ข้ามไปเนื้อหา

อัลดริช เอมส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อัลดริช เอมส์
ภาพถ่ายหน้าตรงของอัลดริช เอมส์ ในค.ศ. 1994 หลังจากถูกจับกุม
เกิด26 พฤษภาคม ค.ศ. 1941
ริเวอร์ฟอลส์, วิสคอนซิน, สหรัฐอเมริกา
เสียชีวิต5 มกราคม ค.ศ. 2026(2026-01-05) (84 ปี)
สถาบันราชทัณฑ์กลางเมืองคัมเบอร์แลนด์, แมริแลนด์, สหรัฐอเมริกา
อาชีพอดีตเจ้าหน้าที่ CIA และนักวิเคราะห์และสายลับของสหภาพโซเวียตและต่อมารัสเซีย
สถานะทางคดีเสียชีวิต
คู่สมรสแนนซี เซเกบาร์ท (หย่า)
โรซาริโอ ดูพุย
บุพการีคาร์ลตัน เซซิล เอมส์
เรเชล อัลดริช เอมส์
ข้อหาTitle 18 of the United States Code [en] § 794(c)[1] (รัฐบัญญัติจารกรรม)
บทลงโทษจำคุกตลอดชีวิต (โดยไม่มีทัณฑ์บน)
วันที่ถูกจับ
21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1994

อัลดริช เฮเซน เอมส์ (อังกฤษ: Aldrich Hazen Ames; 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1941 – 5 มกราคม ค.ศ. 2026) เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ต่อต้านการข่าวกรองและนักวิเคราะห์ของหน่วยสืบราชการลับกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (CIA) ซึ่งใน ค.ศ. 1994 ถูกตัดสินให้มีความผิดในข้อหาเป็นสายลับให้กับสหภาพโซเวียตและรัสเซีย จนกระทั่งการจับกุมตัวโรเบิร์ต แฮนเซ็นในอีก 7 ปีต่อมา เอมส์เป็นคนที่ทำให้สายของ CIA ต้องตกอยู่ในอันตรายมากกว่าสายลับโซเวียตทั้งหมดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา

ขณะที่ทำงานในแผนกต่อต้านข่าวกรองของ CIA เป็นเวลา 9 ปี เขาประกาศรายรับต่อปีไว้ที่ 60,000 ดอลลาร์ แต่กลับมีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตถึง 30,000 เหรียญต่อเดือน และมีชีวิตอย่างหรูหรา ซึ่งรวมไปถึงการซื้อรถจากัวร์คันใหม่และบ้านราคา 540,000 ดอลลาร์ ด้วยเงินสด[2]

เอมส์ถูกจับกุมในค.ศ. 1994 เขาได้ทำข้อตกลงรับสารภาพทำให้เขาถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์รับฑัณฑ์บน และเขาเสียชีวิตในเรือนจำเมื่อวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 2026[3]

ประวัติ

[แก้]

ชีวิตและการทำงานในวัยเด็กและวัยหนุ่ม

[แก้]

อัลดริช เอมส์เกิดที่เมืองริเวอร์ฟอลส์ รัฐวิสคอนซิน เป็นบุตรของคาร์ลตัน เซซิล เอมส์ บิดา และเรเชล เมส์ (อัลดริช) มารดา บิดาของเขาเป็นอาจารย์วิทยาลัย ส่วนมารดาของเขาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในไฮสคูล อัลดริชเป็นบุตรของโตจากทั้งหมดสามคนและเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว ใน ค.ศ. 1952 คาร์ลตัน เอมส์ เริ่มทำงานให้กับหน่วยอำนวยการปฏิบัติการณ์ของ CIA ในเวอร์จิเนีย และใน ค.ศ. 1953 ได้รับมอบหมายให้ประจำการที่ภูมิภาคเอชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเวลาสามปีพร้อมกับครอบครัว คาร์ลตันได้รับผลการประเมินการปฏิบัติงานในแง่ลบเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเนื่องจากปัญหาติดสุราเรื้อรัง ทำให้เขาถูกส่งกลับไปอยู่ที่สำนักใหญ่ CIA ตลอดอาชีพที่เหลือ[4]

อัลดริช เอมส์เรียนไฮสคูลที่โรงเรียนไฮสคูลแม็คลีน ที่เมืองแม็คลีน รัฐเวอร์จิเนีย เริ่มต้นใน ค.ศ. 1957 ขณะที่เขาอยู่ปีสอง เอมส์ทำงานให้ CIA เป็นเวลาสามฤดูร้อน ในตำแหน่งนักวิเคราะห์บันทึกระดับต่ำ (GS-3) โดยมีหน้าที่ทำเครื่องหมายเอกสารลับเพื่อนำไปเก็บ ในปี 1959 เอมส์เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยชิคาโก โดยวางแผนที่จะเรียนวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ต่างชาติ แต่ความปรารถนาที่มีมาเนิ่นนานในการแสดงละครทำให้ผลการเรียนของเขาตกต่ำลง ทำให้เขาเรียนไม่จบปีสอง เอมส์ทำงานที่ CIA ในฤดูร้อนของปี 1960 ในตำแหน่งผู้ใช้แรงงานและช่างทาสี จากนั้นเขาก็ผันตัวเองมาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับด้านเทคนิคที่โรงละครชิคาโกจนกระทั่งปี 1962 เขาก็กลับมายังละแวกวอชิงตัน แล้วทำงานเต็มเวลาให้กับ CIA อีกครั้ง ในตำแหน่งเชิงเสมียน ทำนองเดียวกับที่เขาทำสมัยไฮสคูล[5]

อาชีพที่ CIA

[แก้]

ห้าปีต่อมา เอมส์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาวิชาประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน เริ่มแรกเอมส์ไม่ได้วางแผนที่จะใช้ชีวิตไปกับการทำงานให้ CIA แต่หลังจากได้เลื่อนขั้นมาเป็นระดับ GS-7 และได้รับผลการประเมินการปฏิบัติงานยอดเยี่ยม เอมส์ก็ได้รับการอนุมัติให้เข้าสู่โครงการฝึกอาชีพ แม้ว่าจะมีปัญหากับตำรวจเรื่องการเมาสุราหลายครั้ง[6]

ในปี 1969 เอมส์แต่งงานกับเจ้าหน้าที่แนนซี เซเกบาร์ธ ที่เขาเจอที่โครงการฝึกอาชีพ เมื่อเอมส์ได้รับมอบหมายให้ไปประจำการที่กรุงอังคารา ประเทศตุรกี แนนซีจึงต้องลาออกจาก CIA เนื่องจากกฎที่ห้ามมิให้คู่สมรสทำงานในสำนักงานเดียวกัน[7]

งานของเอมส์ที่ตุรกึคือการหาและเกณฑ์เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของโซเวียต เขาประสบความสำเร็จในการแทรกซึมเข้าไปในองค์กรคอมมิวนิสต์ DEV-GENÇ โดยแทรกซึมผ่านนักศึกษาและนักปฏิบัติการหัวรุนแรง เดนิซ กิชมิช[8] แม้ว่าจะประสบความสำเร็จ ผลการปฏิบัติงานของเอมส์กลับออกมาแค่ระดับน่าพึงพอใจ ทำให้เอมส์ ผู้ซึ่งถูกผลการประเมินบั่นทอนกำลังใจ คิดจะออกจาก CIA[9]

ในปี 1972 เอมส์กลับไปที่สำนักงานใหญ่ CIA ที่ซึ่งเขาใช้เวลาสี่ปีต่อมาในแผนกโซเวียต-ยุโรปตะวันออก (Soviet-East Europe; SE) ผลการประเมินการปฏิบัติงานของเขาอยู่ในระดับกระตืนรือร้นดี เนื่องมาจากเขาเก่งในด้านการจัดการเอกสารและวางแผนปฏิบัติการภาคสนามมากกว่าการเกณฑ์สายลับ อย่างไรก็ตาม ปัญหาการดื่มสุรามากเกินไปได้รับการกล่าวถึง และมีเอกสารลับเพียงแค่สองฉบับเท่านั้นที่อยู่ในแฟ้มของเขา[10]

ในปี 1976 เอมส์ได้รับมอบหมายให้ไปประจำอยู่ที่นิวยอร์กซิตีเพื่อดูแลสายลับคนสำคัญสองคนจากโซเวียต ผลงานของเขายอดเยี่ยมมาก ทำให้เอมส์ได้รับการเลื่อนตำแหน่งและโบนัสหลายขั้น และทำให้อันดับของเขาขึ้นมาอยู่เหนือกว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในระดับเดียวกับเขา แต่นิสัยชอบเลื่อนส่งบัญชีการเงินของเขาถูกกล่าวถึง ความไม่ใส่ใจในรายละเอียดของเอมส์ทำให้เขาฝ่าฝืนกฎด้านความปลอดภัยขั้นร้ายแรงถึงสองครั้ง รวมถึงครั้งหนึ่งที่เขาทิ้งกระเป๋าใส่อุปกรณ์ทำภารกิจลับไว้บนรถไฟใต้ดิน แต่เอมส์แค่ถูกตักเตือนเท่านั้น[11]

ในปี 1981 เอมส์รับงานที่เม็กซิโกซิตี ในขณะที่ภรรยาของเขายังคงอาศัยอยู่ในนิวยอร์ก ผลการประเมินงานของเขาที่เม็กซิโกอยู่ในระดับมากสุดแค่พอใช้ และเขายังมีกิจกรรมเชิงชู้สาวนอกสมรสอย่างน้อยสามครั้ง ในเดือนตุลาคม ปี 1982 เอมส์เริ่มมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับมาเรีย เดล โรซาริโอ คาซัส ดูพุย เจ้าหน้าที่ฝ่ายวัฒนธรรมของสถานทูตโคลัมเบีย และสายข่าวของ CIA ถึงจะมีการระบุไว้ในข้อบังคับของ CIA แต่เขาก็ไม่ยอมรายงานเรื่องความสัมพันธ์กับคนต่างชาติให้ผู้บังคับบัญชารับทราบ แม้ว่าเพื่อนร่วมงานของเขาจะรู้เรื่องดังกล่าวดีก็ตาม ผลประเมินการปฏิบัติงานที่ไม่โดดเด่นของเอมส์ส่วนหนึ่งมีผลสืบเนื่องมาจากการดื่มสุราอย่างหนัก ในงานต้อนรับทูตที่เม็กซิโกซิติ เอมส์ผู้กำลังเมาสุราไปทะเลาะเสียงดังใส่เจ้าหน้าที่คิวบา ทำให้ผู้บังคับบัญชาของเขาตื่นตระหนก[12]

อย่างไรก็ตาม ในเดือบกันยายน ปี 1983 CIA มอบหมายให้เอมส์กลับไปประจำที่แผนก SE ในวอชิงตัน ซึ่งทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งที่ละเอียดอ่อนที่สุดในกรมปฏิบัติการเพราะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบกิจกรรมต่อต้านข่าวกรองของโซเวียต เอมส์สามารถเข้าถึงแผนและปฏิบัติการณ์ของ CIA ที่มีต่อ KGB และ GRU หน่วยข่าวกรองทหารของโซเวียต[13]

ในเดือนตุลาคม เขาแยกทางกับภรรยาอย่างเป็นทางการ และในเดือนพฤศจิกายน เขาจึงส่งรายงานถึงกิจกรรมนอกองค์กรว่าด้วยความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับโรซาริโอให้กับ CIA ในข้อตกลงหย่า เอมส์ตกลงที่จะรับภาระหนี้ของคู่สมรสและจ่ายเงินรายเดือนเพื่อสนับสนุนภรรยาเป็นเวลาสามปีครึ่ง รวมเป็นเงินประมาณ 46,000 ดอลลาร์ เอมส์คิดว่าการหย่าร้างอาจทำให้เขาต้องล้มละลาย ซึ่งเขาบอกว่าความกดดันด้านการเงินที่มาจากข้อตกลงนี้ทำให้เขาเริ่มพิจารณาการไปเป็นสายลับให้กับสหภาพโซเวียต[13] นอกจากนี้ เขายังพบโรซาริโอเป็นคนใช้เงินเยอะ หลังจากที่เธอถูกจับกุม FBI ตรวจภาพกระเป๋าสตางค์กว่า 60 อันในบ้านของเอมส์ และยังมีรองเท้าอีกกว่า 500 คู่ กับถุงน่องที่ยังไม่ได้ใช้อีก 165 กล่อง[14]

การจารกรรม

[แก้]

เอมส์ให้ความช่วยเหลือตามหน้าที่ กับสำนักงาน CIA ที่คอยประเมินเจ้าหน้าที่ทูตของโซเวียตว่ามีแนวโน้มว่าจะเป็นสายข่าวให้ได้ ส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบของเขาคือการสร้างช่องทางการติดต่อกับสถานทูตโซเวียต ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทั้ง CIA และ FBI ทราบดี ในเดือนเมษายน ปี 1985 เอมส์นำข้อมูลที่เขาเชื่อว่า "โดยเนื้อแท้แล้วไม่มีคุณค่า" แต่ดีพอที่จะสร้างความน่าเชื่อถือในฐานะคนในของ CIA กับให้กับพวกโซเวียต เขายังขอเงิน 50,000 เหรียญเป็นค่าตอบแทน ซึ่งพวกโซเวียตยินดีจ่ายอย่างรวดเร็ว[15]

เอมส์อ้างในภายหลังว่าเขาไม่ได้เตรียมตัวไปมากกว่า "การต้มตุ๋น" ในเริ่มแรกเพื่อล้างหนี้ที่เขามีอยู่ในตอนนั้น แต่เมื่อล้ำเส้นไปแล้ว เขาไม่สามารถย้อนกลับมาได้ เอมส์เริ่มชี้แหล่งข่าวระดับสูงสุดของ CIA และ FBI ที่รายงานกิจกรรมของโซเวียตมากกว่าสิบคน ไม่เพียงแต่เอมส์จะเชื่อว่าเขาจะมีเงินมากกว่าที่จะใช้หมด เพื่อแลกกับการทรยศสายข่าวกรองเหล่านี้ แต่การกำจัดสายข่าวเหล่านั้นจะช่วยลดโอกาสที่การจารกรรมของเขาจะถูกค้นพบอีกด้วย[16]

เมื่อมาถึงปี 1985 เครือข่ายสายลับในฟากฝั่งโซเวียตเริ่มหายตัวไปในอัตราที่น่าตกใจ CIA รู้ว่ามีอะไรผิดปกติแต่ไม่อยากพิจารณาความเป็นไปได้ว่ามีหนอนบ่อนไส้อยู่ในองค์กร การสืบสวนเบื้องต้นมุ่งเน้นไปที่ช่องโหว่ที่อาจเกิดจากเครื่องดังฟังของโซเวียต หรือรหัสถูกถอดได้[17]

จากนั้น CIA ก็โทษอดีตเจ้าหน้าที่ CIA เอ็ดเวิร์ด ลี ฮาวเวิร์ด ว่าเป็นคนที่ทำให้สูญเสียสายข่าว เนื่องจากเขาเป็นคนส่งข้อมูลไปให้พวกโซเวียตเช่นกัน แต่เมื่อ CIA สูญเสียแหล่งข่าวสำคัญอีกสามแหล่ง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ฮาวเวิร์ดไม่มีทางทราบได้ จึงเป็นที่ประจักษ์ว่าการจับตัวสายข่าวมีที่มาจากต้นตออื่น[18]

เจ้าหน้าที่ CIA คนหนึ่งกล่าวว่า "พวกโซเวียตจัดการเก็บสายของเราแบบล้างบาง" ซึ่งไม่ธรรมดาเป็นอย่างมากเพราะว่า "เป็นสิ่งที่รู้กันดีในหมู่ผู้จับสายลับขององค์กรว่าการกำจัดสายข่าวทั้งหมดในทันทีจะทำให้หนอนบ่อนไส้ตกอยู่ในอันตราย" ซึ่งทำให้คนดูแลสายข่าวของ KGB ขอโทษเอมส์ แต่กล่าวว่าการตัดสินใจที่จะกำจัดสายข่าวอเมริกันทั้งหมดมาจากนักการเมืองระดับสูงสุด[19]

ในขณะเดียวกัน เอมส์ยังคงพบปะกับเซอร์เก ดิมิเทรวิช ชูวาคิน คนที่เขาติดต่อด้วยที่สถานทูตโซเวียต และในระยะเวลาหนึ่ง เขาได้รายงานสรุปให้ CIA และ FBI ถึงความคืบหน้าของเขาในการพยายามที่จะเกณฑ์เซอร์เกเป็นสาย แต่ที่จริงแล้ว ทุกครั้งที่พวกเขาพบกันเพื่อทานอาหารกลางวัน เอมส์จะได้รับเงิน 20,000 ถึง 50,000 ดอลลาร์ทุกครั้ง[20] ท้ายที่สุดแล้ว เอมส์ได้รับเงินถึง 4.6 ล้านเหรียญจากพวกโซเวียต ซึ่งทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้หรูหรากว่าเจ้าหน้าที่ CIA คนอื่น ๆ[17]

เมื่อเอมส์อยู่ในสถานะหย่าร้างอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม ปี 1985 เขาก็แต่งงานกับมาเรีย เดล โรซาริโอในทันที เขาเข้าใจว่าเงินจำนวนมากที่เขาเพิ่งได้มาจะทำให้มีพิรุธ เขาจึงแต่งเรื่องบังหน้าว่าทรัพย์สินที่เขาได้มานั้นมาจากครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยของภรรยาชาวโคลับเบียนของเขา[21]

เอมส์ได้ไปประจำการที่โรมในปี 1986 ซึ่งผลประเมินงานของเขาที่นั่นออกมาในระดับพอใช้หรือแย่อีกครั้ง และยังมีหลักฐานเกี่ยวกับปัญหาติดสุรา อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 1990 ถึง 91 เอมส์ถูกส่งกลับไปประจำแผนกวิเคราะห์ของศูนย์ต่อต้านข่าวกรองของ CIA ซึ่งทำให้เขาสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งรวมไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับสายลับสองหน้าของสหรัฐฯ[22]

การตอบโต้ของ CIA

[แก้]
กล่องจดหมายเลียนแบบกล่องที่เอมส์ใช้ โดยเอมส์จะใช้ชอล์กขีดเส้นขวางบนสัญลักษณ์ของการไปรษณีย์สหรัฐ เพื่อส่งสัญญาณว่าให้พบกัน ในรูปนี้ระบุว่าให้พบกันที่ถนน 37 ตัด R ตะวันตกเฉียงเหนือ (37th and R St. NW) กล่องที่ถูกใช้จริง ๆ ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์สายลับ

ในปี 1990 CIA แน่ใจแล้วว่ามีหนอนบ่อนไส้อยู่ในองค์กรของตนเอง การเกณฑ์สายลับโซเวียตต้องหยุดลงเพราะกลัวว่าองค์กรจะไม่สามารถคุ้มกันสายข่าวที่มีอยู่ได้[17]

ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1989 เพื่อนร่วมงานของเอมส์รายงานว่าเขามีความเป็นอยู่ที่หรูหราเกินกว่าเจ้าหน้าที่ CIA ควรจะมี และครอบครัวภรรยาของเขาไม่ได้ร่ำรวยอย่างที่เขาอ้างไว้ แต่ถึงกระนั้น CIA ก็ไม่ได้เร่งรีบ เมื่อผู้สอบสวนการเงินของเอมส์ต้องไปเข้าโครงการฝึกงานเป็นเวลาสองเดือน ไม่มีใครมาแทนที่เขาในทันที[23] ผู้สืบสวนยังถูกลวงด้วยเรื่องของเจ้าหน้าที่ CIA นอกประเทศที่อ้างว่าพวกโซเวียตสามารถเจาะเข้าไปใน CIA ด้วยลูกจ้างที่เกิดในสหภาพโซเวียต[24]

ในปี 1986 และ 1991 เอมส์ผ่านการทดสอบโดยเครื่องโพลีกราฟ (เครื่องจับเท็จ) ระหว่างที่เขาเป็นสายลับให้กับสหภาพโซเวียตและรัสเซีย เริ่มแรกนั้นเอมส์กลัวที่จะต้องทำการทดสอบ แต่ KGB แนะนำว่าให้เขา "ทำตัวตามสบาย"[25] การทดสอบของเอมส์แสดงให้เห็นถึงคำตอบหลอกในบางคำถาม แต่คนทดสอบปล่อยให้เขาผ่าน CIA ให้ความเห็นในภายหลังว่าเนื่องจากผู้ทดสอบ "เป็นมิตรมากเกินไป" ทำให้ผลการตอบสนองทางจิตไม่ไปในทางที่ควรจะเป็น[26]

CIA เพ่งเล็งเอมส์ด้านการเงิน หลังจากที่รู้ว่าเอมส์ ผู้ได้รับรายได้ 60,000 เหรียญต่อปี สามารถซื้อ

  • บ้านราคา 540,000 ดอลลาร์ที่เมืองอาร์ลิงตัน, เวอร์จิเนีย ซึ่งเขาจ่ายด้วยเงินสด[27]
  • รถยนต์จากัวร์ราคา 50,000 เหรียญ[28]
  • ค่าตกแต่งและออกแบบบ้านใหม่ราคา 99,000 เหรียญ
  • ค่าโทรศัพท์มือถือมากกว่า 6,000 เหรียญ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการโทรของภรรยาของเอมส์ ไปหาครอบครัวของเธอในโบโกตา, โคลัมเบีย
  • ชุดสูทตัดเข้ารูป แทนเสื้อผ้าที่ "ซื้อมาจากกระบะลดราคาของห้างสรรพสินค้า" ของเขา ซึ่งมีคุณภาพดีกว่าเพื่อนร่วมงานที่ CIA ของเขาอย่างเห็นได้ชัด
  • ค่าใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตแบบพรีเมียมที่มากกว่าเงินเดือนของเขา[29]

การจับกุม

[แก้]
รูปถ่ายหน้าตรงของเอมส์ ถูกถ่ายในวันที่เขาถูกจับ
รูปถ่ายหน้าตรงของโรซาริโอ เอมส์ ภรรยาของอัลดริช ซึ่งถูกจับพร้อมกับอัลดริช

ในที่สุด ในเดือนมีนาคม ปี 1993 CIA และ FBI เริ่มการสืบสวนเอมส์อย่างละเอียด ซึ่งวิธีการรวมไปถึงการสังเกตการณ์ผ่านทางอิเล็กโทรนิค, การคุ้ยขยะของเขา และการติดเครื่องติดตามที่รถของเขาเพื่อติดตามความเคลื่อนไหว[30] ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงการจับกุมเขา เอมส์ตกอยู่ในการสอดส่องโดยคนแทบจะตลอดเวลา ในช่วงต้นปี 1994 เขามีตารางต้องไปร่วมการประชุมที่มอสโค FBI เชื่อว่าไม่สามารถรอได้อีกต่อไป ทำให้ตัวเขาและภรรยาถูกจับกุมในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ปี 1994[31] ขณะที่ถูกจับกุม เอมส์บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า "คุณกำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ คุณต้องจับคนผิดแน่ ๆ"[32]

ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปี 1994 เอมส์และภรรยาของเขาถูกตั้งข้อกล่าวหาโดยกระทรวงยุติธรรมแห่งสหรัฐอเมริกาในข้อหาเป็นสายลับให้กับสหภาพโซเวียตและรัสเซีย เอมส์อาจจะได้รับโทษประหารชีวิตเนื่องจากการทรยศของเขาทำให้สายข่าวของ CIA ตายไปหลายราย[33] อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเขารับสารภาพในวันที่ 28 เมษายน เขาจึงได้รับโทษแค่จำคุกตลอดชีวิต ส่วนภรรยาของเขาต้องโทษจำคุก 5 ปีในข้อหาหนีภาษีและสมคบคิดเพื่อทำการจารกรรม ซึ่งเอมส์ได้ตกลงเอาไว้เพื่อแลกกับคำสารภาพของเขา[34]

ในศาล เอมส์ยอมรับว่าเขาทำให้ "สายลับชนชาติโซเวียต, อเมริกันและชาติอื่น ๆ ซึ่งขึ้นตรงต่อ CIA แทบทุกคนที่เขารู้จักต้องตกอยู่ในอันตราย" และได้ให้ "ข้อมูลเป็นจำนวนมาก เกี่ยวกับนโยบายด้านการต่างประเทศ, การป้องกันประเทศและความมั่นคงของชาติสหรัฐอเมริกา ให้กับสหภาพโซเวียตและรัสเซีย[35] เป็นที่ประมาณการณ์กันว่าข้อมูลที่เอมส์ให้กับโซเวียตทำให้ปฏิบัติการข่าวกรองของสหรัฐฯ อย่างน้อยหนึ่งร้อยปฏิบัติการต้องตกอยู่ในอันตราย และทำให้แหล่งข่าวของสหรัฐฯ อย่างน้อย 10 คนถูกประหารชีวิต

หลังได้รับโทษ

[แก้]

เอมส์เป็นนักโทษหมายเลข #40087-083 ของสำนักงานทันฑสถานกลาง รับโทษอยู่ที่ทันฑสถานสหรัฐอเมริกาอัลเลนวูด ใกล้กับเมืองอัลเลนวูด รัฐเพนซิลเวเนีย[36]

CIA ถูกติที่ไม่เพ่งเล็งเอมส์ให้เร็วกว่านี้ ทั้ง ๆ ที่คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้นกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด[17] และยังทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ขนานใหญ่ในรัฐสภา เมื่อผู้อำนวยการ CIA เจมส์ วูลซีตัดสินใจว่าจะไม่มีการปลดหรือลดขั้นเจ้าหน้าที่ในองค์กร วูซีประกาศว่า "คนบางคนร้องขอให้คนถูกทำโทษ เพื่อที่เราจะได้พูดว่ามีคนที่ถูกทำโทษแล้ว ขอโทษ แต่นั่นไม่ใช่ทางของผม" วูซีถูกบังคับให้ลาออกในเวลาต่อมา[37]

เพลโต คาเคริส ทนายของเอมส์ ขู่ที่จะฟ้องร้อง FBI เรื่องการตรวจค้นและอายัติทรัพย์สินในบ้านและที่ทำงานของเอมส์โดยไม่มีหมายศาล แต่เนื่องจากเอมส์รับสารภาพผิด คำขู่นี้จึงหมดความสำคัญไป ต่อมารัฐสภาจึงผ่านกฎหมายใหม่เพื่อให้อำนาจนั้นกับศาลสอดส่องข่าวกรองต่างชาติ[38]

เรื่องของเอมส์ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ Aldrich Aims: Traitor Within ในปี 1998 โดยทิโมธี ฮัตตัน รับบทเป็นเอมส์ เอมส์ยังถูกนำไปเป็นตัวละครในนิยายของเฟรเดอริค ฟอร์ไซท์ในปี 1997 เรื่อง Icon ซึ่งในเรื่องเขาทรยศสายลับโซเวียตหลายคนที่ถูกสหรัฐอเมริกาเกณฑ์เป็นสายให้[39]

เอมส์ เสียชีวิตในสถาบันราชทัณฑ์กลางในเมืองคัมเบอร์แลนด์ รัฐแมริแลนด์ เมื่อวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 2026 ด้วยวัย 84 ปี[40][41][42]

แหล่งข่าวของ CIA ที่ถูกทรยศ

[แก้]
  • วิทาลี เยอร์เชนโกเป็นเจ้าหน้าที่ KGB ในแผนกที่ 5 ของหน่วยอำนวยการ K ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ KGB ระดับชั้นสูงสุดที่หนีมาเข้าข้างสหรัฐฯ[43] ในเดือนสิงหาคม ปี 1985 เขาหลบหนีออกนอกประเทศผ่านโรมมายังสหรัฐฯ[44] ก่อนที่จะถูกส่งกลับประเทศเดิมในอีกสามเดือนต่อมา[45] เอมส์เป็นผู้เดียวที่ทราบถึงข้อมูลทั้งหมดที่เยอร์เชนโกให้กับ CIA และสามารถส่งต่อข้อมูลดังกล่าวไปให้ KGB ทำให้สามารถปกปิดข้อมูลที่หายไปได้อย่างง่ายดาย[46] เมื่อกลับไปถึงสหภาพโซเวียต เยอร์เชนโกถูกย้ายให้ไปทำงานนั่งโต๊ะในหน่วยอำนวยการบังคับบัญชาที่ 1 (FCD) เพื่อเป็นรางวัลที่ช่วยรักษาสถานภาพสายลับของเอมส์ได้[47]
  • ในช่วงกลางทศวรรษที่ 80 พลตรีดิมิทรี โพลยาคอฟเป็นสายข่าวของ CIA ที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงสุดในหน่วยข่าวกรองโซเวียต (GRU) เขาถูกประหารชีวิตในปี 1988 หลังจากที่เอมส์เปิดโปงเขา[48] เขาน่าจะเป็นสายข่าวที่มีค่าที่สุดที่เอมส์ทำให้ตกอยู่ในอันตราย เจ้าหน้าที่ CIA คนหนึ่งพูดถึงโพลยาคอฟว่า "เขาไม่ได้ทำเพื่อเงิน เขายืนยันที่จะอยู่ในตำแหน่งเดิมเพื่อช่วยเรา"[49]
  • วาเลรี มาร์ทินอฟ เป็นเจ้าหน้าที่สาย X (ข่าวกรองวิทยาศาสตร์และเทคนิค) ของวอชิงตันเรซิเดนทูรา มาร์ทินอฟเปิดเผยตัวตนของเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของโซเวียตกว่า 50 นายที่ปฏิบัติการนอกสถานทูต และยังให้ชื่อของเป้าหมายด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิคที่ KGB สามารถเจาะเข้าไปได้ เอมส์ส่งชื่อมาร์ทินอฟให้ KGB และเขาถูกประหารชีวิต[51] เอมส์ส่งชื่อมาร์ทินอฟให้ KGB ทำให้เขาถูกประหารชีวิต[52]
  • พันตรีเซอร์เก โมโทรินเป็นเจ้าหน้าที่สาย PR (ข่าวกรองการเมือง) ของวอชิงตันเรซิเดนทูราที่ FBI ขู่กรรโชกให้เป็นสายลับให้สหรัฐฯ ในที่สุดแล้ว เขาให้ความร่วมมือด้วยเหตุผลส่วนตัว[53] โมโทรินเป็นหนึ่งในสองสายข่าวที่เรซิเดนทูราที่ถูกทรยศโดยเอมส์ และถูกประหารอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา[52][54]
  • พันเอกลีโอนิด โพลิชชุคเป็นเจ้าหน้าที่สาย KR (ต่อต้านข่าวกรอง) ในไนจีเรีย เขาก็เป็นอีกคนที่ถูกเอมส์ทรยศ เขาถูกจับกุมด้วยความบังเอิญเมื่อสายลับ KGB ที่ไปเฝ้าสังเกตการทิ้งข้อมูล (dead drop) ของสายลับ CIA เห็นโพลิชชุคมารับข้อมูล[55]
  • เซอร์เก เฟดอเรนโกเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธนิวเคลียร์ที่ได้รับมอบหมายให้ไปเป็นตัวแทนของโซเวียตในองค์การสหประชาชาติ ในปี 1987 เอมส์ได้รับมอบหมายให้ดูแลเขา และเฟเดอเรนโกก็ทรยศโดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการขีปนาวุธของโซเวียตให้กับเอมส์ ทั้งสองคนกลายเป็นเพื่อนที่ดี ถึงกระทั่งกอดกันเมื่อเฟเดอเรนโกกำลังจะกลับมอสโค เอมส์กล่าวว่า "เรากลายเป็นเพื่อนสนิทกัน เราเชื่อใจกันอย่างสนิทใจ"[56] ในตอนแรกเอมส์ลังเลที่จะทรยศเพื่อน แต่หลังจากที่ส่งข้อมูลแทบทั้งหมดไปให้โซเวียตแล้ว เขาได้ตัดสินใจที่จะทรยศเฟเดอเรนโกเพื่อสร้างผลงานให้ KGB ได้เห็น[54] แต่เฟเดอเรนโกสามารถใช้เส้นสายทางการเมืองเพื่อเอาตัวรอดจากปัญหาดังกล่าวได้ หลายปีต่อมา เฟเดอเรนโกพบกับเอมส์อีกครั้ง โดยไปรับประทานอาหารเที่ยงด้วยกัน โดยที่เฟเดอเรนโกสัญญาว่าจะย้ายมาที่สหรัฐฯ อย่างถาวร หลังจากอาหารมื้อนั้นไม่นาน เอมส์ก็ทรยศเขาให้ KGB เป็นครั้งที่สอง เฟเดอเรนโกสามารถหลบหนีการจับกุม และหนีออกนอกประเทศมาได้ และปัจจุบันอาศัยอยู่ที่โรดไอแลนด์[57]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "Aldrich Ames Criminal Complaint". jya.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-05-13. สืบค้นเมื่อ 2011-03-19.
  2. Robinson, Stephen. Books:The disreputable drunk who betrayed America, The Sunday Telegraph 2 กรกฎาคม 1995
  3. Aldrich Ames, CIA agent who spied for Soviet Union and Russia, dies aged 84
  4. An Assessment of the Aldrich H. Ames Espionage Case and Its Implications for U.S. Intelligence: Report Prepared by the Staff of the Select Committee on Intelligence, United States Senate [84-046] (Washington: U. S. Government Printing Office, 1994), 4.
  5. "Assessment," 4.
  6. "Assessment," 5; "Ames, Aldrich Hazen Biography". S9.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-11-12. สืบค้นเมื่อ 2010-05-07.
  7. "Assessment," 5. ถึงกระนั้น แนนซี เอมส์ก็ทำงานเชิงจัดการนอกเวลาที่ สนง. ของสามีของเธอ
  8. Suzal, Savas (1997-03-02). "Disislerinde CIA Köstebegi". Sabah. สืบค้นเมื่อ 2008-10-13. เอมส์ทำการจ่ายเงินแลกข้อมูลซึ่งมีชื่อของสมาชิก DEV-GENÇ ที่กิชมิชรู้จักรวมไปถึงรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมของพวกเขา
  9. "Assessment," 6.
  10. "Assessment," 6. ที่งานเลี้ยงคริสต์มาสในปี 1974 เอมส์ถูกพบว่ามีอาการเมาสุรา และอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมกับลูกจ้างหญิง CIA
  11. "Assessment," 6-7.
  12. "Assessment," 8.
  13. 1 2 "Assessment," 8-9.
  14. Maas, 222-23.
  15. "Assessment," 11-13.
  16. "Assessment," 13-14.
  17. 1 2 3 4 Powell, Bill (2002-11-01). Treason: How a Russian Spy Led an American Journalist to a U.S. Double Agent. Simon & Schuster. ISBN 0-7432-2915-0.
  18. "Assessment," 14-15.
  19. "Assessment," 15-16.
  20. "Assessment," 18-19. เพื่อฝากเงิน เอมส์เปิดบัญชีไว้ในหลาย ๆ ธนาคารและแบ่งเงินสดออกเป็นทีละ 10,000 เหรียญ เพื่อหลีกเลี่ยงการแจ้งต่อธนาคารตามข้อกำหนด
  21. "Assessment," 19.
  22. "Assessment," 33-35. ผู้บังคับบัญชาของเอมส์ในเวลานั้นทราบดีถึงปัญหาติดสุราของเขา และนิสัยชอบหลับที่โต๊ะทำงาน แต่ผลประเมินการปฏิบัติงานประจำปีแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่มีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ
  23. "Assessment," 40-41.
  24. "Analysis," 48. การสืบสวนเรื่องนี้ได้ผลสรุปออกมาว่า ปลอมแปลงด้วยเหตุผลด้านการเสริมภาพลักษณ์อาชีพและด้านการเงิน
  25. "Assessment," 44-45; Weiner, Johnston & Lewis 1995, pp. 89–90 KGB แนะนำให้เอมส์นอนพักผ่อนให้เต็มอิ่ม ทำตัวให้สดชื่นและพักผ่อนให้เต็มที่ ให้ความร่วมมือกับผู้ทดสอบ เป็นมิตรกับผู้ทดสอบ และพยายามสงบจิตใจให้สบายที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
  26. "Assessment," 45-46. พีท เออร์ลีอธิบายว่าเอมส์สามารถโน้มน้าวตัวเองให้เชื่อว่าคำตอบที่ตัวเองให้เป็นความจริง นอกจากนี้ CIA (ยกเว้นเจ้าหน้าที่แค่ไม่กี่คน) ไม่ได้พยายามที่จะไขคดีอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นเครดิตการคลี่คลายคดีควรจะเป็นของ FBI Christopher Lehmann-Haupt, "Aldrich Ames: Brilliant or Bumbling?" New York Times, 24 กุมภาพันธ์ 1997, review of Pete Early, Confessions of a Spy.
  27. Weiner, Johnston & Lewis 1995, p. 144
  28. Weiner, Johnston & Lewis 1995, p. 145
  29. www.crimelibrary.com
  30. "Assessment," 50-51. เครื่องติดตามใช้ไม่ได้ในบางครั้ง ทำให้ FBI ไม่สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของเขาได้ในหลายโอกาส
  31. "Assessment," 51-52.
  32. (Weiner,Johnston,Lewis 1995, p. 9)
  33. Bromwich, Michael R. (April 1997). "A Review of the FBI's Performance in Uncovering the Espionage Activities of Aldrich Hazen Ames". สืบค้นเมื่อ 2011-04-26.
  34. "FBI History: Famous Cases". FBI.gov. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2002-06-06. สืบค้นเมื่อ 2010-01-12.. โรซาริโอได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำกลางหลังจากที่เธอรับโทษครบตามกำหนด
  35. "An Assessment of the Aldrich H. Ames Espionage Case and Its Implications for U.S. Intelligence - Senate Select Committee on Intelligence - 01 November 1994 - Part One". Fas.org. สืบค้นเมื่อ 14 ตุลาคม 2015.
  36. "Federal Bureau of Prisons". Bop.gov. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-09-19. สืบค้นเมื่อ 2015-10-14.
  37. Maas, 242.
  38. Maas, 242
  39. Frederick Forsyth (2 กันยายน 1997). "Icon". Random House. สืบค้นเมื่อ 14 ตุลาคม 2008.
  40. "อัลดริช เอมส์" อดีตเจ้าหน้าที่ CIA ผู้ขายความลับให้โซเวียต เสียชีวิตแล้วในวัย 84 ปี
  41. Notorious CIA spy whose treachery caused the deaths of countless sources has died in federal prison
  42. [Aldrich Ames, CIA agent who spied for Moscow, dies in prison https://www.upi.com/Top_News/US/2026/01/07/Aldrich-Ames-dies-prison/3541767763630/]
  43. Weiner, Johnston & Lewis 1995, p. 45
  44. Weiner, Johnston & Lewis 1995, pp. 44–45
  45. Weiner, Johnston & Lewis 1995, pp. 69–70
  46. Cherkashin & Feifer 2005, p. 219
  47. Cherkashin & Feifer 2005, p. 174
  48. "Key Players". Math.ucsd.edu. สืบค้นเมื่อ 2008-10-14.
  49. Wise, David. Nightmover: How Aldrich Ames sold the CIA to the KGB for $4.6 Million. HarperCollins. 1995. ISBN 0-06-017198-7. Excerpted in Time: Victims Of Aldrich Ames เก็บถาวร 2012-09-19 ที่ archive.today
  50. Cherkashin & Feifer 2005, pp. 179, 180
  51. Maas, 6.
  52. 1 2 Cherkashin & Feifer 2005, p. 187
  53. "Reviews April 2006, Spy Handler: Memoir of a KGB Officer". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2007-07-15. สืบค้นเมื่อ 2012-04-09.
  54. 1 2 "CIA Traitor Aldrich Ames". Crimelibrary.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-02-10. สืบค้นเมื่อ 2008-10-14.
  55. Cherkashin & Feifer 2005, pp. 191, 192
  56. "CIA Traitor Aldrich Ames". Crimelibrary.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-10-13. สืบค้นเมื่อ 2008-10-14.
  57. "videofact". Videofact.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-09-27. สืบค้นเมื่อ 2008-10-14.

ดูเพิ่ม

[แก้]

(ภาษาอังกฤษ)

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]