หลี่จิ้ง (ขุนศึก)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

การเดินทางไปถูกู่หุน (吐谷浑)

หลี่จิ้งเมื่อตอนเป็นหนุ่มเป็นผู้มีความมุ่งมั่น กระตือรือร้นและกล้าได้กล้าเสีย หลังจากเติบใหญ่ขึ้นมีความระมัดระวังตัวมากขึ้น รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเกษียณ เมื่อถึง ค.ศ 634 (ปีที่แปดรัชสมัยเจินกวน) เดือนสิบ หลังจากดำรงตำแหน่งสมุหนายกครบสี่ปีหลี่จิ้งขออำลาจากตำแหน่งด้วยความเต็มใจ จักรพรรดิถังไท่จงเข้าใจในความคิดของหลี่จิ้งและขอบพระทัยในการประพฤติของหลี่จิ้งครั้งนี้ ส่งราชเลขาซื่อหลานเฉิน (侍郎岑) นำหนังสือไปมอบแก่หลี่จิ้ง ทรงตรัสว่า ข้าอ่านดูประวัติศาสตร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่อยู่ในอำนาจและเสวยสุขแต่ยังรู้จักพอนั้นหาน้อยมาก พวกเขาเหล่านั้นถ้าไม่เป็นคนฉลาดก็จะเป็นคนโง่ พวกเขาเหล่านั้นไม่เข้าใจจิตใจตนเอง พวกเขาเหล่านั้นเพียงแต่จะคอยรับใช้แม้ไม่มีความสามารถ ยังเพียงพยายามจะมาคอยรับใช้ แม้ตนเองจะเจ็บไข้ได้ป่วย ยังคงพยายามสร้างฐานอำนาจตนเอง ไม่ยอมที่จะสละตำแหน่งตนเอง ตัวท่านสามารถรู้จักสละอำนาจตนเองเป็นคุณสมบัติที่ควรยกย่องเป้นอย่างยิ่ง ตัวข้าไม่เพียงแต่สรรเสริญในคุณความดีของตัวท่าน แต่ยังต้องการให้พฤติกรรมของตัวท่านเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่คนรุ่นหลัง หลังจากราชเลขาอ่านหนังสือราชโองการจบจึงประทานรางวัลพิเศษให้ ประทานผ้าพันพับ รถม้าใช้ม้าคู่เป็นพาหนะเดินทาง ถ้าเท้าของท่านดีขึ้นสุขภาพพลานามัยแข็งแรงให้เข้าเฝ้าพระราชทานสองสามวันครั้งเพื่อปรึกษาข้อราชการการเมือง

ปี ค.ศ. 635 (ปีที่เก้ารัชสมัยเจินกวน) เดือนอ้าย จักรพรรดิถังไท่จงประทานไม้เท้าทำจากไม้หลิงโซ่วมู่ให้แก่หลี่จิ้งเพื่อช่วยให้เท้าของเขาสะดวกในการเดินทาง

แต่ยังไม่ถึงสองเดือนเกิดเหตุชนเผ่าถูกู่หุนยกทัพตีเมืองเหลียงโจว (凉州) ราชวงศ์ถังตัดสินใจยกทัพไปปราบปราม แต่ในการแต่งตั้งแม่ทัพผู้บัญชาการ จักรพรรดิคิดถึงแม่ทัพที่มีไหวพริบชาญฉลาดและประสบการณ์ คิดว่าหลี่จิ้งเป็นผู้เหมาะสมที่สุดแต่เนื่องจากโรคที่เท้าเขายังไม่หาย อีกทั้งเมื่อหลี่จิ้งซึ่งมีอายุมากแล้วกว่าหกสิบปีเมื่อได้ยินข่าวคราวของชนเผ่าถูกู่หุนเต็มใจที่จะรับอาสาไปรบแต่เขายังมีปัญหากับโรคที่เท้าและอายุที่มากขึ้น เดินทางขอเข้าพบสมุหนายกฝางเสวียนหลิง (房玄龄) ร้องขอเป็นผู้นำทัพเดินทางไปทำศึก จักรพรรดิถังไท่จงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ในเดือนสิบปีนั้นแต่งตั้งหลี่จิ้งเป็นผู้บัญชาการทัพซีไห่ต้าสิงจวินต้าจ่งกว่าน (西海道行军大总管) ทั้งยังแต่งตั้งสมุหกลาโหม โฮวจวินจี๋ (侯君集) กรมราชเลขา เริ่นเฉิงหวาง หลี่เต้าจง (任城王李道宗) เจ้าเมืองเหลียงโจว หลี่ต้าเหลี่ยง (李大亮) แม่ทัพฝ่ายขวา หลี่เต้าเหยี่ยน (李道彦) ผู้ตรวจการเมืองลี่โจว (利州) เกาเจิ้งเซิง (高甑生) ทั้งหมดห้าคนเป็นผู้บัญชาการกองทัพทั้งห้าขึ้นตรงต่อหลี่จิ้ง

เมื่อหลี่จิ้งบัญชาการทัพในขณะนั้นเป็นช่วงฤดูหนาวที่รุนแรง กองทัพเขาเดินทางบนน้ำแข็งและหิมะในท่ามกลางลมหนาวที่พัดอย่างรุนแรงพบกับความยากลำบากอย่างยากเข็ญ ปีต่อมาเดือนสี่ กองทัพราชวงศ์ถัง ณ.ที่เขาคู่ซาน (库山 ปัจจุบันอยู่ทีเทียนจวิ้น天峻 มณฑลชิงไห่) ปะทะทำสงครามกับชนเผ่าถูกู่หุน หลี่เต้าจงทำการรบมีชัยชนะต่อชนเผ่าถูกู่หุน นับเป็นชัยชนะครั้งแรกของราชวงศ์ถัง


ถูกู่หุนเค่อหานฉลาดแกมโกงหลังพ่ายแพ้ถอยทัพไปทางทิศตะวันตก ด้านหนึ่งส่งคนไปเผาหญ้าเพื่อตัดเสบียงหญ้าที่เอาไว้เลี้ยงทัพม้าราชวงศ์ถัง หญ้าแห้งถูกเผาไหม้จนหมดเกลี้ยง หญ้าในฤดูใบไม้ผลิยังไม่งอกเงย แม่ทัพราชวงศ์ถังต่างรู้ว่าม้าของพวกตนผ่ายผอมและไม่แข็งแรงไม่สามารถไล่ตามข้าศึกได้ยาวนาน แม่ทัพโฮวจวินจี๋ตระหนักว่าพวกถูกู่หุนตอนนี้หนีกระจัดกระจาย ส่งคนไปสอดแนม สารจากจักรพรรดิหลังจากพวกนี้พ่ายแพ้พวกเราสามารถมีชัยได้ง่าย ถ้าเราไม่ปราบปรามตอนนี้อาจจะเสียใจในภายหลัง หลี่จิ้งเห็นด้วยกับความเห็นของโฮวจวินจี๋ ตัดสินใจไม่ให้พวกถูกู่หุนรวมตัวกันติดฟื้นกลับมาได้ จึงแบ่งทัพเป็นสองทาง หลี่จิ้งกับ เสวว่านจวิน (薛万均) และหลี่ต้าเหลี่ยงยกทัพรุกไปทางทิศเหนือ โฮวจวินจี๋ หลี่เต้าจง ยกทัพไปทางทิศใต้ ทั้งสองทัพสองทางเข้าตีในเวลาเดียวกัน

หลี่จิ้งเดินทัพทางทิศเหนืออย่างราบรื่น ไม่กี่วันแม่ทัพเสวกูเอ๋อ (薛孤儿) มีชัยชนะต่อกองทัพถูกู่หุนที่เขาม่านโถวซาน (曼头山 ปัจจุบันอู่ที่มณฑลชิงไห่ 青海) ฆ่าถูกู่หุนหวาง ยึดได้วัวและแกะเป็นจำนวนมากไว้เป็นเสบียงกองทัพ จากนั้นกองทัพหลักของหลี่จิ้งนำโดยหนิวซินตุ้ย (牛心堆) และ ชื่อสุยหยวน (赤水源)ทำสงครามกับแม่ทัพถูกู่หุนมีชัยชนะทั้งสองครั้ง โฮวจวินจี๋และหลี่เต้าจงเดินทัพอย่างรวดเร็วรุกเข้าไปในทะเลทรายลึกถึงสองพันลี้ ที่นี่เป็นทะเลทรายรกร้าง อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงมากบ้างครั้งร้อนมากบางครั้งหนาวเย็นยะเยือกจนแทบทนไม่ได้ บางครั้งก็หาน้ำกินไม่ได้พวกเขาจึงต้องกินเลือดจากพี่น้องในทัพของตน กองทัพราชวงศ์ถังพยายามเดินทัพผ่านความยากลำบากเดินทางเป็นระยะทางไกลในที่สุดเดือนห้าไล่ตามฝูหยินเค่อหาน (伏允可汗) ไปถึงอูไห่ (乌海 ปัจจุบันคือ ซิงไห่兴海 มณฑลชิงไห่) สู้รบมีชัยชนะจับตัวฝูหยินเค่อหานได้ เสวว่านจวินและชื่อไห่ (赤海)ก็ทำการรบมีชัยชนะต่อกองทัพถูกู่หุนของเทียนจู้หวางจวิน (天柱王军)

แม่ทัพของหลี่จิ้งแต่ละทัพยกทัพรุกไปเรื่อยทั้งยังมีชัยชนะระหว่างรุกไปข้างหน้า หลี่ต้าเหลี่ยงทำการรบมีชัยชนะต่อกองทัพถูกู่หุนที่เขาสู่หุนซาน (蜀浑山) กำจัดถูกู่หุนหวางไปถึงยี่สิบคน แม่ทัพจื๋อสือซือ (力也) สู้รบกับกองทัพถูกู่หุนมีชัยชนะที่จวีหรูชวน (居茹川) กองทัพราชวงศ์ถังเดินหน้ามีชัยไปเรื่อยๆยกทัพผ่านจีสือซานเหอหยวน (积石山河源)เข้าตีกองทัพถูกู่หุนที่ซีฉุยเจ๋ยม้อ (西陲且末ปัจจุบัน คือ เมืองเจ๋ยม้อ且末มณฑลซินเจียง)แม่ทัพชี่ปี้เหอ (契苾何) ไล่ตีกองทัพฝูหยินเค่อหาน (伏允可汗)จนแตกกระจาย สังหารทหารถูกู่หุนพันกว่าคน ยึดวัวและแกะได้ไปถึงสองแสนกว่าตัว ทั้งยังจับตัวมเหสีของฝูหยินเค่อหานได้

ฝูหยินเค่อหานรวบรวมทหารม้าได้พันนายถอยหนีไปที่ชี่จง (碛中) เมือหนีมาถึงดินแดนที่ภูเขาจบกับแม่น้ำต่างแยกย้ายกันหลบหนี ต่อมาไม่นานฝูหยินเค่อหานถูกผู้ติดตามฆ่าตาย ลูกชายคนโตของเขาต้าหนิงหวางมู่หรงสุ้น (大宁王慕容顺) ฆ่าเทียนจู่หวางยกคนมาสวามิภักดิ์ต่อกองทัพราชวงศ์ถัง หลังจากสองเดือนที่หลี่จิ้งยกทัพทำสงครามนองเลือด โจมตีและทำลายกองทัพถูกู่หุนก็นำชัยชนะไปถวายต่อเมืองหลวงราชวงศ์ถัง ราชวงศ์ถังเพื่อจะควบคุมดินแดนเก่าของชนเผ่าถูกู่หุน แต่งตั้งมู่หรงสุ้นเป็นซีผิงจวิ้นหวาง (西平郡王) นาม เจ๋ยกู่ลู่วอู่กานโต้วเค่อหาน (趉故吕乌甘豆可汗) และแต่งตั้งให้หลี่ต้าเหลี่ยงอยู่ที่นั่นคอยช่วยเหลือ

ชีวิตบั้นปลาย

ในระหว่างทำสงครามกับถูกู่หุน ผู้ตรวจการเมืองลี่โจว (利州) เกาเจิ้งเซิง(高甑生) ชึ่งแต่งตั้งเป็นเหยียนเจ๋อเต้าจ่งกว่าน (盐泽道总管) ยกทัพมาไม่ทันเวลาทั้งยังขาดยุทโธปกรณ์การรบ ถูกหลี่จิ้งตำหนิจนไม่พอใจ หลังจากเสร็จศึกสงครามสมรู้ร่วมคิดกับแม่ทัพกว่างโจว ฟู่จ่างสือ (府长史) ถังเฟิ้งอี้ (唐奉义) กล่าวหาหลี่จิ้งก่อกบฎ จักรพรรดิถังไท่จงทรงสอบสวนเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงลงโทษเกาเจิ้งเซิงมีความผิดถึงประหารแต่ให้ลดโทษเนรเทศไปอยู่ชายแดน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหลี่จิ้งปิดประตูบ้านเงียบ ไม่ยอมรับแขก แม้แต่ญาติมิตรก็ไม่ยอมให้เข้าพบ

ปี ค.ศ. 637 (ปีที่สิบเอ็ดรัชสมัยเจินกวน) จักรพรรดิถังไท่จงแต่งตั้งหลี่จิ้งเป็นเว่ยกั๊วกง (卫国公) เป็นผู้ว่าเมืองผูโจว (濮州) และให้บันทึกชื่อเขาไว้ในราชวงศ์เนื่องจากบุตรชายเขาเสียชีวิตโดยไม่มีผู้สืบสกุล

ปี ค.ศ. 640 (ปีที่สิบสี่รัชสมัยเจินกวน) ภรรยาหลี่จิ้งเสียชีวิต จักรพรรดิถังไท่จงให้จัดการประกอบพิธีศพตามที่เว่ยชิง (卫青) และหั้วชวี่ปิง (霍去病) กำหนดไว้แต่โบราณในสมัยราชวงศ์ฮั่น นำศพไปฝังในระหว่างเขาเถี่ยซาน (铁山)ภายในดินแดนของพวกทูเจ๋ย และเขาจีสือซาน (积石山)ดินแดนของชนเผ่าถูกู่หุนเพื่อยกย่องให้เกียรติยศสูงสุดแก่หลี่จิ้ง

ปี ค.ศ. 643 (ปีที่สิบเจ็ดรัชสมัยเจินกวน) หลี่จิ้งถูกยกย่องร่วมกับจ่างซุนอู๋จี้ (长孙无忌) หลิงเยียนเก๋อ (凌烟阁) และขุนนางรวมทั้งหมดยี่สิบสี่คนเป็นขุนนางที่มีความสามารถที่สุดในสมัยจักรพรรดิถังไท่จง

ปี ค.ศ. 644 (ปีที่สิบแปดรัชสมัยเจินกวน) จักรพรรดิถังไท่จงเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ไปเยี่ยมหลี่จิ้งถึงบ้านพักของหลี่จิ้ง ถามไถ่ถึงโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่ทั้งยังประทานผ้าไหมให้ห้าร้อยพับ แต่งตั้งหลี่จิ้งเป็นเว่ยกั้วกง (卫国公) ประกอบพิธีแต่งตั้งฉลองสามวันสามคืน จักรพรรดิถังไท่จงจัดการให้เกาจู้ลี่ (高句丽)ไปเชิญหลี่จิ้งเข้ามาในพระราชวังชั้นในตรัสกับหลี่จิ้งว่า “ตอนนี้ทางใต้ปราบอู๋หุ้ย (吴会) เรียบร้อย ทางเหนือกำจัดพวกทูเจ๋ยพื้นที่ส่วนใหญ่ได้อย่างราบคาบ ทิศตะวันตกกำจัดถูกู่หุนมูหรงจนแผ่นดินสงบ ยังคงแต่ทางด้านทิศตะวันออกที่ยังพิชิตชนเผ่าเกาลี่ (高丽) ไม่ได้ ท่านมีความคิดเห็นเป็นประการใด” หลี่จิ้งซึ่งมีอายุเจ็ดสิบกว่าปีแล้วทั้งโรคร้ายยังรุมเร้าในร่างกาย แสดงออกว่าต้องการจะยกทัพไปทำการแทนพระองค์ ทูลกล่าวตอบว่า “ข้าน้อยแต่ก่อนทำการโดยอาศัยพระราชอำนาจของพระองค์ทำงานได้ผลงานเพียงเล็กน้อย บัดนี้วันเวลาผ่านมาจนกระดูกข้าน้อยกัดกร่อนครั้งนี้ข้าขออาสายกทัพไปทำการ หากพระองค์ไม่ขัดพระทัย อาการโรคของข้าน้อยจะค่อยๆดีฟื้นขึ้นมา” จักรพรรดิถังไท่จงทรงเมตตาหลี่จิ้งไม่อนุญาตให้ทำการในครั้งนี้

หลี่จิ้งไม่ได้เป็นผู้นำทัพไปปราบปรามเกาลี่แต่ยังกังวลเรื่องการศึกในแนวหน้า เมื่อจักรพรรดิถังไท่จงนำทัพไปถึงเขาจู้ปี้ซาน (驻跸山 ปัจจุบันคือ ดินแดนทางใต้เมืองเหลียวหยาง辽阳ในมณฑลเหลียวหนิง) กองทัพเกาโก่วลี่ (高句丽) พลันทะลักออกมาโจมตี ภายในดินแดนว่างเปล่า หลี่เต้าจง (李道宗) ขอทหารห้าพันนายเพื่อยกทัพเข้าตีเมืองผิงหร่าง (平壤 คือ เมืองเปียงยาง) จักรพรรดิถังไท่จงไม่เห็นด้วย เมื่อกลับเมืองหลวงพระองค์ตรัสถามกับหลี่จิ้งว่า “ข้าครอบครองคนได้ทั้งโลกกลับติดอยู่ในดินแดนเล็กๆแถบนั้นเพราะอะไร” หลี่จิ้งด้วยความประหลาดใจในความล้มเหลวคิดว่าจักรพรรดิถังไท่จงคงไม่รับฟังแผนการรบของหลี่เด้าจง จึงกล่าวว่า “ควรให้หลี่เต้าจงอธิบาย” จักรพรรดิถังไท่จงจึงตรัสถามหลี่เต้าจง หลี่เต้าจงอธิบายว่า ข้อเสนอแผนการของเขาไม่ถูกนำมาปฏิบัติ จักรพรรดิถังไท่จงจึงตรัสด้วยความผิดหวังว่า “ในช่วงเวลาคับขันโอกาสไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้”

หลี่จิ้งมีความสามารถในการเข้าใจสถานการณ์ต่างๆจัดการเรื่องราวต่างๆอย่างละเอียดถี่ถ้วน จักรพรรดิถังไท่จงได้ขอให้เขาถ่ายทอดและสอนวิชาการทหารให้แก่โฮวจวินจี๋ (侯君集) ภายหลังโฮวจวินจี๋กราบทูลจักรพรรดิถังไท่จงว่าหลี่จิ้งคิดกบฎเพราะว่าทุกๆเรื่องราวการทหารต่างๆที่ถ่ายทอดหลี่จิ้งไม่นำพาต่อกฎหมาย จักรพรรดิถังไท่จงตำหนิหลี่จิ้งแต่หลี่จิ้งกล่าวตอบว่า “โฮวจวินจี๋ฟังผิดแล้ว วันนี้แผ่นดินสงบสุข ข้าน้อยจึงสอนระบบรักษาความปลอดภัยตามตำราซื่ออี้อี่ (四夷矣) วันนี้ถ้าโฮวจวินจี๋เรียนตำรากับข้าน้อยจบ เขาจะมีความทะเยอทะยานที่แตกต่างไป” ตอนนั้นโฮวจวินจี๋ยังไม่คิดก่อการกบฎและจักรพรรดิถังไท่จงก็ไม่เชื่อ ครั้งหนึ่งหลังถวายราชการแล้วกลับไปยังทำเนียบขุนนางโฮวจวินจี๋ขี่ม้าผ่านประตูวังโดยไม่มีผู้พบเห็น หลี่จิ้งเห็นเหตุการณ์เช่นนี้จึงกล่าวว่า “โฮวจวินจี๋ไม่จงรักภักดี ต่อไปคงคิดก่อการร้าย” ถึงรัชสมัยเจินกวนปีที่สิบเจ็ด เดือนสี่ โฮวจวินจี๋ร่วมกับมกุฎราชกุมารเฉินเฉียน (承乾) ก่อกบฎถูกฆ่าตายในเหตุการณ์นั้น เป้นการพิสูจน์ว่าหลี่จิ้งคาดคะเนได้อย่างแม่นยำ


ปี ค.ศ. 649 (ปีที่ยี่สิบสามรัชสมัยเจินกวน) สภาพร่างกายของหลี่จิ้งแย่ลง จักรพรรดิถังไท่จงไปเยี่ยมสอบถามอาการถึงเตียงนอนของเขา พระองค์ทรงเห็นหลี่จิ้งกำลังจะตายน้ำพระเนตรไหลเอ่อตรัสกับหลี่จิ้งอย่างเศร้าใจว่า “ท่านเป็นขุนนางเก่าแก่ของข้ารับใช้ประเทศมายาวนาน บัดนี้โรคร้ายทำลายท่านข้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง” ปีเดียวกันวันที่ยี่สิบสามเดือนสี่ (ปัจจุบัน คือ วันที่ 2 เดือน 7) หลี่จิ้งลาจากโลกไปอายุได้เจ็ดสิบเก้าปี จักรพรรดิถังไท่จงทรงลงพระราชทินนามแต่งตั้งหลี่จิ้งเป็นปิ้งโจวตูตู (并州都督) ประทานกระบี่บรรดาศักดิ์ ขบวนแห่งานศพ ร่วมงานจนนำศพไปฝังที่สุสานสลักนามว่า เยวจิ่งอู่ (曰景武) การฝังศพเป็นไปตามพิธีโบราณตามที่เว่ยชิง (卫青) และฮั้วชวี่ปิ้ง (霍去病) บันทึกไว้ สุสานอยู่ระหว่างภูเขาเยี้ยนหรานซาน (燕然山) ภายในเขตชนเผ่าทูเจ๋ยและภูเขาจีสือเอ้อร์ซาน (积石二山)ภายในเขตชนเผ่าถูกู่หุน บริเวณที่เรียกว่า จิงซูจี้ (旌殊绩) เพราะว่า หลี่จิ้งมีผลงานและวีรกรรมในการรบและการทหารอย่างมากมาย เมื่อตายแล้วอยากให้ทุกคนประจักษ์ในผลงานของเขาเพื่อให้ประชาชนเข้าใจในความสงบมั่นคงเป็นผลงานของเขา ชาวบ้านต่างรวมน้ำใจทุ่มเทสร้างวัดอุทิศให้เขา สืบต่อมาจนถึงปลายราชวงศ์ถัง หลี่จิ้งได้รับการยกย่องเป้นเทพฯองค์หนึ่ง

เป็นเรื่องที่นั่งแปลมาเกือสองปีไม่จบสักที เอาประวัติของขุนนางเก่งๆของจีนในสมัยโบราณมาแนะนำให้คนไทยรับทราบมากกว่าที่จะลุ่มหลงอยู่ในตำราสามก๊ก เพราะปัจจุบันนี้สถานการณ์โลกดูเสมือนคล้ายกับประวัติศาสตร์จีนในยุคชุนชิว จ้านกั๊วมาก ที่ประเทศต่างๆต่างแก่งแย่งกันหาพันธมิตร ใช้เล่ห์เพทุบายเพื่อรุกรานชาติที่อ่อนแอกว่า