หลี่ฉือจี้

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

แม่แบบ:กล่องข้อมูล ประวัติบุคคลในประวัติศาสตร์จีน

หลี่ฉือจี้ (พินอิน: Lǐ Shìjì; เวด-ไจลส์: Li Shih-Chi , 594 – 31 ธันวาคม 669) ชื่อรอง เหมากง (พินอิน: Màogōng; เวด-ไจลส์: Mao-kung) เมื่อสิ้นชีวิตได้รับบรรดาศักดิ์เป็น อิงเจิ้งอู่กงหวัง (พินอิน: Yīng Zhēnwŭ Gōng; เวด-ไจลส์: Ying Chen-wu Kung) แม่ทัพชาวจีนในช่วงต้น ราชวงศ์ถัง แต่เดิมเขามีนามสกุลว่า สฺวี ทำให้เขามีชื่อเดิมว่า สฺวีฉือจี้ (พินอิน: Xú Shiji; เวด-ไจลส์: Hsu Shih-Chi) ต่อมา จักรพรรดิถังเกาจู่ ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ถังได้พระราชทานแซ่ หลี่ อันเป็นนามราชสกุลของราชวงศ์ถังให้แก่สฺวีฉือจี้ทำให้เขาเปลี่ยนชื่อเป็นหลี่ฉือจี้แต่ในบางครั้งผู้คนก็เรียกเขาว่า สฺวีเหมากง (พินอิน: Xú Màogōng ชื่อที่นำสกุลเดิมกับชื่อรองมารวมกัน)

ต่อมาในรัชสมัย จักรพรรดิถังเกาจง เขาเป็นที่รู้จักในนาม หลี่จี้ (พินอิน: Lǐ Jì) เพราะคำว่า ฉือ ไปพ้องกับคำว่า ซื่อ ที่อยู่ในคำว่า หลี่ซื่อหมิน อันเป็นพระนามเดิมของ จักรพรรดิถังไท่จง จึงต้องตัดคำว่าฉือออก

แต่เดิมหลี่ฉือจี้เป็นแม่ทัพของ หลี่มี่ ผู้นำกบฏในช่วงปลาย ราชวงศ์สุย ต่อมาหลี่ฉือจี้ได้เกลี้ยกล่อมให้หลี่มี่ยอมแพ้ต่อกองทัพถังจักรพรรดิเกาจู่จึงพระราชทานแซ่หลี่อันเป็นนามราชสกุลให้แก่เขาจากนั้นหลี่ฉือจี้ก็เจริญก้าวหน้าในตำแหน่งราชการเรื่อยมา

กระทั่งช่วงฤดูร้อน ค.ศ. 649 ก่อนจักรพรรดิไท่จงจะสวรรคตเพียง 9 วันพระองค์ได้มีพระราชโองการลดตำแหน่งหลี่ฉือจี้ลงไปเป็นเจ้าเมืองแถบชายแดนซึ่งสาเหตุที่พระองค์ต้องทำแบบนี้ก็เพื่อพิสูจน์ความจงรักภักดีของหลี่ฉือจี้นั่นเองและรับสั่งแก่องค์ชายรัชทายาท หลี่จื้อ ว่าถ้ากระด้างกระเดื่องให้ประหารทันทีโดยจักรพรรดิองค์ใหม่ไม่ต้องต่อรองแต่ถ้าไม่แสดงอาการใด ๆ ให้เรียกตัวกลับมาและเลื่อนตำแหน่งให้ปรากฎว่าหลี่ฉือจี้ไม่แสดงอาการใด ๆ จักรพรรดิเกาจงจึงได้มีบัญชาให้เรียกหลี่ฉือจี้และครอบครัวกลับ ฉางอัน พร้อมกับเลื่อนตำแหน่งให้

ต่อมาใน ค.ศ. 668 ยอนนัมแซง หรือ กวนหนานเฉิง (ชื่อในภาษาจีนหลังจากลี้ภัยมายังต้าถังแล้ว) บุตรชายคนโตของ ยอนแกโซมุน ผู้นำทางการทหารของ โคกูรยอ พร้อมครอบครัวได้ลี้ภัยมายังต้าถังพร้อมกับแจ้งข่าวว่าบิดาได้ถึงแก่อสัญกรรมแล้วพร้อมกันนี้ยังได้แนะนำให้กองทัพถังไปโจมตีโคกูรยอจักรพรรดิเกาจงจึงมีบัญชาให้หลี่จี้เป็นผู้บัญชาการรบและ ซิยิ่นกุ้ย เป็นแม่ทัพใหญ่ยกไปโจมตีโคกูรยอจนเป็นผลสำเร็จแต่หลี่จี้ก็ล้มป่วยและอสัญกรรมในปีต่อมา