน้าและศีรษะชาวไทย รวมถึงจัดทำคู่มือเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยหลายหมื่นเล่ม แจกจ่ายให้ทหารญี่ปุ่นทุกนายในไทยใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ

ต่อมา เหตุการณ์ขัดแย้งดังกล่าวถูกรายงานไปยังศูนย์บัญชาการใหญ่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นแห่งเอเชียบูรพาที่ประเทศสิงคโปร์ ศูนย์บัญชาการได้เรียกร้องให้ทางการไทยจับกุมหัวหน้ากลุ่มประหารชีวิตและจ่ายค่าชดเชยให้ทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตรายละ 80,000 บาท (ประมาณ 80,000 เยนในสมัยนั้น) อย่างไรก็ตาม ตัวแทนรัฐบาลไทยได้อธิบายว่าส่วนหัวหน้าผู้ก่อการเป็นพระภิกษุ จึงไม่สามารถประหารชีวิตได้

นากามูระจึงเสนอทางออกไปยังศูนย์บัญชาการใหญ่ โดยเห็นควรให้ไทยจับกุมและลงโทษชาวบ้านตามสมควร พร้อมจ่ายค่าชดเชยให้ทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิต และทางกองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทยจะบริจาคเงินส่วนหนึ่งไปยังครอบครัวชาวบ้านที่เสียชีวิตด้วย ภายหลังศูนย์บัญชาการใหญ่เห็นควรให้การดำเนินการเป็นไปตามคำสั่งของผู้บัญชาการกองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทย

ภายหลังสงคราม

[แก้]

ภายหลังการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สองใน ค.ศ. 1945 และการยอมจำนนของญี่ปุ่น นากามูระถูกจับกุมโดยขบวนการเสรีไทยในประเทศไทย เขาถูกตั้งข้อหาเป็นอาชญากรสงคราม และถูกกำหนดให้ส่งตัวไปขึ้นศาลที่ศาลทหารระหว่างประเทศสำหรับตะวันออกไกล ณ กรุงโตเกียว ระหว่างการรอส่งตัว นากามูระถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวางเป็นเวลาหนึ่งช่วง ก่อนที่จะถูกส่งไปยังประเทศญี่ปุ่นทางอากาศเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี เขาเป็นหนึ่งในนายทหารระดับสูงของญี่ปุ่นเพียงไม่กี่คนที่รอดพ้นจากโทษประหารชีวิต ภายหลังได้รับการปล่อยตัว เขาหันไปดำเนินชีวิตอย่างสงบและเขียนงานเขียนว่าด้วยประเทศไทยในสงครามโลกครั้งที่สอง

ส่วนเกี่ยวข้อง

[แก้]

ในระหว่างที่ประจำการในประเทศไทยพลโทนากามูระได้บริจาคเงินบูรณะองค์ พระปฐมเจดีย์ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 10 บาทซึ่งถือว่ามีค่ามากในสมัยนั้น